fbpx

Ellen DeGeneres และซีซั่นสุดท้ายของรายการทอล์กโชว์ของเธอ ที่การจากลาไม่มีความหมายอีกแล้ว

โดยความรู้สึกส่วนตัว เราผูกพันกับเอลเลน ดีเจเนเรสมาก เพราะรายการ The Ellen DeGeneres Show ที่เธอทำมานานกว่า 19 ปีจะสร้างเสียงหัวเราะ เพิ่มพูนแรงบันดาลใจและพลังงานดีให้กับคนทั้งโลกมาอย่างยาวนาน จนเธอกลายเป็นที่รักของผู้ชมทั่วทั้งโลก รวมถึงการที่เธอได้รับการชื่นชมและยอมรับในฐานะผู้เบิกทางให้กับกลุ่มคน LGBTQ+ ได้มีที่หยัดยืนทั้งในวงการบันเทิงและในสังคม

แต่ในรอบสองถึงสามปีที่ผ่านมาก่อนที่เราจะเจอกับโรคระบาดใหญ่ พฤติกรรม “หลังม่าน” ของเอลเลนกลับถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนสิ่งที่เธอสั่งสมมาถูกเปิดเผยว่าเป็นเพียงละครหน้าฉากที่ทำให้ผู้คนหลงรักและชื่นชมเธอ การกระทำหลายๆ อย่างหลังกล้องทั้งที่เกิดขึ้นจากตัวเธอเองหรือบริวารทำให้ภาพลักษณ์ที่เธอสั่งสมถูกทำลายลงจนป่นปี้ และทำให้เธอตัดสินใจไม่ต่อสัญญารายการทอล์กโชว์ของเธอ ทำให้ The Ellen Show จะจบลงในซีซั่นที่ 19 ซึ่งจะเปิดซีซั่นในวันอังคารนี้ตามเวลาประเทศไทย (ชมได้ทางทรูวิชั่นส์)

Susan, I’m Gay.

ทำความรู้จักกันแบบเร็ว (มากๆ) สำหรับใครที่อาจยังไม่รู้จักพิธีกรสาววัย 62 ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบันเทิงฮอลิวูดคนนี้ เอลเลนเริ่มต้นเส้นทางบันเทิงของเธอด้วยการเป็นตลกหญิงที่ลงประกวดแข่งขันเดี่ยวไมโครโฟนจนได้รางวัล The Funniest People in America ของช่องเคเบิ้ล Showtime จนได้รับโอกาสให้ได้เดบิวต์ครั้งแรกในฐานะตลกหญิงบนเวที The Tonight Show starring Johnny Carson ซึ่งเป็นการเปิดตัวที่สวยงาม จนทำให้เธอได้โอกาสมีซิทคอมเป็นของตัวเองที่ชื่อ ellen

การได้รับโอกาสให้ผลิตละครซิทคอมในชื่อของตัวเอง เป็นเครื่องการันตีถึงการถูกยอมรับในวงการฮฮลิวูด ด้วยอารมณ์ขันที่จัดจ้านและบุคลิกที่ถูกใจอเมริกันชน จึงไม่แปลกนักที่เอลเลนจะเป็นตลกหญิงอีกคนที่ได้มีซิทคอมเป็นของตัวเอง รองจากสตีฟ ฮาร์วีย์ พิธีกรมิสยูนิเวิร์สผู้ประกาศผลผิดในตำนาน หรือพิธีกรราคาพารวยเวอร์ชั่นต้นฉบับอย่างดรูว์ แครีย์

ellen ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวผู้ทำงานในร้านหนังสือใจกลางเมืองนิวยอร์คและเพื่อนในวงสังคมของเธอ แก่นสำคัญที่สร้างหมุดหมายใหญ่ให้กับเธอคือการเปิดตัวว่าเธอเป็นเลสเบี้ยนในตอนหนึ่งของซิทคอมที่ชื่อว่า “The Puppy Episode” เอลเลนได้พบกับรีชาร์ด ผู้ประกาศหนุ่มที่เป็นเพื่อนสมัยเรียนของเธอและซูซาน ผู้จัดการส่วนตัว เอลเลนหลงรักซูซานตั้งแต่แรกพบ จนนำไปสู่ฉากสารภาพรักในสนามบินพร้อมประโยคในตำนาน “Susan, I’m Gay”

ฉากนี้นำไปสู่โมเมนต์ทรงอิทธิพลของวงการโทรทัศน์อเมริกัน มีผู้นัดชมละครตอนนี้เป็นหมู่คณะเป็นจำนวนมาก เช้าวันต่อมาฉากนี้ถูกพูดถึงในแทบทุกสื่อ จนนำไปส่งการแสดงความคิดเห็นทีเ่ผ็ดร้อนของคนสองฝ่ายคือ คนที่สนับสนุนกลุ่ม LGBTIQ+ ให้มีพื้นที่บนสื่อกระแสหลัก และมองว่าความรักไม่ว่าจะของเพศใดก็สวยงามเสมอ กับอีกฝ่ายที่ต่อต้านการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้โดยเอาคำสอนทางศาสนาและอคติส่วนตัวเป็นอาวุธในการต่อสู้

ไม่นานนัก เอลเลนก็ถูกดูดกลืนให้หายไปจากพื้นที่ในวงการบันเทิง ละครซิตคอมโดนถอด สปอนเซอร์ถอนโฆษณา เธอต้องรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังจากการเปิดตัวว่าเธอเป็นเกย์อย่างเปิดเผย จนเธอได้รับโอกาสจากช่อง HBO ให้จัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งพิเศษที่เป็นการกลับมาอย่างสง่างามของเธอ พร้อมได้โอกาสให้ทำรายการทอล์กโชว์ที่เธอบอกว่ามันจะเป็นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมและเธอ ในชื่อ The Ellen DeGeneres Show

Let’s have a little fun, today.

ในขณะที่โอปราห์ วินฟรีย์ ยังเป็นเจ้าตลาดรายการทอล์กโชว์ภาคกลางวัน เอลเลนเริ่มรายการของเธอในฐานะน้องใหม่เมื่อปี 2003 ภายใต้การผลิตของ Warner Brothers Television. ด้วยอรรถรสความสนุกของบทพูดเปิดรายการหรือ Monologue การสนทนาที่เน้นด้านบวกของแขกรับเชิญ และ Skit ในรายการที่เธอทั้งเล่นเองไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนหนังเด่น ละครดัง รายการฮิต หรือการเล่นเกมย่อยในรายการที่ต่อยอดเป็นแอพลิเคชั่นยอดโหลดอันดับหนึ่งอย่าง Heads Up! ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แอปจากผู้ผลิตไทยอย่าง “ชาเย็น” 

ด้วยมวลพลังงานบวกที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะซึ่งต่างจากโอปราห์ที่เน้นเรื่องฮอต ประเด็นเด่น แต่ต้องใช้ความคิดในการดูเพราะมันเป็นประเด็นที่หนัก ทำให้เอลเลนกลายเป็นพิธีกรหน้าใหม่ที่แม่บ้านภาคกลางวันยอมรับในความขบขันและพลังงานดีของรายการ นอกจากนี้ใน The Ellen DeGeneres Show ยังมีอีกสองสิ่งที่ทำให้รายการได้รับความนิยมถึงขีดสุด

หนึ่ง-มหกรรมการแจกของต่อเนื่อง 12 วันในช่วงคริสต์มาสอย่าง ellen 12 Days of Giveaways ที่มียอดจองบัตรเข้าชมรายการสูงที่สุด แถมเป็นช่วงเวลาที่มีอัตราการซื้อของสูงที่สุดของปีอย่างวันคริสต์มาส ทำให้ทุกคนต่างเฝ้ารอถึงความเว่อวังของผลิตภัณฑ์และสินค้าที่จะนำมาแจกในรายการ ตั้งแต่ทีวีสีระดับ 4K แก๊ดเจ็ตสุดคูล ตั๋วเครื่องบินไปกลับที่ไหนก็ได้ในโลก แพคเกจที่พักสุดหรูในหลายประเทศ หรือแม้กระทั่งไอโฟนรุ่นล่าสุดก็ทำให้คนกรีดร้องกันทั้งสตูดิโอมาแล้ว!

สอง-การแจกของรางวัลเพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากแต่เป็นผู้ที่ทำความดีให้กับครอบครัวหรือชุมชน เริ่มตั้งแต่เฮอร์ริเคนแคทรินาที่ทำลายบ้านเกิดของเอลเลนอย่างเมืองนิว ออร์ลีนส์ ในปี 2548 ทำให้เธอได้พบกับไดอาน่า บรีสลีย์ หนึ่งในผู้ประสบภัยที่สูญเสียทุกอย่าง เธอเห็นคุณค่าความดีของการดูแลญาติพี่น้องและครอบครัว จนเธอมอบรถแคดิแลค (ย้ำ แคดิแลค) ให้ไดอาน่าหนึ่งคัน

จนนำมาสู่การหอบรถคอนเทนเนอร์ที่มีของขวัญจากช่วง 12 Days of Giveaways ไปมอบให้ถึงบ้าน หรือการมอบเช็คขนาดใหญ่สดๆ กลางรายการให้กับผู้ร่วมรายการ บ้างก็แจกรถยนต์เป็นคัน หรือที่พีคสุดๆ คือการคัดเลือกผู้ชมที่ส่งจดหมายเข้ามาเองบ้าง เพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวส่งให้บ้างเพื่อประกาศความดีของเขาและเธอ จนเอลเลนมอบเงินให้ผู้ชมทั้งห้องส่งกว่า 400 ท่านรวมๆ กัน 1 ล้านเหรียญ (จะได้ตกคนละ 2,500 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยราว 77,400 บาทเมื่อค่าเงิน 1 ดอลลาร์ ประมาณ 30.97 บาท) 

ตลอดเวลาที่เอลเลนมีพื้นที่สื่อซึ่งทรงอิทธิพล เธอใช้ความเป็นตัวเองในการเรียกร้องหรือ Call-Out ให้กับหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเหตุการณ์การแสดงจุดยืนเรื่องกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกันโดยการเผชิญหน้าตรงๆ กับจอห์น แมคเคน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับบารัค โอบามา ในปี 2004 ซึ่งการที่โอบาม่าชนะการเลือกตั้งจึงส่งผลให้กฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ จนทำให้เธอได้แต่งงานแบบเป็นเรื่องเป็นราวกับภรรยาของเธอ-พอร์เทีย เดอ รอสซี หรือการออกมาพูดไว้อาลัยให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเพราะถูกปฏิเสธจากการสารภาพรัก แม้กระทั่งการดูแลรักษาสัตว์ป่าและระบบนิเวศดังที่เธอเปิดมูลนิธิ The Ellen Find และแคมป์ดูแลรักษากอริลลาในแอฟริกาใต้ร่วมกับมูลนิธิ Dianne Fosey Foundation

ทั้งหมดนี้ถ้ามองในแง่การสร้าง “แบรนดิ้ง” ของผู้หญิงคนหนึ่งในดีงามทั้งการอุทิศตนให้การเรียกร้องสิทธิ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ การรักษาระบบนิเวศของโลก หรือการช่วยเหลือผู้คนผ่านพื้นที่สื่อของเธอเอง ทุกอย่างกอปรกันจนส่งผลให้เธอกลายเป็นที่รักของอเมริกันชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจนเราอาจหลงรักเธอไปในทันตาที่เราดูผลงานของเธอจบ

Today’s the day we’re not waiting for.

ตั้งแต่วิกฤตการณ์ COVID-19 ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ต้องหยุดชะงัก ทุกรายการต้องถ่ายทำจากบ้าน ไม่เว้นแม้แต่รายการของเอลเลนที่ต้องจัดรายการผ่านวิดีโอคอลล์ ความเลวร้ายของมหากาพย์ลากไส้เจ้าแม่ทอล์กโชว์เริ่มตั้งแต่การแคนเซิลตารางถ่ายทำทั้งหมดที่ทำให้พนักงานกว่า 200 ชีวิตต้องว่างงานเฉียบพลันในชั่วข้ามคืน มีแค่พนักงานบางส่วนเท่านั้นที่ยังต้องทำงานจากบ้าน จึงเป็นชนวนที่ทำให้ทีมงานรู้สึกถึงความ “ไม่เป็นธรรม” ในการถูกแคนเซิลงานโดยไม่มีวิธีแก้ไขหรือการประกาศอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

หรือการที่เธอเล่นตลกเปิดรายการหรือ Monologue ว่าการกักตัวอยู่แต่ในบ้านหรือ Quarantine นั้นเหมือนติดคุกทั้งเป็น ซึ่งมุกนี้กลับไม่ตลกในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นักกิจกรรมกลุ่ม Until Freedom ถึงขั้นออกมาทวีตว่า เอลเลนที่จัดรายการในแมนชั่นแพงๆ มีอาหารดีๆ กิน ไม่ควรต้องแสดงความไม่พอใจที่การกักตัวเหมือนติดคุก เพราะยังมีคนที่ต้องเสียงานการ เสียรายได้ หรือทำงานอยู่กับความเสี่ยงการติดเชื้อโรคร้ายนี้อีกเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเวลาเดียวกัน สำนักข่าวต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ข่าวซุบซิบหรือรายการข่าวบันเทิงกระแสหลักอย่าง Entertainment Tonight เริ่มนำเสนอบทสัมภาษณ์พฤติกรรมเชิงลบของเธอ ตั้งแต่อดีตการ์ดรักษาความปลอดภัยออกมาให้ข่าวถึงความไม่เป็นมิตรของเอลเลนในการวางตัวกับพนักงานปฏิบัติการระดับตัวเล็ก หรืออดีตทีมงานออกมาเล่าว่าเธอไม่มีสิทธิ์มองหน้าเอลเลน และเอลเลน “ไม่ยิ้ม” เลยในระหว่างที่เธออยู่ในสำนักงานก่อนจะสาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวไปถึงห้องบันทึกรายการ แม้กระทั่งหนึ่งในยูทูปเบอร์ที่ทรงพลังระดับโลกอย่าง Nikkietutorials ซึ่งในวาระที่เปิดตัวว่าเธอคือ Transgender ไม่ใช่หญิงแท้ จนเอลเลนต้องเชิญเธอมาออกรายการกล่าวถึงความไม่น่าโสภาของการร่วมรายการทอล์กโชว์นี้ว่า เธอไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีจากทางทีมงาน โดยไม่มีการจัดห้องพักแขกรับเชิญ และไม่มีการบอกว่าห้องน้ำอยู่ที่ใด ที่สำคัญ ตัวพิธีกรเองไม่ได้มีอารมณ์ขันเมื่ออยู่หลังกล้อง และเย็นชาใส่เธอมากๆ

เมื่อผู้ที่มีประสบการณ์ “ไม่ประทับใจ” ในตัวพิธีกรหญิงผู้ทรงอิทธิพลเริ่มแสดงตัวออกมามากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จนนำไปสู่การขุดคุ้ยเรื่องในองค์กรที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งความสุขเช่น มีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นโดยฝีมือของโปรดิวเซอร์ระดับสูง 2 คนที่ทำต่อพนักงานระดับล่างของรายการ หรือการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพในที่ทำงานซึ่งส่งผลให้พนักงานลาออกจากรายการ และออกมาให้ข่าวกับสื่อ 

ยิ่งถ้าให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุด พฤติกรรมของเอลเลนเองในการล้อเลียนถากถางที่เธอทำกับทีมงานหลายๆ คน เช่นครั้งที่เอลเลนจับ tWitch ดีเจเจ้าประจำมาเปลื้องผ้าและแวกซ์ขนสดๆ กลางรายการ หรือการแกล้งแอนดี้ แลสเนอร์-Executive Producer ของรายการอยู่เป็นประจำ ทำให้เราเห็นได้ชัดมากว่า เธอไม่ให้เกียรติแม้กระทั่งทีมงานที่คอยทำงานให้เธอ

แต่แอนดี้ไม่เคยพูด-น่าจะไม่เคยพูดให้สื่อฟัง เพราะเขารับรายได้จากการนั่งเป็น Executive Producer ถึง 5 ล้านเหรียญต่อปี

Somebody Please stop the clock.

ในการเปิดซีซั่นที่ 18 ของรายการ แน่นอนว่าไม่มีผู้ชมเดินทางมาชมรายการสดๆ อยู่แล้ว เธอเริ่มซีซั่นใหม่ของรายการด้วยการกล่าว “ขอโทษ” ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเธอได้ลงมาสอบสวนเหตุการณ์ฉาวที่เกิดขึ้นในองค์กรด้วยตัวเอง และรับปากกับผู้ชมด้วยตัวเองว่าเธอจะทำทุกทางให้รายการนี้กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและทุกคนสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่มีดราม่าอะไรอีก

ในคลิปเปิดรายการความยาว 7 นาทีของรายการ ถ้าใครได้ชมและลองโฟกัสในทุกคำของเธอดีๆ ทั้งหมดไม่มีการขอโทษอย่างใส่ใจและจริงใจเลยแม้แต่น้อย เช่นว่า “ถ้าฉันเคยทำอะไรให้ใครในหมู่ทีมงานไม่พอใจ ฉันต้องขอโทษจริง” “เราใช้เวลาหลายสัปดาห์เปลี่ยนในสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยน และนี่คือการเริ่มต้นบทใหม่ของเรา”

รวมถึงการเล่นมุก “Be Kind Lady” ซึ่งมาจากวลีปิดรายการที่ว่า “Be kind to one another.” ที่เธอพยายามสื่อสารในลักษณะที่ว่า “ฉันก็เป็นนักแสดงนะ และฉันเป็นนักแสดงที่ดีด้วย” ก็คงไม่ต้องพูดมากแล้วว่าจริงๆ เธอรู้สึกกับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างไร

ในคลิปย้อนหลังนี้ที่ถูกอัพโหลดบนยูทูป มีคนกด Dislike มากกว่า Like ถึง 2 ใน 3 และนั่นส่งผลทำให้ยอดวิวรวมของรายการตกลงไปถึง 38% จากสถิติเดิม รวมถึงพ่ายแพ้น้องใหม่ในรายการทอล์กโชว์อย่าง Kelly Clarkson และเจ้าตลาดตัวพ่ออย่าง Dr.Phil และทำให้ซีซั่นนั้นเอลเลน “ลาหยุด” บ่อยขึ้นโดยการนำพิธีกรรับเชิญหลายท่านมาเวียนจัดรายการแทน

ไม่กี่วันที่ผ่านมา แฟนเพจทางการของรายการได้อัพโหลดคลิปตัวอย่างรายการตอนแรกของซีซั่นที่ 19 ซึ่งตอนนี้ผู้ชมกลับเข้ามาชมรายการในห้องส่งตามปกติแล้ว ความรู้สึกของการบันทึกรายการดูเผินๆ แล้วจะเหมือนเดิม ผู้ชมยังหัวเราะร่าและะสนุกกับรายการเฉกเช่นทุกครั้ง เอลเลนยังคงเล่นตลกอย่างร่าเริงเหมือนเดิม

แต่เรากลับรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย และการจากลาครั้งนี้มันก็ดูไม่มีความหมาย

เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า “เบื้องหลัง” จริงๆ ของมันคืออะไร จนยากที่จะกลับไปหัวเราะร่าเริงและมีความสุขกับมหรสพนี้อีกแล้ว


เรียบเรียงจาก: https://www.songsue.co/11181/

Contributors

Chief Content Officer ของส่องสื่อ มีเดีย แลป และบรรณาธิการอำนวยการ Modernist | นักเขียนอิสระ นักจัดรายการวิทยุ นักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อาจารย์พิเศษ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า