fbpx

การร่วมงานกันของบีม-นภสร และ SLAPKISS ในซิงเกิลพิเศษ “ถ้าเธอไม่ไหว”

“ถ้าเธอไม่ไหว ค่อยเริ่มใหม่อีกที
และฉันคนนี้ จะไม่ไปไหนไกล”

นี่คือเนื้อเพลงส่วนหนึ่งจาก “ถ้าเธอไม่ไหว” ซิงเกิ้ลของศิลปินทั้งสองที่แตกต่างอย่างลงตัว ระหว่างนักร้องสาว เจ้าของเสียงอันน่าหลงใหล บีน-นภสร ชัยพรเรืองเดช จากค่าย Boxx Music และ 3 หนุ่มหน้าใสอย่าง โด้- ธนากร อังสนันท์, ปิ่น-ปิ่นมนัส เลิศสินอุดม, และอาร์ม-ฤทธิไกร ถันชมนาง วง SLAPKISS (สแล๊ปคิส) จากค่าย LOVEiS ซึ่งถือเป็นการออกจากเซฟโซนของทั้งสองวง โดยพลิกจากการทำแต่เพลงเศร้าชวนให้เสียน้ำตา มาทำเพลงแนวให้กำลังใจ พาทุกคนผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายไปด้วยกัน

แม้ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองจะปล่อยผลงานที่ขัดแย้งกันอย่าง “แฟนเก่าคนโปรด” และ “ไม่อยากเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า” แต่ทั้งสองศิลปินก็สร้างเคมีที่เข้ากันอย่างลงตัวในเพลง “ถ้าเธอไม่ไหว” ด้วยความรู้สึกของเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง แม้ในช่วงเวลาที่เราเจอเรื่องร้ายๆ เพื่อนคนนี้ก็พร้อมจะจับมือผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปด้วยกัน

แต่แม้ทั้งสองศิลปินจะทำแต่เพลงเศร้า ระหว่างการสัมภาษณ์พวกเราชาว Modernist กลับพบว่า พวกเขาน่ารักและมีคาแรคเตอร์โดดเด่น โดยเฉพาะ SLAPKISS กับความตลก เฮฮา และขี้เล่น ส่วนบีน ถึงแม้มีภาพจำของสาวสวยที่แฝงความเท่ และเสียงอันทรงเสน่ห์ ซึ่งเธอพิสูจน์ความสามารถไปแล้วบนเวที The Voice และบทเพลงของเธอ แต่ว่าภายใต้ความสวยหวาน พบว่ามีมุมที่โก๊ะๆ แถมรับส่งมุกกับ SLAPKISS แบบโบ๊ะบ๊ะสุดๆ เรียกว่าเป็นอีกด้านที่พวกเราไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ 

Modernist ขอชวนทุกคนมาร่วมกันเดินทางผ่านบทสัมภาษณ์ ของ SLAPKISS และ บีน-นภสร ซึ่งถือเป็นศิลปินที่กำลังมาแรงในปีนี้ มาร่วมอ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายที่สร้างพวกเขา จับมือให้แน่นและไปรู้จักกับศิลปินทั้งสองท่านนี้กัน 

รู้จักกับเพื่อนที่ชื่อว่าบีน และ SLAPKISS  

เล่าการทำงานของทั้งสองท่านหน่อย กว่าจะได้เพลงมาหนึ่งเพลง มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

โด้: ก็จะแบ่งเป็นพาร์ทการเขียนซึ่งจะเป็น “โด้” ที่คิดคอนเซ็ปต์เพลง และเขียนเนื้อร้อง เพราะโด้เป็นคนที่ค่อนข้างซีเรียสเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ของเพลงมาก พอได้แล้วก็จะเอา draft แรกมาคุยกับเพื่อนๆ ก่อนว่าเป็นยังไง
โอเคไหม แล้วก็ช่วยกันแก้ พอเนื้อเพลงเสร็จ ก็จะส่งต่อให้ “ปิ่น” ทำในพาร์ทดนตรีต่อ ปิ่นก็จะเรียบเรียงเสียงประสาน ทำ draft แรก ส่งมาให้ฟัง เราก็จะคอยเติมไปเรื่อยๆ พอเสร็จเรียบร้อย ก็จะส่งไปทางค่ายครับ

บีน: ส่วนมากบีนจะคิดออกมาเป็นสตอรี่มากกว่า อย่างเช่นประสบการณ์ที่เราเจอหรือที่เพื่อนเราเจอ อย่างเพลง “เธอรักเขาตอนเรารักกัน” มันมาจากว่า บีนเลื่อนมือถือดูไอจี และเห็นคู่รักคู่หนึ่งที่เขาเพิ่งเลิกกันไป
เราที่ฟอลโลอยู่ฝ่ายหนึ่งแล้วก็เห็นว่าคนนี้เปิดตัวแฟนใหม่แล้ว พอเป็นแบบนี้เราก็รู้สึกว่า ทำไมแบบ……
พึ่งเลิกกันไปเองไม่ใช่หรอ ทำไมคนนี้เปิดตัวแฟนใหม่แล้ว เลยคิดว่าหรือจริงๆ เขาชอบกันตั้งแต่ยังคบกับแฟนคนเก่าแล้ว พอเห็นแบบนี้เลยเอาไปเล่าให้พี่น้ำตาล และพี่กัปตันที่เป็นคนเขียนเพลงร่วมกันฟัง ก็แบ่งปันประสบการณ์ให้กัน ถัดไปในส่วนของเนื้อเพลงก็จะมาช่วยกันต่อว่า พี่น้ำตาลแต่งมา พี่กัปตันแต่งมา
แล้วบีนมีข้อความไหนที่อยากจะใส่ลงไปในเพลงบ้าง พอได้เนื้อร้อง ได้เมโลดี้มา ก็จะเป็นส่วนของพี่พลที่เป็น Arranger และ Producer มารับช่วงต่อเรื่องดนตรีให้ แล้วก็แชร์กันไปมา จนได้ออกมาเป็นเพลงค่ะ

เรียนจบอะไรกันมาบ้าง ได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้ในด้านการทำดนตรีบ้างไหม

โด้: ผมเรียนบริหาร มหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ ก็ได้ใช้นะ บริหารชีวิตตัวเอง การจัดการชีวิต อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่ฝั่งการจัดการก็จะได้เรียนพวกการต่อรอง การคุยธุรกิจ ตรงนี้ก็มาช่วยในเรื่องการประสานงานเวลาทำงาน

ปิ่น: ผมเรียนดุริยางค์ศิลป์ที่มหิดลครับ เรียนที่เดียวกับอาร์มครับ ของอาร์มเป็นสาขาแซกโซโฟนแจ๊ส
ส่วนผมเรียนธุรกิจดนตรีมาครับ เรียกว่าเรียนดนตรีมาอยู่แล้ว ก็ได้ใช้เลย 100% 

บีน: บีนเรียนปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ ก็ได้ใช้นะคะ บางครั้งเอาเรื่องปรัชญามาใช้คิดเรื่องราวกับหัวข้อที่เราจะใส่ลงไปในเพลงค่ะ พวกคอนเทนต์ต่างๆ 

และเราก็ขยายความว่ามันมีเหตุและผลอย่างไร ในเพลงต่างมันก็จะมีคำถามและคำตอบซึ่งตรงนี้ก็ได้มาจากปรัชญาด้วยนิดหน่อย

ความฝันในวัยเด็กกับสิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันเหมือนกันไหม

บีน: คิดว่าเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว ตอนเด็กเราฝันไว้ว่าเราอยากเป็นศิลปิน แต่พอเราโตขึ้นมา ได้เป็นศิลปินเต็มตัว เราได้เห็นการทำงานเบื้องหลังเยอะขึ้น และเข้าใจว่ากว่าจะไปถึงฝันมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มันไม่เหมือนตอนเด็กที่เราคิดไว้ว่ามันเป็นภาพสวยงาม มันไม่เหมือนภาพในฝันขนาดนั้น ก็คิดว่าเป้าหมายก็คงเหมือนเดิม แต่ทัศนคติต่างกันนิดนึง

โด้: ส่วนทางพวกเราต้องบอกเลยว่า ไกลจากที่คิดมาก คืออย่างผมตอนเด็กผมอยากเป็นสไนเปอร์ (หัวเราะ)
ส่วนความฝันในการเป็นศิลปิน ตอนเด็กก็คิดว่าแค่ได้ปล่อยเพลงออกมาก็ถือว่าเป็นศิลปินแล้ว แค่ร้องเพลงอย่างเดียวก็โอเคแล้ว แต่พอมาถึงปัจจุบันก็พบว่ามันมีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะมาก แรงกดดันก็มากขึ้นด้วย
คิดว่าคนอื่นอาจจะมองว่าแค่มีความฝันก็เป็นศิลปินได้  จริงๆ ผมจะบอกว่า ทุกคนล้วนมีความฝันแหละ
แต่บางคนนอกจากสู้ตามความฝันแล้ว ก็ต้องทนกับแรงกดดันให้ได้ด้วย อาชีพศิลปินอะ คนร้องเพลงก็สามารถเป็นศิลปินได้ แต่สุดท้ายมันคือเรื่องของความอดทนด้วย แล้วก็ศิลปินถ้ายังไม่มี “ชื่อ” ลำบากมากครับ อันนี้พูดตรงๆ ต้องใช้ความพยายามสูงมาก ถึงมากที่สุด

ที่ผ่านมาเคยมีสักครั้งไหม ที่รู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกทางนี้

ปิ่น: ผมรู้สึกว่าไม่เสียดายอะไรที่ทำลงไปเลย รู้สึกว่าคิดถูกมากๆ ที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็เต็มที่อยู่ทุกวัน
เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยเสียดายครับ 

โด้: ผมที่เรียนบริหารก็รู้สึกว่าไม่เสียดายครับ เรียกว่าเป็นนิสัยส่วนตัวละกัน ผมกลัวว่าถ้าผมเรียนดนตรีไปลึกกว่านี้ ผมอาจจะไม่ได้รักมันขนาดนั้น เรารู้สึกว่าเราอยู่แค่นี้ มองดนตรีแบบที่เรามองอยู่ทุกวันมันดีอยู่แล้ว
รู้สึกว่าเลือกถูกที่เรียนบริหาร แล้วค่อยมาเจอดนตรี เผลอๆ ถ้าผมเรียนดนตรี ผมก็อาจจะหมด passion
ไปแล้วก็ได้

บีน: บีนไม่รู้สึกเสียดายเหมือนกัน ตอนนั้นเราค่อนข้างคิดพอสมควรว่าเราจะทำอะไร และก็รู้สึกว่าไม่เห็นผิดเลยที่ทำไป คือบางทีการตัดสินมันไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้เราตัดสินใจตอนนั้น
ก็เลยรู้สึกว่าไม่เป็นไร ดำเนินชีวิตต่อไปดีกว่า สิ่งที่บีนคิด และรู้สึกอยู่ตลอดคือเวลาเราตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว มันแก้ไขไม่ได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว ดังนั้นถ้าเราจะทำอะไรหรือเลือกอะไรต้องตัดสินใจก่อน คิดดีๆ แล้วค่อยลงมือทำไป เพราะว่าเวลาที่ผ่านไปมันแก้ไม่ได้ เวลามันเดินอยู่ตลอดเวลา

หลังจากเป็นศิลปินแล้ว สิ่งที่เราคิดไว้ตอนแรกกับตอนนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนกับที่คิดไว้บ้าง

ปิ่น: เยอะครับ ชีวิตศิลปินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แบบที่โด้บอกไปตอนแรก สิ่งที่คิดไว้ตอนเด็กก็มองว่าแค่ได้ปล่อยเพลงได้ลงในช่องของค่ายเพลงก็พอแล้ว ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันไม่ง่ายเลย มันมีการแข่งขัน คือต่อให้คุณดังเพลงนี้ คุณจะอยู่ต่อได้อีกนานแค่ไหน เรื่องความกดดัน หรือว่าจะเป็นเรื่องคอนเทนต์ ในยุคนี้ใครไม่มีคอนเทนต์หรือไม่ได้เล่นโซเซียลตามมันก็อยู่ไม่รอด การเป็นศิลปินไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะหรือเรื่องเพลงอย่างเดียวอีกต่อไป ไม่ได้เกี่ยวกับว่างานใครดีงานใครไม่ดีมาสู้กัน แต่มันมีเรื่องของมาร์เกตติ้งมาเกี่ยวด้วย ใครมีพื้นที่สื่อเยอะคนนั้นชนะ มันยากกว่าที่คิดมาก แต่ก็ท้าทายและสนุกดีครับ

บีน: บีนเห็นด้วยกับที่พี่ปิ่นพูดทุกอย่างเลย ยากจริงๆ ยิ่งในยุคนี้ โลกโซเซียลทำให้เราเห็นคนเยอะแล้วแต่ละคนก็มีความสามารถหลากหลายมาก ตอนนี้สิ่งสำคัญของศิลปินมันไม่ใช่แค่เรื่องเสียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันคือ
ภาพลักษณ์ ลุค สไตล์ ทุกอย่าง กว่าจะมาเป็นชื่อของศิลปินคนนั้น เพราะฉะนั้นสำหรับบีน สิ่งที่ท้าทายคือการค้นหาตัวเอง  บีนต้องใช้เวลากับการค้นหาตัวเองนานมาก จะเห็นว่าแต่ละซิงเกิ้ลของมีการเปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอด เช่นซิงเกิ้ลที่ 3 บีนดัดผมแล้วก็รู้สึกว่าแบบ โห มันอาจจะไม่เข้ากับหน้าเรานะ ซิงเกิ้ลต่อมาก็เปลี่ยน
ลุคอีก จนมาตอนหลังเราเริ่มย้อมผมละ แล้วเราก็ชอบตัวเองลุคนี้มากเลยอะ มันคือตัวเองในอีกมิติหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน กว่าจะเจอมันต้องใช้เวลาค้นหา 4-5 ปี เลยกว่าเราจะเจอด้วยตัวเอง การได้ลองทำด้วยตัวเองแล้วเราชอบ มันมีค่ามากเลยนะ

เพลงไหนบ่งบอกความเป็นตัวเองได้มากที่สุด 

โด้: ทาง SLAPKISS คิดไม่เหมือนกันแต่คิดว่ายังคงใกล้ๆ กันอยู่

สำหรับตัวผม (โด้) ทุกครั้งที่ได้ถ่าย MV มันคือการเติบโต ไม่มี MV ไหนที่วงเราจะดูเด็กลงเลย มีแต่โตขึ้นเพราะเราได้เจออะไรใหม่ๆ ได้ค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ เราไม่ได้รู้ว่าแบบไหนเหมาะกับที่สุดเลยต้องลองไปหลายๆ แบบ 

บีน: บีนคิดว่าเพลงที่บอกความเป็นตัวเองได้มากที่สุดคือเพลง “เธอรักเขาตอนเรารักกัน” เพราะว่าตอนเพลง
ไม่อยากเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า” มันคือช่วงที่เราเปลี่ยนลุคใหม่แล้วเราเพิ่งค้นพบว่ามันเวิร์คสำหรับเรา พอมาเป็นเพลง “เธอรักเขาตอนเรารักกัน” ทุกอย่างเลยค่อนข้างที่จะลงตัว เราแน่ใจแล้วว่านี่คือตัวตนของ “บีน”

แล้วผลงานที่ชอบที่สุดล่ะ

โด้: ถ้าเป็นของ SLAPKISS ผลงานที่ชอบที่สุดของแต่ละคนก็จะต่างกันออกไป แต่จริงๆ พวกเราชอบทุกเพลงที่ปล่อยออกไปอยู่แล้วครับ เพราะว่าเราทำด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าเป็น “ที่สุด” ก็จะเปลี่ยนไปตามอินเนอร์ที่เราเป็น สมมุติวันนี้เราอิน “ขอโทษที่เข้าไปเป็นเรื่องไม่ดีในชีวิตเธอ” แต่วันนึงเราอาจจะอิน “แฟนเก่าคนโปรด” หรือว่าพรุ่งนี้เราอาจจะแบบ ท้ออ่ะ เลยอิน “สู้ๆ นะเธอ” หรือท้ออีก ก็อินเพลง “ถ้าเธอไม่ไหว” มันแล้วแต่วัน แต่ถ้าถามว่าที่สุดของช่วงนี้คืออะไร ก็คงเป็น “ขอโทษที่เข้าไปเป็นเรื่องไม่ดีในชีวิตเธอ” 

ปิ่น: ผมชอบเพลง “ล้อเล่นได้ไหม” จากซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้
อาร์ม: ผมชอบเพลง “รู้ว่า” ครับผม

บีน: บีนชอบ “ไม่อยากเป็นเพื่อนกันแฟนเก่า” ค่ะ เพราะชอบทั้งในส่วนของดนตรี และกระบวนการทำเพลงด้วย เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เราหลายๆ อย่าง ทั้งลุคใหม่ แนวดนตรีใหม่ วิธีการร้องเพลงแบบใหม่ และก็ร่วมงานกับคนใหม่ๆ ก็เลยรู้สึกว่าเพลงนี้มีความหมายพอตัวกับเราเหมือนกันค่ะ

ถ้าไม่ได้เป็นศิลปิน คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่

ปิ่น: ผมน่าจะเป็นเภสัชครับ เพราะก่อนเลือกเรียนดนตรีตอนนั้นผมตั้งใจจะเข้าเภสัชเหมือนคุณแม่ ก็คือสายวิทย์เลย แต่พอถึงเวลาก็…เทกระจาด ไปดนตรีดีกว่า ก็เลยคิดว่าถ้าตอนนั้นผมไม่ได้เลือกดนตรีผมคงไปเป็นเภสัชครับ

โด้: ส่วนของผมคิดว่าเอาความคิดเดิมแบบที่เคยบอก ผมน่าจะเป็นสไนเปอร์ครับ เป็นทหาร คือจริงๆ มันเป็นความฝันตอนเด็กเลยนะ มันดูเท่เวลาทำท่าเล็งปืน ผมเป็นคนยิงแม่นมากนะ! เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เป็นศิลปินตอนนี้ก็น่าจะเป็นทหารแหละ

อาร์ม: ของผมก็น่าจะเป็นวิศวกรโยธา ตอนนั้นอยากเป็นวิศวะ ประจวบว่าข้างบ้านทำงานในกรมโยธาด้วย
ดูน่าสนใจเลยไปลองหาข้อมูลดูว่าเขาได้เงินเดือนกันยังไง การสร้างโปรเจคแต่ละปีทำยังไงกันบ้าง

บีน: ของบีนถ้าไม่ได้เป็นศิลปินบีนว่าบีนคงเป็น Backpacker มันมีช่วงที่บีนตัดสินใจอยู่ตอนอายุราวๆ 17-18
ว่าบีนจะตัดสินใจเข้ามหาลัยดีไหม คือคิดจริงจังมาก เขียนออกมาเป็นผังเลยว่าถ้าเราทำอันนี้แล้วเราจะได้อะไร ทำอันนั้นแล้วเราจะได้อะไร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทาง ว่าถ้าเราไม่ได้เป็นศิลปินแบบทุกวันนี้ก็จะเดินสายทางนั้นแทน

เพื่อนคนนี้จะอยู่เคียงข้างเสมอ “ถ้าเธอไม่ไหว”

เล่าที่มาของเพลง “ถ้าเธอไม่ไหว” ให้ฟังหน่อย

โด้: เริ่มจากการที่ Boxx Music ติดต่อมาว่าอยากให้ SLAPKISS มา Featuring ด้วย ทางเราก็ตอบตกลงโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งนั้น เพราะปกติแทบไม่มีคนคบอยู่แล้ว (หัวเราะ) มีโอกาสเข้ามาก็ต้องคว้าเอาไว้นะครับ Boxx Music เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการทำงาน ส่วนพวกเราก็เข้ามาเติมสีสันให้กับเพลง อย่างการเขียนท่อนแร็ป
เขียนพาร์ทโซโล่ ที่เป็นเอกลักษณ์ของวงเราเลยก็คือ เราเอากีตาร์กับแซกโซโฟนมาเล่นคู่กันเป็น Duet Solo
แต่ว่าจริงๆ จะเป็นด้านของคุณบีนที่ทำงานส่วนหลักครับ

บีน: สำหรับที่มาของเพลง ต้องบอกก่อนเลยว่าปกติบีนไม่เคย Collab กับศิลปินคนอื่นเลย แต่บีนก็เคยเห็นวง SLAPKISS แสดงสด และก็เคยเห็นวงนี้ที่ Hotel Fest เพราะว่าพวกเราเล่นเวทีเดียวกัน พอได้เห็นแบบนี้ก็รู้สึกว่าวงนี้น่าสนใจมาก ถ้ามีโอกาสอยากจะทำเพลงด้วยกัน พอดีกับที่ทาง Boxx ถามเรามาพอดีว่า เราอยากทำเพลงร่วมกับศิลปินคนไหนหรือเปล่า ก็เลยบอกที่ค่ายไปว่าอยากทำเพลงกับ  SLAPKISS บีนรู้สึกว่า SLAPKISS เป็นวงที่สดใส และบีนก็อยากมีเพลงเกี่ยวกับการให้กำลังใจออกมา เหมือนเราเป็นเพื่อนเขาในยามที่ท้อแท้

ในช่วงโควิดที่ผ่านมาอาจมีคนที่หมดกำลังใจ หรือไม่ค่อยมีแรงทำงาน ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากเป็นเพื่อนที่นั่งข้างๆ เขาในยามที่เขาไม่มีใคร ก็เลยมาเป็นเพลงประมาณนี้ค่ะ พอได้แนวคิดตรงนี้เราก็ไปคุยเนื้อหากับพี่น้ำตาลและพี่กัปตันที่เป็นผู้ร่วมแต่งเพลง “ไม่อยากเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า” และ “เธอรักเขาตอนเรารักกัน” พอคิดเนื้อเสร็จก็ไปคุยเรื่องดนตรีกับพี่พล (โปรดิวเซอร์ของเพลงนี้) และพี่พลก็ไปคุยกับทาง SLAPKISS ต่อ

ทำไมโปรเจคนี้ถึงเลือกเพลงที่ให้กำลังใจแทนที่จะเป็นแนวเพลงที่ถนัด

บีน: ช่วงที่ผ่านมามันเป็นช่วงที่ค่อนข้าง Deep นิดนึง คิดว่ามันคงดิ่งเกินไปถ้าเราทำเพลงเศร้าต่อ อยากให้คนฟังเห็นมุมที่ว่าเราเป็นเพื่อนเขาได้ เราให้กำลังใจเขาได้ มีรอยยิ้ม มีความสดใสที่อยู่ในเพลง ไม่ได้มีแต่มุมเศร้า เสียใจ ร้องไห้ อกหัก โดนทิ้ง อะไรแบบนี้ ยิ่งมี SLAPKISS มาร้องด้วยกันเลยยิ่งเพิ่มความสดใสเข้าไปอีกเพราะว่า SLAPKISS ก็คือสดใสแบบคูณ 10 รู้สึกว่ามันน่าจะกลมกล่อมเลยทำเพลงให้กำลังใจร่วมกับ SLAPKISS ค่ะ

อยากมอบเพลงนี้ให้ใครในชีวิต

โด้: ผมอยากมอบให้เพื่อนหรือให้กับคนที่กำลังเจอปัญหาครับ เพลงนี้ออกมาค่อนข้างถูกช่วง มันเป็นช่วง
โควิดพอดี บางคนเจอปัญหาหนักมาก ท้อรายวันเลยในช่วงที่ผ่านมา ไหนจะต้องออกจากบ้าน ฝนก็ตก
รถก็ติดอีก เลยอยากมอบให้กับคนที่อยู่ในช่วงท้อทุกคนละกัน

บีน: ของบีนก็ให้เพื่อนเหมือนกัน เพราะเพลงนี้ตั้งใจเขียนมาในมุมมองของเพื่อนอยู่แล้ว เรามีเพื่อนและบางทีเพื่อนก็ท้อกับเรื่องงาน, ท้อกับเรื่องชีวิต ก็อยากมอบเพลงนี้ให้เขาเพราะเพลงนี้สื่อความหมาย และความหวังดีออกไปได้ดีมาก ในวันที่เขารู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ข้างๆ ไม่มีอะไรเข้าทางเลยสักอย่าง ทั้งความรัก ทั้งงาน เหมือนชีวิตสิ้นหวัง เราก็จะเป็นคนนึงที่แบบคอยบอกเขาว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยววันนี้พักก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่
และเราจะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน ก็คืออยู่ข้างๆ นี่แหละ มาปรึกษาได้เลย หันมาจับมือได้เลย

อะไรคือเครื่องเยียวยาจิตใจในวันที่ตัวเองไม่ไหว 

ปิ่น: ถามว่าได้พลังเยียวยาจิตใจมาจากไหน ก็กลับไปฟังเพลงของตัวเอง ที่ทำเพื่อให้กำลังใจคนอื่นนี่แหละ เพลงเป็นเหมือนคนอีกคนหนึ่ง ที่คอยเติมพลังให้กับคนที่ได้ฟัง อย่างเมื่อก่อนพวกเราก็จะมีเพลง “สู้ๆ นะเธอ” ซึ่งเนื้อหามันก็เป็นเพลงให้กำลังใจอยู่แล้ว แฟนๆ ที่รู้สึกท้อหรือรู้สึกไม่ดีก็จะแท็กสตอรี่เพลงนี้มาเสมอ ซึ่งเหมือนกัน เวลาเรารู้สึกว่า โฮ่ย ต้องสู้สิวะ ก็จะฟังเพลงตัวเองนี้แหละ ก็คือทำเอง…ฟังเองครับ

บีน: ถ้าวันที่บีนรู้สึกหมดกำลังใจ ท้อแท้ ก็จะพักก่อน ให้เวลาตัวเองค่อยๆ คิดว่าเราท้อแท้เพราะอะไร
เราหมดกำลังใจเพราะอะไร ส่วนใหญ่บีนจะรู้สึกว่าเรากดดันตัวเองเยอะเกินไป มันมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ด้วยผลพวงจากการที่โลกโซเซียลเข้าถึงเราได้รวดเร็ว พอเป็นแบบนั้น เราก็จะพักเรื่องโซเชียล และทุกอย่างก่อน พอได้อยู่กับตัวเองสักพักก็จะคิดได้แล้วว่า เออ เราจะรีบกดดันตัวเองทำไมเพราะยิ่งกดดันก็ยิ่งแย่ เราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปได้ พอคิดได้แบบนี้ก็เริ่มมีกำลังใจแล้ว บวกกับยิ่งได้ฟังเพลงที่ชอบ ได้ดูคนที่เป็นไอดอลของเรา ก็จะมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกว่า เขายังมีความหลังที่ยาวนาน เขาผ่านอะไรมาตั้งเยอะกว่าเขาจะดังขนาดนี้ เราค่อยๆ ทำทีละอย่างก็ได้ ถ้าไม่ไหวก็ใจเย็นๆ ค่อยๆคิด เดี๋ยวก็เจอทางไปต่อเอง

มีกระบวนการช่วงไหนในเพลงที่รู้สึกว่ามันยากมากไหม

บีน: บีนรู้สึกว่ามันยากตั้งแต่ตัวคอนเทนต์เพลงละ เราถนัดเพลงช้า เพลงอกหัก พอตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าเป็นเพลงให้กำลังใจก็จะแบบว่า โห ยังไงดีเนี่ย เลยต้องมาแชร์ความคิดกับคนอื่นๆ ว่าจะเล่าในมุมมองไหนดี ยากคูณสองเข้าไปอีกเพราะทางเราต้องทำเพลงมาก่อนแล้วค่อยส่งให้ SLAPKISS ทำต่อ แปลว่าเราต้องเล่าเรื่องให้ SLAPKISS เข้าใจให้ได้ว่าเราต้องการจะสื่ออะไร

โด้: ความยากข้อแรกเลยคือเพลงที่บีนส่งมาให้ช่วงเสียงร้องอยู่ในคีย์ผู้หญิง คือบีนคิดว่า SLAPKISS จะเปลี่ยนคีย์ แต่ทาง SLAPKISS ตั้งใจว่าจะร้องคีย์นี้ไปเลย เราตามใจบีนอยู่แล้วยิ่งบีนเป็นคนทำเพลงช่วงเปิดมาก็ไม่อยากจะไปแก้อะไรเยอะแยะ ให้เขาต้องมานั่งปรับคีย์และอัดเสียงใหม่ ความยากของการทำเพลงคือเราไม่รู้ว่าทาง Boxx  เขาจะชอบแบบไหนมากกว่า เพราะปิ่นไม่ได้อยู่กับคุณพลเลยได้แค่บรีฟมาว่า ‘ขอโซโล่เป็นกีตาร์กับแซกโซโฟนะ ขอเท่ๆ’ พวกเราก็ลุยทำเพลงเลย โชคดีตรงที่เทสของทางผมกับ Boxx ใกล้กันเพราะเป็นชาวป๊อปเหมือนกันก็เลยทำได้ออกมาโอเค จบสวยๆ

พอเพลงเสร็จแล้ว พร้อมสตรีมแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

บีน: ตอนบีนฟัง SLAPKISS ครั้งแรก ก็ว้าวนะคะ แบบพอจบฮุคปุ๊ปก็แบบ “Hey SK!” มันเป็นการตะโกนครั้งแรกในเพลงที่แบบ โห อิหยังวะเนี่ย แต่ว่าดี คือมันค่อนข้างเซอร์ไพรส์เรามากที่เป็น Ad-Lip แบบนี้ เมโลดี้แบบนี้ พอเราฟังไปก็แบบโหล้ำมากมันเกินสิ่งที่เราคิดไว้ค่ะ                                        

ปิ่น: ถ้าเอาความรู้สึกของผมเหมือนกับว่า Demo สุดท้ายกับตัวมาสเตอร์เหมือนกันเลยมันต่างกันแค่คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น พอเป็นมาสเตอร์ที่พี่บอมบ์มิกซ์ผมก็ไม่ได้อะไร เพราะปกติผมก็ให้พี่บอมบ์มิกซ์อยู่แล้ว
ฟังรอบเดียวก็แบบ โอ้ยอยู่ จบเทิร์น เพราะว่าเราทำดนตรีด้วยกันเลยได้ฟังตั้งแต่ Demo ฟังกันมาเป็นร้อยๆ รอบแล้ว คือเราโอเคตั้งแต่ส่งไฟล์ไปให้พี่พลแล้ว ตอนมิกซ์รวมออกมาอีกทีก็เลยโอเคไม่ได้ติดอะไร

ตอนถ่าย MV ที่เราต้องมาเจอกันรู้สึกยังไงบ้าง 

ปิ่น: ง่วงครับ

บีน: เช้าเหลือเกิน

โด้: พวกเราเจอบีนตั้งแต่วันอัดเสียงก่อนถ่าย MV อยู่แล้วครับ เลยรู้สึกว่า อะ อย่างน้อยได้เจอกันก่อนแล้ว
ตอนถ่าย MV ก็อย่างที่ทั้งสองคนบอกไปครับ ง่วงครับ เช้ามากครับ 6 โมง แต่พอบ่ายๆ ก็ดีดละ แล้วก็ได้พี่เติร์ด Tilly Bird มากำกับ MV นี้ให้ ถือว่าการ Collab ครั้งนี้ไม่ได้เจอแค่ศิลปินแค่เรากับบีน แต่เจอสมาชิกที่อยู่ในกองถ่าย ทั้งนักแสดง ทั้งทีมงานเยอะมาก นักแสดงเองก็อยู่ในรุ่นใกล้ๆ กับเราด้วยเวลาคุยกันมันเลยสนุกสนานเฮฮากันไป สนุกดีครับ

บีน: สนุกค่ะ อย่างที่ SLAPKISS บอกเลย ได้เจอ SLAPKISS เป็นวันที่สองหลังจากอัดเพลง ก็รู้สึกว่าเป็นวงที่มี
เอเนอจี้เยอะ เราก็ค่อนข้างที่จะเก้ๆ กังๆ แต่พออยู่ซึมซับมุกไปก็อยู่ได้ บรรยากาศในกองก็ดีค่ะ มีพี่น้ำตาลที่เขียนเพลง มีนักแสดงอีกสามคนบวกกับนักแสดงที่มาช่วย อย่างนักแสดงคนหนึ่งที่ชื่อปลาย บีนก็ค่อนข้างสนิทกับเขาเพราะเคยทำวงด้วยกัน แล้วก็คุยกันในวันถ่าย MV ว่าเนื้อเรื่องมันเหมือนตอนที่เราสองคนทำวงประกวดเลย ก็สนุกดีค่ะ

โมเมนต์ไหนในกองถ่ายที่น่าจดจำ

โด้: จริงๆ แล้วแค่ได้ร่วมงานกับบีนก็น่าจดจำมากแล้วครับ

บีน: ก็หลายอย่างเลยค่ะ ได้พี่เติร์ด Tilly Bird มากำกับให้ก็รู้สึกพิเศษมากๆ ที่ได้เห็นเขาในมุมที่ไม่ใช่ศิลปินแต่เป็นผู้กำกับ เป็นพาร์ทที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พอได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ SLAPKISS ก็แบบ เออน่ารักเนอะ นิสัยดี เฟรนด์ลี่ ก็จดจำโมเมนต์ที่เราเล่นมุกกันอะไรแบบนี้ สนุกดีค่ะ

อาร์ม: ด้วยความที่เราไม่ค่อยเข้ากองถ่ายคนอื่นเท่าไหร่ เลยทำให้เราค่อนข้างตะลึงกับการทำงานของพวกพี่ๆ
ที่ค่อนข้างทะมัดทะแมงดี คล้ายบีนแหละที่พอเราเจอศิลปินคนอื่นเราจะรู้สึกตื่นเต้น แต่มีโมเมนต์หนึ่งที่ผมจำไปตลอด คือตอนถ่ายรูป แสบตา คือแบบว่าผมจะใส่แว่นตลอด พอผู้กำกับนัดเตรียมถ่าย นับถอยหลัง 3 2 1 ถอดแว่นก็คือ แดดแบบ พุ่งเข้าตาเลยครับ ตานี่เยิ้มเลย หรืออีกอันคือการถ่ายรูปหน้าปกแล้วต้องไปนั่งตรงระเบียง ก็เสียวตกเหมือนกัน ทั้งหมดก็เป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย ร้อน แต่ก็สนุกดีครับ ค่อนข้างตื่นเต้นด้วยครับ  

ให้เธอเชื่อใจว่า “พรุ่งนี้จะดีกว่า”

เป้าหมายสูงสุดของนิยามคำว่าศิลปิน และจะต่อยอดไปอย่างไรบ้าง

โด้: อันดับแรกเลย วงเราคุยกันว่าอยากจะเก็บเวทีในประเทศให้ได้เยอะที่สุด คือไปเล่นเวทีที่เป็นเป้าหมายของแต่ละคนแบบ Big Mountain หรือว่า Impact อะไรแบบนี้ นอกจากการเก็บเวทีแล้ว ก็อยากให้ความรู้กับเด็กรุ่นหลังที่ติดตามเรา อยากเป็นแรงขับเคลื่อนให้เด็กๆ ไม่ได้คาดหวังว่าให้เด็กๆ เป็นแบบเรา แต่จะบอกว่าให้ไปให้ไกลกว่าเรา เพราะเรารู้สึกว่าเด็กๆ เก่งกว่าเรามาก ถ้ามองไกลออกไปเป้าหมายสูงสุดก็คงเป็นการไปแสดงที่ต่างประเทศครับ

ปิ่น: เวลาเราเป็นศิลปินเหมือนเราจะเป็นกระบอกเสียงหน่อยๆ ด้วยอยู่แล้ว เราอาจจะต่อยอดในการแบบเปิดธุรกิจร่วมกันได้ อนาคตที่คิดไว้เลยคืออยากทำงานพวกค่ายเพลง อยากเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีพื้นที่แสดงความสามารถ

บีน: บีนรู้สึกว่าเราต้องทำหน้าที่ในพาร์ทของศิลปินให้ดีก่อน เช่น เดือนหนึ่งมีโชว์แบบ 31 วันไปเลยค่ะ จากนั้นก็มีอัลบั้ม มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง มีแฟนเพลงที่น่ารัก แฟนคลับที่แบบอยู่ support เราค่ะ อีกอย่างนึงคือ บีนอยากอยู่ในวงการนี้นานๆ ตรงนี้มันเหมือนบ้านของเรา ถ้าสมมุติว่า เป็นศิลปินในระดับนึงแล้วก็อยากลองแสดงเหมือนกัน แต่ว่าที่เคยแสดงก็มีแต่ MV ตัวเอง ไม่มีที่อื่นเลย ก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสแสดงก็ดีเหมือนกัน ประมาณนี้ค่ะ 

มีอะไรที่ยังไม่เคยทำแต่อยากทำไหม ขอเป้าหมายใหญ่ๆ 1 อย่าง 

ปิ่น: ปล่อยอัลบั้มครับ จริงๆ ก็เป็นจุดที่จะทำในปีหน้า อยากทำแล้วก็อยากให้มัน success อาจจะเพลงเดียวหรือสองเพลงอะไรแบบนี้ก็คุ้มแล้ว เพลงอื่นก็ให้เป็นตัวตนของวงไป อยากจะใส่ความตลกลงไปในอัลบั้มด้วยครับ

บีน: บีนอยากมีอัลบั้มเหมือนกันค่ะ เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เรายังไม่เคยทำแล้วก็อยากทำ อีกหนึ่งอย่างคือทำคอนเสิร์ต นี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความหมายแล้วก็อยากทำให้ได้ในสักวัน บีนอยากเริ่มจากเวทีเล็กๆ อยากให้แฟนคลับที่ตามบีนมาตั้งแต่สมัยบีนอายุ 16-17 ที่เห็นพัฒนาการของเรา แฟนคลับเหมือนครอบครัว เพราะแบบนี้เราเลยอยากดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุด พอทำตรงนั้นได้แล้ว ผ่านไปสัก 3-4 ปี ก็อาจจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง ระดับ Impact อะไรอย่างงี้ไปเลย แต่ถ้ามีคอนเสิร์ตตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ก็อยากไปคอนเสิร์ตของค่ายที่มา Collab กันเยอะๆ เป็น Project ใหญ่ๆ ที่ทำร่วมกัน มีศิลปินหลากหลายมารวมอยู่ในโชว์นี้
ถ้ามองไกลกว่านั้นอีก ก็คืออยากไปต่างประเทศ อยากไปเวทีระดับเอเชียหรือไกลกว่านั้นก็ฝั่งอเมริกาไปเลย

ถ้าไม่ใช่เพลงภาษาไทย และภาษาอังกฤษ อยากทำเพลงภาษาอะไร 

บีน: อยากทำภาษาญี่ปุ่น เกาหลี รู้สึกว่าเป็นภาษาที่น่าสนใจ เพราะว่าเราก็ชอบฟังดนตรีทั้งของเกาหลีและญี่ปุ่นด้วย เลยอยากลองทำเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็จะทำเพลง 2 ภาษานี้ค่ะ

โด้: ทางพวกเราก็คิดว่าน่าจะเป็นเกาหลี กับญี่ปุ่นครับ เพราะว่าโดยพื้นฐานของเราก็จะฟังญี่ปุ่นซะเยอะอยู่แล้ว 

ปิ่น: เมื่อกี้พี่อาร์มบอกว่าอยากทำภาษาทางยุโรปดูบ้าง สเปน อะไรแนวนี้ เราก็พูดไม่เป็นหรอกแต่ภาษาเขาสวยมากเลยอยากลองทำดู

อยากจะเป็นไอดอลให้กับคนรุ่นหลัง รุ่นเดียวกัน และคนที่โตกว่ายังไงบ้าง

บีน: สำหรับบีน บีนว่าการเป็นไอดอลมันใช้หลายอย่างเนอะ ทั้งเรื่องความสามารถ ความพยายาม ทัศนคติ
ไลฟ์สไตล์ต่างๆ การเป็นไอดอลมันต้องรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันหมดเลย เป็นตัวของตัวเอง อาจจะต้องเล่น
โซเชียลเยอะหน่อยในยุคนี้ เราอาจจะเป็นไอดอลในมุมที่ต่างกันออกไป เช่นมีคนนึงที่ชอบเพลงของเรา บางคนชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ หรือบางทีอย่างรุ่นน้องผู้หญิงก็จะชอบการแต่งตัวของเราหรือว่าชอบความเป็นเราที่เป็นคนลุยๆ สบายๆ นั่นแหละค่ะ ก็จะเป็นมุมเหล่านั้น

ปิ่น: ในพาร์ทของผมนะครับ ก็อยากจะเป็นไอดอลให้กับน้องๆ ที่หัดเล่นกีตาร์ เพราะโรงเรียนสอนกวดวิชาดนตรีในยุคผม เขาสอนแต่กีตาร์คลาสสิคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีสอนการเล่นกีตาร์แนวป๊อป หรือบางทีส่วนใหญ่เรียนตามหนังสือ เล่นตามหนังสือได้หมดแต่สุดท้ายเล่นเพลงป๊อปไม่ได้ หรือเล่นได้ก็เล่นได้แค่เบสิค ด้นสดไม่ได้ ต้องมีโน้ตเท่านั้นถึงจะเล่นได้ จริงๆ ผมทำคลิปเล่นกีตาร์ใน TikTok ตลอดอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีน้องๆมาตาม เริ่มมีเด็กผู้ชายหรือคนที่เล่นกีตาร์มาถามข้อมูล มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ ที่เราอยากได้คำตอบจากศิลปินท่านหนึ่งประมาณว่า โอ้ พี่ใช้ effect อะไรอะครับ เพียงแต่บทบาทวันนี้มันสลับกันละ กลายเป็นเราเป็นศิลปินที่ได้แบ่งปันความรู้แทน สนุกดีครับ

อาร์ม: ผมอยากให้ทุกคนมองว่าวง SLAPKISS เป็นวงที่โชว์สนุกมากแบบบ้าคลั่งแบบชาวร็อค สวีทร็อคแอนด์โรล อยากให้มันเป็นไอคอนเลย ประมาณว่า ถ้ามีคำถามถามว่ามีวงไหนในไทยที่แสดงโชว์สนุกมาก ก็อยากให้มีชื่อวง SLAPKISS เป็นหนึ่งในตัวเลือก ทุกวันนี้วงเราพยายามทำอย่างนั้นอยู่ครับ

มีมุมมองต่ออุตสาหกรรมเพลงไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง

โด้: อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ครับ แต่ต้องอยู่ที่ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนด้วย ทุกวันนี้ยังมีศิลปินน้องๆ หรือพี่ๆ ที่เป็นวง underground อีกมากที่ยังไม่มีเวทีเล่น ไม่ได้ออกมาเฉิดฉายในวงการเพราะคนฟังในประเทศไทยก็ยังไม่คุ้นกับแนวเพลงยากๆ ถ้าอนาคตกลุ่มคนฟังเปิดรับหรือว่าอะไรมากกว่านี้ เปิดกว้างในมุมที่ว่าไม่ใช่แค่เพลงป๊อปอะ เหมือนกับว่าค่านิยมคนไทยตอนนี้คือทำต้องทำป๊อปเท่านั้นถึงจะรอด จริงๆ แนวอื่นมันก็รอดได้ถ้ามีฐานคนฟัง อยากให้ลองเปิดใจดู อยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่มีเงินลงทุนมีอำนาจนะครับ เราอยากให้มีรายการซัพพอร์ตบอยแบนด์และเกิลร์กรุ๊ปเพิ่มขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ของไทยได้มีโอกาสขึ้นเวทีบ่อยๆ 

บีน: สำหรับบีนรู้สึกว่าดนตรีของประเทศเราตอนนี้ค่อนข้างกำลังมาแรงนะ เริ่มมีเพลงของแต่ละศิลปินเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เช่น เครื่องสำอางค์ ห้างสรรพสินค้าเอยอะไรเอย 

บีนรู้สึกว่าวันหนึ่งอะบีนอยากเห็นเพลงคนไทยเฉิดฉายในเอเชีย เหมือนกันที่เคยเป็นช่วงของเพลงไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ต้องให้เครดิตก่อนว่านี่เป็นความคิดของพี่เฟิร์ส Slot Machine ที่พูดใน podcast ซึ่งพอได้ฟังบีนก็เห็นด้วยมาก และรู้สึกว่าอีกไม่นานนี้มันก็น่าจะมาถึงเราแล้ว ตอนนี้เราก็จะเห็นตัวอย่างจากน้อง Milli ที่แบบสุดปัง เก่งมาก 

อยากทำเพลงเพื่อแสดงออกถึงความเป็นไทยออกไปให้ทั่วโลกได้รู้จักมากขึ้น

บีน: บีนรู้สึกว่าเสียงร้องของคนไทย อย่างโด้เอง อย่างบีนเอง หรือว่าอย่างศิลปินคนอื่น ทุกคนมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์มาก บวกกับดนตรีของป๊อปของไทยที่มีกิมมิคบางอย่างที่ทำให้ฟังแล้วรู้เลยค่ะว่านี่เป็นเพลงไทย
เลยรู้สึกว่ามันเท่ดีนะ แล้วก็น่าจะนำเสนอและพัฒนาสิ่งนี้ออกไปได้ค่ะ

ปิ่น: ผมอะรู้สึกว่าการที่จะวงไทยจะ Global มันมีหลายทางมาก แต่ในทุกทางคือการทำมาร์เกตติ้งร่วมด้วย
คือดนตรีมันไม่จำเป็นจะต้องเป็นไทยจ๋า หรือไทยเดิมขนาดนั้น ตัวอย่างเช่นเพลงเกาหลีมันก็มาจากการตลาดประเทศเขาที่เอาเลย ออกมาพร้อมละครหรือซีรีส์ เพราะงั้น สมมุติ SLAPKISS อยากส่งซิงเกิ้ลไปประเทศอื่น อันดับแรกก็ต้องดูกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าเราจะส่งไปประเทศไหน เช่นเราจะไปจีน ก็ลองเอาเพลงไปประกอบกับสื่ออื่นไหม สารภาพว่าตอนนี้ตัวผมเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาซิงเกิ้ลหรือวงออกสู่ตลาดโลกอย่างไร แค่ให้มันดังระเบิดแบบแรงมากๆ ในไทยยังยากเลยครับ แต่มันต้องมีสักช่องทางหนึ่งแหละ ก็จะค้นหาโอกาสไปเรื่อยๆ ครับ

ฝากผลงานของตัวเองเพิ่มเติมหน่อย  

SLAPKISS: ขอฝากเพลง “ถ้าเธอไม่ไหว” ที่ Collab กับคุณบีนด้วยนะครับ ฟังเพลงได้แล้วในทุกช่องทาง
ส่วน MV ก็ปล่อยแล้วนะครับติดตามได้ทางช่อง Boxx Music Official แล้วก็ฝากถึงทุกคนที่กำลังท้อแท้นะครับ ความท้อแท้มันไม่ได้อยู่กับเราทุกวันหรอก วันนี้เราท้อ วันต่อไปเราก็ไม่ท้อแล้ว ล้มได้ครับ แต่รีบลุกด้วยเพราะเดี๋ยวไม่เท่นะครับทุกคน เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เจอเรื่องเหนื่อยล้าในช่วงนี้ สักวันจะผ่านไปได้ ควาพยายามอยู่ที่คุณ ผลก็อยู่ที่คุณนั้นแหละครับ นอกจากนี้ขอฝากทุกเพลงของพวกเราด้วยนะครับผมวง SLAPKISS ครับ สามารถค้นหาได้ในทุกช่องทาง streaming เช่นกัน ฝากติดตามพวกเราบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook, Instagram, Twitter, และ Youtube ไปติดตามกันได้ครับ

บีน: ฝากเพลง “ถ้าเธอไม่ไหว” ที่ได้ Collab กับศิลปินที่เล่นโชว์สนุกที่สุดเช่นกันค่ะ ฝากติดตามช่อง Youtube และ Facebook ของ Boxx Music Official ด้วยนะคะ เดี๋ยวจะมีโปรเจคอีกเยอะแยะเลยใน Boxx Music ที่กำลังซุ่มทำกันอยู่ ก็อยากให้ทุกคนไปติดตามกันว่าจะมีโปรเจกต์อะไรสนุกๆ ปล่อยมาให้ทุกคนดูอีกนะคะ ส่วนผลงานส่วนตัวอื่นๆ ทุกคนสามารถติดตามบีนได้ที่เพจ Facebook ชื่อ “Bean Napason” หรือ Instagram ชื่อ “Beannbeann” ส่วน TikTok พึ่งจะมีได้ไม่นานชื่อว่า “Bean Napason” ท้ายที่สุด เร็วๆ นี้จะ Live Session กับทาง SLAPKISS ยังไงก็ติดตามกันได้ผ่านทาง Youtube Channel ของ LOVEiS และ Boxx Music นะคะ ฝากไว้ด้วยค่ะ

Content Creator

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า