fbpx

วันที่ฝันเป็นจริง และซิงเกิลแรกของบูม-สหรัฐ The Star Idol คนแรกของเมืองไทย

ชีวิตของบูม-สหรัฐ เทียมปาน ไม่เหมือนเดิมอีกเลย หลังจากเขาประกวด The Star Idol จบ

หนึ่ง-แน่นอนว่าเขามีตำแหน่งเป็นผู้ชนะของรายการตามหา “ไอดอล” ซึ่งทำให้เขากลายเป็นศิลปินเต็มตัวด้วยซิงเกิลแรก “ถ้าเธอไม่คิดอะไร”

สอง-ชีวิตที่เติบโตจากการเป็นนักเรียนมัธยม สู่การเป็นนิสิตที่วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิตอล มศว. ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานของเขานั่นแหละ

สาม-และการเป็นศิลปินย่อมมีแฟนๆ ที่ติดตามและส่งกำลังใจให้กับเขา

ดูเลาๆ แล้ว นั่นคือการตอบแทนของความพยายามในการต่อสู้ของชีวิตของเด็กหนุ่มที่มีดนตรีประกอบชีวิต และเสียงร้องเป็นเครื่องนำทางสู่ปลายทางความฝัน

บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้คือการเล่าถึงชีวิตกว่าจะเป็น “ไอดอล” อุปสรรคที่ต้องเผชิญบนเส้นทางแห่งความฝัน และฉากชีวิตของการเป็นศิลปินที่ต่อให้เขาจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

แต่สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีคือ “ไอดอล” คนนี้ยังเชื่อมั่นในดนตรี

และมีความสุขเสมอที่เขาได้ร้องเพลง

เราขับรถผ่านหน้าโรงเรียนหอวังซึ่งมีไวนิลรูปหน้าคุณติดอยู่หน้าโรงเรียน คุณรู้สึกยังไงบ้างที่มีรูปตัวเองอยู่หน้าโรงเรียน

ผมรู้สึกไม่กล้าเข้าโรงเรียน (หัวเราะ) คือเขาไม่ได้ติดแค่หน้าโรงเรียนหรือหลังโรงเรียน เขาติดในเว็บโรงเรียนด้วย เพื่อนๆ คนอื่นเขาจะไปดูผลการเรียน ข่าวสาร เปิดเว็บมาหน้าผมเด่นสุด ผมก็กลัวคนเขาหมั่นไส้ 

ช่วงวันเกิด (9 มีนาคม) คุณไปทำอะไรมา

ช่วงเช้าไปบริจากให้กับมูลนิธิราชพฤกษ์ เขาเป็นมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าครับ ผมก็เอาของไปให้ แล้วก็ซื้อกีต้าร์ไปให้ครับ แล้วก็ไปร้องเพลงดีดกีต้าร์ชิลๆ ให้น้องๆ ฟัง คือผมก็เป็นคนชอบร้องเพลงใช่มั้ยครับ ผมก็คิดเผื่อว่ามีน้องคนไหนมีฝันอยากเป็นนักร้อง แล้วก็อยากลองเล่นดนตรี แต่อาจจะไม่ได้มีกำลังซื้อ ก็เลยรวบรวมเงินของผมเองและแฟนคลับมาซื้อของแล้วก็เอาไปบริจาค

ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นอะไร

อันแรกอยากเป็นเชฟ อันที่ 2 อยากเป็นทหาร อันที่ 3 อยากเป็นนักร้องครับ 

ตอนเด็กๆ ที่คุณเรียนร้องเพลงมันก็ต้องมีร้อนวิชาบ้างอะไรบ้าง คุณเคยประกวดร้องเพลงบ้างมั้ย

มีครับ ตอนผมเรียนร้องเพลงตอนนั้นทางโรงเรียนก็จะมีจัดประกวดทุกๆ ปีครับ แล้วเขาก็ส่งผมไป ผมจำได้ว่าเวทีแรกผมขึ้นตอน 5 ขวบ และเพลงแรกที่ผมร้องในชีวิตคือเพลงแอบเหงา ของเสนาหอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) ประกวดครั้งแรกตอนนั้นผมได้ที่ 2 เพราะแม่เอา Game Boy มาล่อ ผมก็มีไฟเลย แต่ก็ตื่นเต้นนะครับตอนนั้น

แล้วได้ประกวดล่ารางวัลต่อมั้ย

ก็ไม่ถึงกับล่ารางวัลนะครับ แค่เห็นอันไหนก็ลองส่งไปดู เวทีโชว์เฉยๆ ก็ไปครับ เวทีประกวดก็ไปครับ ก็ลองส่งไปเรื่อยๆ แต่เวทีประกวดก็ไม่ได้รางวัลอะไรขนาดนั้นครับ

คุณเห็นภาพรายการ The Star เป็นยังไง แล้วรู้สึกว่าไกลตัวเรามั้ย

ผมไม่ได้คิดว่ามันไกลตัวขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่คิดว่าวันนึงผมจะมาเวทีนี้ครับ ผมเคยดูซีซั่นของพี่โดม พี่กันต์ เห็นคนช่วยกันโหวด ก็รู้สึกสนุกดีครับ แบบทุกคนต้องช่วยกันให้เขาเป็นแชมป์ 

อะไรทำให้ตัดสินใจสมัคร The Star Idol

ผมว่ามันน่าสนุกดีครับ ผมรู้สึกว่าอยากลองร้องเพลงให้คนฟังครับ อยากลองของหน่อยครับแบบอยากไปร้องให้คณะกรรมการฟัง แล้วก็อยากรู้ว่าเขาจะคอมเมนต์ยังไง แค่นั้นเลย คือผมไม่ได้หวังว่าจะเข้ามาลึกๆ เลย แค่ผมมีคลิปตัวเองใน YouTube แล้วก็เอาไปนอนฟังแค่นั้นครับ

ตอนไปออดิชั่นที่เจอกล้อง เจอไฟ เจอกรรมการ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ผมก็ตื่นเต้นนะครับ แต่ผมพยายามคิดว่าแค่สนุกกับมันก็พอ อย่าไปเครียดกับมัน เป็นตัวของตัวเอง แค่เดินออกไปเหมือนเวลาอยู่บ้านทำยังไงก็ทำแบบนั้นครับ ก็เหมือนมาร้องเพลงให้คนอื่นฟัง แค่ดีดกีต้าร์ร้องเพลง คิดแค่นั้นครับ

ทำไมถึงคิดเรียบง่ายแบบนั้น

ผมไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้นอะครับ อยากให้มันปล่อยๆ ไปตามอารมณ์ อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดน่ะครับ เพราะผมแค่มาดีดกีต้าร์ร้องเพลง มันไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น

ซึ่งคุณก็ทำให้ยอดวิวตั้งแต่รอบออดิชั่นขึ้นไปถึงหลักล้านวิวได้ทั้ง 2 คลิป

ก็ดีใจครับ แล้วคลิปพวกนี้ก็เหมือนไปอยู่ใน TikTok ด้วยครับ ก็ชอบครับ ผมก็รู้สึกว่าวันนึงคลิปผมจะมีคนดูเยอะคนฟังเยอะ เพราะปกติก็ดูแต่คลิปคนอื่น

พอมีคลิปของตัวเองอยู่บนยูทูปแล้วเป็นอย่างที่ตั้งใจไว้มั้ย

เป็นครับ เปิดทั้งวันเลยฮะ ใน YouTube แม่ผมคนเดียวก็ล้านวิวแล้วครับ (หัวเราะ) เขาเปิดฟังจนผมเริ่มจะเอียนเสียงตัวเองแล้ว เขาเปิดเช้า-กลางวัน-เย็น แล้วเขาก็นอนหลับทั้งๆ แบบนั้นเลย ตื่นเช้ามาผมลงมาชั้นล่างก็ได้ยินเลย เพลงอยู่คนเดียวเป็นเพลงแรกที่ผมร้องใน The Star เขาฟังเยอะมาก แล้วผมก็ชอบฟังเสียงตัวเองเหมือนกัน

เมื่อประกวด The Star Idol ที่บ้านสนับสนุนอะไรบ้างนอกจากฟังเพลงของคุณ

ก็เป็นกำลังใจให้ ออกค่าใช้จ่ายให้ คือพ่อแม่ผมเขาก็สนับสนุนอยู่แล้วครับ เขาก็พยายามส่งผมไปเรียนร้องเพลง เต้น การแสดง แต่ว่าเขาก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น แล้วเขาก็ชื่นชมเรา ให้กำลังใจเราบอกว่าเราทำได้ดีแล้ว เราเก่งแล้ว ทุกสัปดาห์ผมบอกกับพ่อแม่ว่า สัปดาห์นี้บูมไม่น่ารอด พ่อแม่ก็แบบ อ้าว หรอ เขาก็แอบเซ็งๆ นิดนึงน่ะครับ แต่พอมันผ่านมาแล้วเขาก็โล่ง

เคยมีโอกาสได้คุยกับครอบครัวอย่างจริงจังเรื่องความฝันมั้ย

ไม่เคยนั่งคุยจริงจังเลยครับ เคยแค่คุยกันตอนกินข้าวแบบเขาก็พูดว่า บูมเห็นมั้ย นักร้องคนนี้ บูมพยายามนะ ตั้งใจนะจะได้เป็นแบบนี้ได้ ไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังเลยครับ

เมื่อรู้ว่าตัวเองติด 8 คนสุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

พอผมติด 8 คนปุ๊บ วันรุ่งขึ้นผมตื่นมาผมต้องไปฟิตเนส เขาจับผมเข้าฟิตเนสเลย แล้วมันเหนื่อยครับ มันเป็นรายการสดแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ สมมุติผมซ้อมเพลงนี้ อาทิตย์หน้าผมต้องแข่งแล้ว แล้วก็ต้องคิดเพลงใหม่ต่อกันไปเรื่อยๆ มันจะเป็น Loop แบบนี้ไปจนจบรายการเลยครับ แล้วมันเหนื่อยมาก ผมเข้าโรงพยาบาลด้วยรอบนึง แต่ไม่ได้เป็นเพราะเหนื่อยนะ อาหารเป็นพิษ

สนิทกับใครที่สุดใน The Star Idol

ผมสนิทเป็นก้อน มีพี่ภูมิ พี่โอม พี่กรณ์ แล้วก็พิมครับ แมดด็อกซ์กับคอปเปอร์ก็สนิท แต่ว่าเวลาออกไปไหนก็ไปกับก๊วนนี้เป็นหลักครับ

เคยขอคำปรึกษาอะไรจากเพื่อนๆ ตอนทำเวิร์กช็อปบ้างมั้ย

ถ้าผมปรึกษาก็จะเป็นเรื่องความมั่นใจในการพูด หรือการแสดงบนเวทีครับ เพราะเสียงร้องผมค่อนข้างจะมั่นใจ แต่ว่าเรื่องอื่นๆ เวลาอยู่บนเวที ผมจะไม่มั่นใจเลยครับ ผมก็พยายามทำยังไงไม่ให้มันตื่นเต้นจนเกินไป

แปลว่าคุณไม่ค่อยมั่นใจเวลาพูด

ใช่ครับ สมมุติว่าผมไปอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ ผมจะไม่ค่อยกล้าเข้าไปคุยครับ เพราะผมคิดไม่ออกว่าจะคุยอะไร คือถ้ามีคนๆ นึงนั่งอยู่แล้วเราเดินเข้าไปคุยกับเขาว่า หวัดดีพี่ พี่ชื่ออะไร ผมว่ามันธรรมดาเกินไป ผมอยากคุยแบบมีหัวข้อที่น่าคุย แต่คิดไม่ออกก็เลยเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจเวลาพูดครับ แต่ถ้ามีคนอื่นมาคุยด้วยผมก็คุยได้

ในช่วงที่ทำโชว์ มันรู้สึกท้อหรือเหนื่อยบ้างมั้ย

ผมรู้สึกว่ามันเหนื่อยครับ ช่วงแรกที่เรายังไม่คุ้นกับโชว์มันจะต้องพยายามปรับโชว์เข้าหาเพลง แต่พอช่วงก่อนแข่ง ก่อนถึงวันจริงก็แอบกดดัน เอาจริงๆ คือมันเหนื่อยมาตลอดเลยครับที่ทำโชว์ แล้วคนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่พอโชว์จบปุ๊บมันรู้สึกโล่งครับ เหมือนมันเคลียร์ทุกอย่างออกไป 

มีคอมเมนต์ของกรรมการหรือเพื่อนๆ คนไหนที่คุณจำได้ขึ้นใจบ้างมั้ย

น่าจะเป็นที่บอกว่าเขาชอบเสียงเรา เพราะมันฟังดูมีเสน่ห์ เสียงดูมีเอกลักษณ์

ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยสังเกตตัวเอง

ไม่เคยครับ ผมรู้สึกว่าผมก็แค่ร้องเพลงแบบเป็นคนร้องเพลงคนนึง แต่ในเมื่อคนฟัง ฟังแล้วรู้สึกว่าดูมีเอกลักษณ์ ก็รู้สึกดีครับ แล้วก็ชอบตัวเองขึ้นมา 

รู้สึกยังไงที่คุณอยู่ได้จนถึง 2 คนสุดท้ายในรายการวันสุดท้าย คาดหวังขนาดนั้นมั้ย

มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว จริงๆ มันก็มีคาดหวังแหละครับ ก็อยากได้แชมป์ แต่จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าผมจะต้องได้ ผมคิดว่าถ้าได้ก็ดี แบบเราได้เป็นแชมป์ เราก็ได้พิสูจน์ตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้ เราก็อาจจะดีใจตรงที่ไม่ต้องแบกรับความกดดันขนาดนั้นครับ สุดท้ายแล้วเราก็ร้องเพลงอยู่ดี ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ

เช้าวันต่อมาหลังได้แชมป์ รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปมั้ย

พอได้แชมป์เสร็จปุ๊บ วันต่อมาก็เป็นอีเวนท์แรกเลยครับที่ไปออกงานกัน 8 คน ไปร้องที่ The Mall ท่าพระ เป็นงานแรกครับ ผมเอาสองใจไปร้องครับ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นงานแรกที่มีแฟนคลับมานั่งรอแล้วก็ชูป้ายไฟ ทุกคนก็มารอผม มันเป็นอะไรที่ใหม่ เพราะเมื่อปีที่แล้วผมยังนั่งเรียนอยู่เลย เดินไปไหนมาไหนหัวเกรียนๆ เรียน รด. พอผ่านมาตอนนี้ผมก็ได้มาร้องเพลงบนเวที มีแฟนคลับอยู่เยอะ มันดูพีคมากๆ เลยครับ

เล่าถึงการเจอแฟนคลับครั้งแรกให้ฟังหน่อย

ครั้งแรกมันไม่ได้เกิดกับผม น่าจะเป็นคอปเปอร์ เอินเอิน หรือแมดด็อกซ์แหละครับ ผมลงไปล่างตึกก็มีแฟนคลับมาถ่ายรูป แล้วเขาก็ถ่ายรูปผม แล้วเขาก็ถามว่าผมชื่ออะไร เหมือนเขาถ่ายรูปกับผมเพราะผมลงมาด้วยกันกับพวกนั้น แต่ก็เท่ห์ดีครับมีคนมาขอถ่ายรูป แล้วพอโชว์ออกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีแฟนคลับมาหาผมจริงๆ แล้วครับ เริ่มเอาของกินมาให้ มาถ่ายรูป ก็รู้สึกดีใจครับ

รู้สึกยังไงที่คุณมีแฟนคลับ

รู้สึกตื่นเต้นครับ เพราะผมไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต มันเป็นครั้งแรกเลยครับที่มีแฟนคลับ ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับศิลปินคนอื่นๆ ที่จะมีแฟนคลับคอยซื้อของให้ คอยจัดการเรื่องต่างๆ แล้วก็คอยสนับสนุน แต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ตอนแรกผมก็ไม่ชินครับ แต่ตอนนี้ก็เริ่มชินขึ้นมาบ้างแล้ว แล้วก็เป็นการชินที่ดีครับ แต่ผมก็แอบเกรงใจพวกเขาเพราะเขาดูให้เยอะมาก

อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ‘แฟนคลับทำให้เราขนาดนี้เลย’

ก็มีอย่างวันเกิดอะครับ เขาขึ้นป้ายที่ MBK เลยครับ คือผมไม่คิดว่าวันนึงจะมีหน้าผมไปอยู่บนนั้นน่ะครับ เพราะก่อนมา The Star ผมก็เคยเห็นดาราคนอื่นขึ้นป้ายใหญ่ๆ แบบนั้นมา มันก็เท่ห์ดี ทำยังไงมันถึงจะมีแบบนั้นบ้าง

ความรู้สึกต่างจากมีรูปหน้าโรงเรียนมั้ย

ต่างครับ ผมว่ามันเท่มาก แต่ถ้าเป็นในโรงเรียนก็จะมีนักเรียน ครู ผู้ปกครองเห็น แต่ผมเขินไม่กล้าเข้าโรงเรียนเลย 

ตอนเข้าห้องอัดวันแรก รู้สึกยังไงบ้าง

ผมก็ร้องไม่ค่อยออกเท่าไหร่ครับ เพราะว่ามีพี่หนุ่ม (กะลา-ณพสิน แสงสุวรรณ) นั่งฟังเสียงเราอยู่ข้างนอก ในห้องมันก็เงียบๆ แล้วทุกคนก็จะได้ยินเสียงร้องชัดมาก ก็เกร็งๆ ครับ

แล้วตอนไปถ่ายมิวสิกวิดีโอเป็นยังไงบ้าง

มันเท่ดีครับ แต่ว่าผมถ่ายฉากเดียวเองครับ ฉากร้อง ขุนพล (ปองพล ปัญญามิตร) กับชาร์เลท (วาศิตา แฮเมเนา) ก็แสดงดีครับ เหมือนเขาแบก MV ผมได้ดีมากเลยครับ แล้วก็มีเพื่อนๆ อีกหลายคนอย่าง แมดด็อกซ์ ตั้งต้น บอส ครับ แล้วก็มีพี่เพลงจากรอบ 12 คนเข้ามาร่วมถ่าย

รู้สึกยังไงเวลาได้ร้องเพลงของตัวเองออกงานอีเวนต์

ผมก็รู้สึกเหมือนกับเพลงปกติทั่วไปที่ผมร้อง ถึงเพลงนี้จะเป็นเพลงผมเอง แต่เวลาผมร้องผมรู้สึกว่าผมมาร้องเพลงของบูม สหรัฐ ประมาณนี้ครับ

ถ้าไม่นับรวมว่าในสัญญาคุณจะได้ทำเพลง การมีเพลงของตัวเองจริงๆ มันบอกอะไรบ้าง

ก็บอกว่าเราเป็นศิลปินแล้วครับ เพราะเราก็มีผลงานเพลง แล้วก็มีคนที่รอติดตามอยู่ครับ แล้วก็บอกว่ามันเท่ห์ดีครับ มันน่าจะดึงดูดเพศตรงข้ามครับ มันดูเป็นโปรไฟล์ที่ดีครับ 

จากความพยายามหลายปีจนคุณเป็นแชมป์ The Star คนที่ 13 หายเหนื่อยหรือยังกับความพยายามทั้งหมด

เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกำลังใจให้กับเรา ทำให้เรามีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆ ในอนาคตข้างหน้า เพราะถึงผมจะจบรายการมาแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ผมยังมีเพลงเดียวอยู่ครับ ถ้าเทียบกับคนที่เขาอยู่ในวงการมานานเขามีเพลงเป็นสิบสิบเพลง แล้วก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ผมยังไม่ถึงจุดๆ นั้นเลยครับ ต้องพยายามไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถึงจะถึงจุดนั้นแล้ว ผมก็ยังมีความฝันที่จะมีบ้าน มีรถ ทำให้ครอบครัวสบาย ใช้ชีวิตได้เต็มที่ไม่กดดัน อย่างเรื่องเงิน ทุกวันนี้ถ้าเกิดว่าเจ็บป่วยก็ต้องหาเงินมารักษา

เรียนรู้อะไรจากการเป็น The Star Idol

จริงๆ ที่นี่เหมือนเป็นทุกอย่างเลยครับ เหมือนเป็นโรงเรียนนึงเลย ที่พอจบรายการก็เหมือนเรียนจบ ผมเรียนรู้การอยู่บนเวทีครับ เรื่องมุมกล้อง การแสดง การร้อง การเต้น การเข้าสังคม การใช้ชีวิตในวงการบันเทิง เขาก็พยายามสอนทุกอย่าง เหมือนผมเรียนจบมาแล้วต้องไปทำงานต่อในอนาคต ได้เรียนรู้การทำงานเบื่อต้นของวงการบันเทิง แล้วก็จะนำเอาสิ่งที่เรียนรู้ในรายการไปใช้ครับ 

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า