fbpx

การเติบโตของ “เอม-วิทวัส” ที่สอนให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น

หลายคนเวลานึกถึงอาชีพในปี 2022 ก็คงจะนึกถึงอาชีพบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การทำสื่อออนไลน์ แม้กระทั่งการเป็น Influencer บนโลกออนไลน์ ซึ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้แพลตฟอร์มที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น YouTube หรือ TikTok แน่นอนว่าพอมีคนดังจากแพลตฟอร์มต่างๆ ดังที่กล่าวมา เขาก็ต้องเรียกว่าเป็น YouTuber ไม่ก็ TikToker เป็นแน่แท้

แต่สำหรับ “วิทวัส รัตนบุญบารมี” หนึ่งในผู้ที่ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ เขากลับไม่ได้เรียกตนเองว่าเป็น YouTuber หรือ Influencer เลย กลับกันเขาเรียกตัวเองว่าเป็นพิธีกรและนักแสดง เขาเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แน่นอนว่าด้วยเอกลักษณ์ของเขาที่ชัดเจนก็คงจะทำให้ใครหลายคนชอบและคิดแล้วแน่นอนว่าเขาชอบการเป็นพิธีกรหรือนักแสดงแน่ ๆ

เราเจอเขาที่งานบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง “พี่นาค 3” ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 17 มีนาคม 2565 เราสัมภาษณ์เขาบนรถตู้ที่กำลังเดินทางกลับที่พัก ณ จังหวัดนครพนม แต่ด้วยเวลา 20 นาทีนิดๆ ที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผมกลับได้เรื่องราวจากเขาหลากหลาย และเห็นมุมมองมากกว่าในจอ หนึ่งในนั้นคือการที่เขาอยากลุยเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า และเขาได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย

ทั้งหมดนี้อยู่ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้


1
วัยเด็กและการรู้จักตัวตนของ “เอม-วิทวัส”


วัยเด็กของ “เอม-วิทวัส” อยากทำอาชีพอะไร

จริงๆ อยากเป็นนักวาดรูป อยากเป็นจิตรกร อยากวาดรูปตามชายทะเล แต่มันเป็นได้แค่ความชอบไง เพราะว่าจริงๆ มันไม่น่าจะเอาตัวเองรอดได้ เราก็มีหลายๆ อย่างที่จะต้องรับผิดชอบ  ซึ่งจนแล้วจนรอดตอนมหาวิทยาลัยเราก็ตัดสินใจเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เพราะว่าเป็นคณะที่ง่ายสุดตอนนั้น คิดแค่นี้ คิดได้แค่ว่าน่าจะง่ายที่สุดเพราะว่าเราคงไปบัญชี ไปบริหารอะไรคงไม่รอด เพื่อนชวนมาเรียนนิเทศก็เลยมากับเพื่อน

ตอนเรียนรู้สึกว่าตัวเองชอบด้านนี้ไหม

ชอบแล้ว แต่ว่าก็ยังชอบเบื้องหลังอยู่ เพราะว่าเหมือนในห้องมีเพื่อน ทุกคนก็จะไปเป็น Stage หมด ไปเป็นตัดต่อ ไปเป็นกล้อง แต่ว่ามีเราคนเดียวที่หลุดออกมาและโดนดันให้ไปเป็นเบื้องหน้าสิ ไปเป็นพิธีกรสิ ไปนู่นไปนี่สิ เรารู้สึกว่าเราไม่มีเพื่อน ณ ตอนนั้น ก็เลยไม่ได้อินกับงานเบื้องหน้าเท่าไหร่

เคยคิดไหมว่าตัวเองจะต้องมาเป็น YouTuber

เอมไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น YouTuber เพราะว่าไม่รู้ว่า YouTuber เขาเป็นกันยังไง ที่ทำตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นพิธีกร แล้วก็รับเงินค่าจ้างมากกว่า เพราะว่าเราไม่ได้มีลักษณะนิสัยที่จะต้องทำ YouTube แบบเห็นอะไรก็เป็น Content ไปหมดอะไรแบบนี้ เราก็ทำเหมือนเป็นแบบว่าทำหน้าที่เป็นพิธีกรแล้วมาออกอากาศในช่อง YouTube แต่ถ้าพูดจริงๆ เอมชอบเบื้องหลังมากกว่า แต่ว่าในเบื้องหน้าด้วยตัวตนและด้วยอะไรหลายๆ อย่างมันก็เลยส่งผลให้เราได้ทำหน้ากล้อง

แล้วพอได้ลองเบื้องหลังแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

มันยากกว่าเบื้องหน้ามากๆ เลย เพราะว่าเราต้องคุมคน คุมเงิน คุมงบ คุมเวลา คุมทุกอย่างเลย แล้วที่มาทำเป็นเบื้องหลังเราไม่ได้ตั้งตนว่าเราเป็นโปรดิวเซอร์ เราทำทุกอย่างเลย เป็นสวัสดิการด้วย เป็นพิธีกรด้วย เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นคนหาสถานที่ หาทุกอย่างเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันยากกว่าเบื้องหน้า แต่ถ้าในความชอบก็ถือว่าทำไปได้ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย


2
การเป็นนักแสดงและบทบาทของ LGBT ในสื่อไทย


แล้วเคยคิดไหมว่าตัวเองจะมาเป็นนักแสดงอยู่บนหน้าจอ

แค่รู้สึกว่ามันก็สนุกดีกับการเป็นนักแสดง แต่มันก็ยากว่าใครจะเป็นนักแสดง เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าแมวมองเราต้องไปนั่งตรงไหนให้เขาเห็น หรือว่าหน้าตาเราจะเล่นบทอะไร เพราะว่าด้วยเพศด้วย  มันก็จะยากกับการต่อยอดของวงการบันเทิงนะ ตอนที่คิดไว้ ก็เลยไม่ได้คาดหวัง แบบถ้าได้ก็ดี ถ้าได้เล่นก็เล่นเป็นตัวประกอบอะไรไป แต่ถ้าสมมติจะให้เป็นหลักเป็นแหล่งก็คงยังไม่ได้คิด

ด้วยความเป็น LGBT ด้วยหรือเปล่า เลยทำให้เส้นทางอาจจะยากกว่าคนอื่น

ใช่ค่ะ เพราะว่าด้วยความที่เป็น LGBT ในสมัยก่อน ต้องตลก ต้องแหกปาก ซึ่งมันก็วนอยู่แค่ไม่กี่อย่าง แล้วรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่าที่จะสนุกสักเท่าไหร่ ณ ตอนแรกที่ได้รับบทแบบนี้เราก็ยังสนุกอยู่ แต่พอมาได้รับหลายๆ เรื่องเข้า เราก็รู้สึกว่าเราทำอย่างอื่นได้นะ ไม่ได้เข้ามากรี๊ดกร๊าดตลกอย่างเดียว แต่งหน้าบล็อกฟ้าปากชมพูเสื้อเขียวกางเกงส้มอะไรขนาดนั้น ก็เลยรู้สึกว่ามันก็น่าจะมีอะไรได้มากกว่านี้

ระหว่างงานพิธีกรกับงานนักแสดงชอบอันไหนมากที่สุด

ชอบงานพิธีกรค่ะ แต่ชอบเงินของนักแสดง เพราะพิธีกรพอมันเป็นตัวเอง พอเราได้ทำ เราทำอะไรก็ได้ แต่ด้วยความเป็นนักแสดงมันก็สนุกอีกแบบนึง หมายความว่ามันต้องใช้ความสามารถมากๆ เอมว่าพิธีกรเป็นเหมือนพรสวรรค์มากกว่า

พอเล่นหลายๆ เรื่องเข้า มันมีอะไรในการแสดงที่อยากจะพัฒนาเพิ่มขึ้นไหม

เรื่องของคาแรคเตอร์นี่แหละ เพราะว่าบางทีเราเอาตัวเองลงไปใน character มากเกิน มันก็จะได้บทแค่ซ้ำ ๆ บทตลก คาแรคเตอร์แบบตลก เราก็อยากพัฒนาไปเป็นอย่างอื่น เช่น อยากเล่นบทที่มันดูแบบเปลี่ยนจากตัวเราไปเลย ไปแบบเป็นโรคจิตเป็นฆาตกร เป็นนู่นเป็นนี่ก็ได้ แต่หลาย ๆ คนเขาก็ตัดสินไว้ว่า LGBT ต้องตลกอย่างเดียว

แล้วถ้าให้มองโดยรวมคิดว่า LGBT เป็นได้แค่ตลกจริงๆ เหรอ

ไม่จริงค่ะ คิดกันไปเอง มันชอบคิดว่าพอเป็นคนตลกปุ๊บ ต้องเป็นตัวตลก แต่จริงๆ มันเล่นได้หลายบทบาท แต่แค่เขาคิดไปเอง เขาแค่คิดว่าเขาเลือกคนโดยที่เขาตัดสินแค่เขาเอง โดยที่ไม่ได้ดูโดยรวมใดๆ


3
การเรียนรู้ในชีวิตของ “เอม-วิทวัส”


เราได้อะไรจากการใช้ชีวิตเป็นนักแสดงบ้างไหม

ถ้าในการใช้ชีวิตเป็นนักแสดง เอมว่ามันก็ได้สอนเราในหลายๆ เรื่อง ในการมองคนด้วย ในการใช้ชีวิตอยู่ในวงการด้วยว่าเราต้องปฏิบัติตัวยังไง เพราะเหมือนเราอยู่ในที่สว่าง มันก็มีคนมองเห็นทั้งอีกด้านนึง และไม่เห็นอีกด้านหนึ่งด้วยซ้ำ เราก็คิดแค่ว่าถ้าเขาเลือกจะเสพแบบไหนเราก็อยากให้เขาเสพแบบนั้น ส่วนเราก็ต้องหาเวลามาเป็นตัวเองบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็จะเลยเถิดไปกับคำชมหรือใดๆ

เคยมีบางครั้งที่เรารู้สึกว่าเราไม่เป็นตัวเองบ้างไหม

แรกๆ ไม่เป็นตัวเองเลยค่ะ แรกๆ แบบอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ ห้ามอย่างนั้น ห้ามอย่างนี้ มันจะมีตอนที่ทุกคนชอบเราเพราะว่าเราเป็นเราก่อน แล้วก็จะมีอยู่ช่วงนึงที่เขาไม่ได้เข้าใจกับสิ่งที่เราเป็น แต่ส่วนใหญ่พอเจอปัญหาแบบนี้ เราจะอยู่กับตัวเองเยอะๆ ทบทวนในสิ่งที่ตัวเองเจอมาแล้วก็หาคนที่คุยได้ สนิท เราก็เล่าปรับทุกข์กันมันก็ง่ายขึ้น

มีงานอะไรที่ตัวเองชอบมากที่สุดบ้างไหม

งานที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นการสอนเต้นมั้ง เพราะเอมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันต้องการโอกาส เมื่อเราไปสอนให้กับเด็กที่เขาไม่เป็นอะไรเลย เราไปให้โอกาสเขาแล้วเขาไปต่อยอดได้ เรารู้สึกว่ามันสนุกดี ได้เจอคนหลาย ๆ รูปแบบด้วย ได้สอนจากที่ไม่เป็นอะไรเลยจนเขาไปโตได้ ก็เลยจะชอบตรงนั้น ซึ่งผลงานสอนเต้นที่ดีที่สุด เอมสอนเต้นมาเยอะมากแต่ว่าที่คนน่าจะรู้จักกัน ณ ตอนนั้น เชียร์ลีดเดอร์อย่างปอมปอมอันนี้เอมร่วมเต้น แต่ถ้าอย่างที่เห็นก็น่าจะเป็นชิงช้าสวรรค์ ตอนนั้นก็ผ่านเข้ารอบน่าจะรองชิงชนะเลิศไปได้ แต่ว่าที่เรารู้สึกภูมิใจเพราะว่าโรงเรียนไม่มีเงินเลย แล้วเราก็ปากกัดตีนถีบกันมา จากเด็กไม่เป็นอะไรเลยเราก็ทำกันจนเด็กๆ ก็โตได้ เข้ารอบไปลึกๆ ได้ เราก็รู้สึกว่าชอบนะ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้คิดว่าอะไรที่ลำบากที่สุดในชีวิตของเรา

ลำบากที่สุดก็น่าจะเป็นการกำจัดความคิดลบของตัวเอง น่าจะยากที่สุดแล้วกว่าเราจะผ่านในสิ่งที่เราคิดลบได้ คือเคยลบขั้นสุดถึงขั้นอยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่ว่าพอมันรวมกันหลาย ๆ เรื่องมันก็มีความรู้สึกแบบ งั้นหยุดก่อนแล้วกัน หยุดในทุก ๆ อย่างก่อน อยู่เฉย ๆ

การที่เราได้มีโอกาสเข้าหาทางธรรม มันสอนอะไรกับเราบ้าง

ธรรมะสอนว่าต้องตื่นเช้านะ (หัวเราะ) ธรรมะสอนว่าให้อยู่กับตัวเอง แล้วก็สอนให้ตัวเองใจเย็นๆ เพราะว่าใจร้อนไปก็เท่านั้น ทุกอย่างต้องอยู่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะว่าคนที่เริ่มและจบก็คือตัวเอง


4
LGBT และความรักของเขา


คิดไหมว่า LGBT จะสามารถมีความรักที่มั่นคงยั่งยืนได้

เอมคิดมาเสมอค่ะว่า LGBT สามารถมีความรักที่ยั่งยืนได้ เพราะว่ามันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นเพศไหน แล้วก็ชายหญิงเขาเลิกกันก็เยอะแยะ แต่คนมันไม่โฟกัสไง มันก็เลยบอกว่า LGBT เดี๋ยวก็เลิกกัน ทั้ง ๆ ที่จริงชายหญิงวันสองวันก็มี แต่เขาพยายามโยนสิ่งที่มันแบบไม่ดีมาใส่ LGBT มากกว่า

อะไรที่คิดว่า LGBT ในไทยยังเสียเปรียบอยู่บ้าง

ในเรื่องของสิทธิเท่าเทียม มันมีแค่น้ำลายเฉยๆ ที่เขาพูดกันขึ้นมา เราไม่ได้เป็นคนที่ออกไปประท้วงหลายๆ รอบที่เขามีกัน เรารู้สึกว่าเราเสียเวลามากกับการที่เราจะต้องออกไปประท้วง เพราะว่าต่อให้ LGBT ทั้งประเทศออกไปพูดด้วยกัน แต่ว่าปลายปากกาเขาไม่ได้เซ็นมันก็เท่านั้น มันต้องอยู่ที่เขาแล้วแหละ ไม่ได้อยู่ที่เรา เราไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรเลยว่าเราเป็นคนดี เราเรียนเก่ง เราทำงานเก่ง ไม่ต้องไปพิสูจน์ มันอยู่ที่เขา ถ้าเขารับก็รับ ถ้าเขาไม่รับก็คือไม่รับ


5
พี่นาค 3 และความท้าทายในการแสดง


พอถึงวันนี้ มาแสดงพี่นาค 3 ตัวละครถูกปรับเปลี่ยนจากภาคอื่นยังไงบ้าง

มันก็ยังมีความเป็นตัวเราอยู่ แต่ก็แอบแทรกเขาไป เพราะว่าเขาเลือกเรามาเพราะว่าคาแรคเตอร์เรา พอมาเป็นภาค 3 เรากลับไปใช้บุญเก่าเหมือนภาค 1 ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องให้มันโตขึ้นด้วยบทที่ได้รับ ด้วยคาแรคเตอร์ที่มาจากต่างประเทศ ด้วยเป็นเจ้าคนนายคนแล้วนะ มันก็ยากในการแสดงนิดนึง

คิดว่ามันจะมีอะไรที่แปลกใหม่แตกต่างจาก 2 ภาคที่ผ่านมาบ้าง

พี่นาค 3 ในภาคนี้เอมว่าที่ทุกคนจะได้เห็นคือภาพที่สวยมาก สถานที่ที่เป็น unseen แล้วก็บทในแต่ละคนมันมีครบ ไม่ว่าจะเป็นตลก ดราม่า ซึ้ง เอมว่าน่าจะมีครบมากกว่า 1 และ 2 ซึ่งบอกเลยว่าตอนทำงานในกองถ่ายมันสนุกมากๆ สนุกเพราะว่าทุกคนมันเป็นเหมือนพี่น้องกัน เพราะว่าอยู่ด้วยกันมา 2-3 ปีแล้วไง มันก็เลยง่ายๆ กินกันง่ายๆ ทำอะไรกันง่ายๆ มันง่ายกันไปหมดเพราะมันรู้จักกันหมด


6
ความสุขในนิยามของ “เอม-วิทวัส”


นิยามความสุขของเราคือตัวเองใช่ไหม

จริงๆ ความสุขของทุกคนอยู่กับตัวเองหมด แต่ว่าทุกคนชอบคิดว่าอยู่กับคนอื่น แล้วคนอื่นก็ชอบคิดว่าต้องอยู่กับเขาเอง จริงๆ ความสุขของเราก็คือของเรา ความสุขของเขาก็คือของเขา คนชอบมาคาดหวังว่าต้องเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้

มีอะไรอยากจะบอกให้กับคนที่ตอนนี้รู้สึกถูกคนอื่นคาดหวังเยอะๆ บ้าง

ถ้าให้เอมให้กำลังใจ เอมรู้สึกว่าถ้าเขาทุกข์ เขาทุกข์ด้วยตัวเอง เขาต้องแก้ด้วยตัวเอง ต่อให้มีพระมาเทศน์หรือมาอะไร เขาก็ออกจากตรงนั้นไม่ได้ ถ้าเขาเริ่มเองเขาต้องจบปัญหาด้วยตัวเอง เพราะว่าเขาเริ่มที่จะทุกข์เอง ถ้าสมมติเขาเริ่มทุกข์ปุ๊บ เขาก็ต้องย้อนกลับมาว่าทำไมถึงทุกข์ เขาก็ต้องไล่ไปถึงจุดเริ่มให้ได้ แล้วเขาก็จะแก้ปัญหานั้นได้

ถ้าเราไม่เป็นนักแสดงหรือพิธีกร เราคิดไหมว่าเราจะทำอาชีพอะไรอยู่

ก็น่าจะเป็นแบบแม่ค้าทั่วไป เพราะว่าเป็นคนชอบขายของ ที่บ้านเอมเป็นแม่ค้า เป็นพ่อค้าแม่ค้ากันทั้งบ้านเลย ถ้าไม่ได้อยู่ตรงนี้ก็น่าจะเป็นขายของอะไรทั่วไป

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า