fbpx

ความรัก อวกาศ ประวัติศาสตร์ และวันที่บิ๊ก D Gerrard มีตัวตนบนโลกดนตรี

“ผมมีตัวตน ผมมีตัวตน”

นั่นคือคำที่ผู้เข้าประกวดรายการร้องเพลงหนึ่งพูดทั้งน้ำตา เมื่อรู้ตัวว่าเขาต้องตกรอบจากเวทีไป ซึ่งเราในฐานะผู้ชมรายการก็ไม่ได้รู้สึกมากมายไปกว่านั้น

หลายเดือนให้หลัง เราเริ่มเห็นหน้าค่าตา ได้ยินเพลงของเขา และเขาค่อยๆ เติบโตเรื่อยๆ จนมีสตูดิโออัลบั้มเป็นของตัวเอง มีซิงเกิลฮิตติดหลักสิบล้านวิว และเริ่ม “มีตัวตน” สมกับที่เขาเคยพูดไว้แล้ว

นั่นคือสิ่งที่เราเห็นบิ๊ก-อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล หรือ D Gerrard มาตลอดหลายปีในเส้นทางดนตรี ซึ่งน่าจะกล่าวได้ว่าเขาคือศิลปินจากเวทีประกวดที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะถึงตอนนี้แล้ว เราเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา และถึงแม้ว่าคุณจะเห็นเขาบนจอใหญ่ที่ได้รับเสียงชมจำนวนมาก เราจะโฟกัสถึงเรื่องโปรเจคต์ที่เขาทำร่วมกับเพื่อนสนิทของเราอย่าง spaceth.co เว็บไซต์ว่าด้วยข่าวสารและเรื่องราวในวงการดาราศาสตร์ เพื่อนำ “ความรัก” กับ “สมการทางวิทยาศาสตร์”มาเชื่อมโยงกัน โดยมีตัวกลางคือเพลงทั้ง 3 ของบิ๊กทั้งนักวิทยาศาสตร์, โลกคู่ขนาน และเวทมนตร์ เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากโปรเจคต์นี้

เราแอบแปลกใจในการคอลแลปครั้งนี้ แต่พอบิ๊กเอ่ยปากเล่าว่าเขาสนใจในเรื่องดาราศาสตร์แล้ว เราเลยไม่แปลกใจว่าทำไมโปรเจคต์นี้ถึงเกิดขึ้นได้ ยิ่งคุยกันลึกขึ้น เราได้เห็นถึงความ “เนิร์ด” ที่เขาสนใจทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องทางปรัชญา มันเลยทำให้เราเห็นอีกมุมของศิลปินที่เป็นตัวเองที่สุดคนหนึ่งที่เราเคยรู้จัก

แน่นอน, สูตรสำเร็จของ Modernist Music Room คือการเล่าเรื่องตัวตนของคนดนตรี แต่เราคิดว่าตัวตนของคู่สนทนาตรงหน้ามันมีหลายมิติแบบครบรส รวมถึงเรื่องราวและแพสชั่นของเขามันมีความ “สุด” จากพื้นโลกสู่นอกกาแลกซี่

ที่เขาใช้ความพยายามทะยานพุ่งออกไป

เราเซอร์ไพรส์ที่คุณสนใจปรัชญาและประวัติศาสตร์ ทำไมถึงสนใจ แล้วการที่คุณได้เรียน ได้ศึกษาองค์ความรู้เหล่านี้ มันช่วยคุณยังไงในการดำรงชีวิต

มันเริ่มจากที่เด็กๆ ผมไม่มีเพื่อน แล้วเวลาที่ผมอยากมีเพื่อน ผมจะอ่านหนังสือ แล้วผมอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เนี่ย สำหรับผมมันเหมือนนิทานเลย ประวัติศาสตร์ มันคือนิทาน ผมเบื่อสโนว์ไวท์ เบื่ออะไรพวกนั้นแล้ว ผมรู้หมด และมันคืออะไร ลองไปอ่านประวัติศาสตร์เล่มหนาๆ ดู เฮ้ย สนุกว่ะ อ่านสามก๊กเนี่ย ผมมันมาก ผมสนุกที่ได้อ่านประวัติศาสตร์ ได้รู้จักการเมือง รัฐศาสตร์ ได้รู้จักมาเคียเวลลี, มองเตสกิเออ คือผมโคตรชอบเลยที่ได้รู้อะไรพวกนี้ ที่มันเป็นแบบเหมือน Inside บางอย่างอะฮะ มันแบบ เฮ้ย เรารู้อะ แล้วคนหรือไม่รู้ มันรู้สึก Proud ตรงนั้นน่ะ (หัวเราะ) หรือบางทีเวลาที่เราคุยกับเขา มันเหมือนเราเป็นหนอนหนังสือด้วยนะ เวลาที่เราคุยกับใคร แต่ว่าเขาก็แบบ เวลาไม่รู้อะไร เขาก็จะมาถามเรา มันเหมือนเราได้ Make Friends ไปในตัวด้วย เพราะว่าเราในสิ่งที่เขาไม่รู้ ผมเลยต้องรู้เรื่องนู่นนี่นั่นไว้ มีอะไรเพื่อนก็จะมาปรึกษาผม เป็นเพราะว่าผมอยากจะหาบางอย่างที่ทำให้รู้ว่า เฮ้ย อย่าแกล้งกู กูมีประโยชน์นะเว้ย

ทำไมเราต้องศึกษาประวัติศาสตร์

ส่วนตัวนะ มันคือการได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต มันเกิดขึ้นมาหมดแล้วฮะ มันมีหลักการใช้ชีวิตหรือตัวอย่างเกิดขึ้นมาหมดแล้ว คนโบราณได้พูดกันไว้หมด อยู่ที่ว่าคุณจะจับตรงนั้นเอามาใช้ได้รึเปล่า เช่นอย่างทำไมผู้หญิงถึงดูอันตราย นี่ก็มีบอกไว้ในประวัติศาสตร์จีนเตียวเสี้ยนกับลิโป้ กลยุทธ์ของตั๋งโต๊ะ ที่แบบผู้ชายตีกันเพราะผู้หญิงได้ นึกออกมั้ยฮะ ซึ่งโอเค เรื่องนี้ก็จะเป็นจุดที่บอกว่า โอเค อย่าเชื่อใจใครง่ายๆ แม้แต่อิสตรี นึกออกมั้ยฮะ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ 

ถ้าเกิดว่าคุณกลับไปอ่านหรือว่าไปสนใจประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องอื่นๆ นะ เรื่องของประวัติศาสตร์เราก็ได้ ชีวิตเรา ชีวิตเราง่ายๆ เลย ตอนเราเกิดมา ตอนเราเจอนู่น เจอนี่ เจอนั่น มันคือบทเรียนทั้งหมดเลยครับ การไม่สมหวังในความรัก การไม่สมหวังในเรื่องต่างๆ การผิดหวัง ทุกอย่าง มันคือบทเรียนหมดเลย หลายๆ คนเลือกที่จะลืมมันนะ แต่ผม เชื่อว่าถ้าเกิดว่าเราเอาตรงนี้มาใช้ประโยชน์ได้ มันจะทำเราเป็นคนที่ดีขึ้น พัฒนาสังคม ถ้าเราเห็นแล้วว่าจุดที่บอด มันไม่ใช่จุดที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนะ มันมีผลต่อสังคมด้วย เราอาจจะแก้ตรงนี้ได้ด้วยซ้ำนะ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา

แล้วทำไมถึงสนใจเรื่องดาราศาสตร์ด้วย

เป็นเพราะผมแบบ ผมอยากหนีออกโลกนี้มั้ง ผมเบื่อโลก เมื่อก่อนนะ (หัวเราะ) ผมเลยคิดว่า ถ้ามันมีโลกที่มันเหมาะกับเรา เป็นที่ของเรามีอีกมั้ยนะ แล้วก็บวกกับว่าผมชอบอะไรที่มันเหนือคำบรรยาย ชอบตั้งแต่เรื่องแบบแอตแลนติส, เอลโดราโด้ ตำนานกรีก ตำนานนู่นนี่นั่น ชอบหมดเลย มันก็ไม่แปลกที่เราจะชอบดาราศาสตร์ใช่มั้ยฮะ มันมีเรื่องของเส้นนาซกา (Nazca lines) ที่ถูกสร้างไว้ที่เปรู เพื่อให้คนจากบนฟ้ามองลงมาและเห็น แต่ประเด็นคือ ตรงนั้นมันเป็นทะเลทรายอะ มันไม่มีทางที่แบบจะเห็นได้เพราะว่ามันไม่มีภูเขาเลย คนธรรมดาอยู่บนพื้น มองไม่รู้เรื่องว่ามันคืออะไร แต่พออยู่บนฟ้า เราจะเห็นว่ามันเป็นลวดลาย เป็นนก เป็นแมงมุม เป็นนู่น เป็นนี่ ผมเริ่มสนใจจากตรงนั้น แล้วก็ต่อยอดยาวไปเลย ผมก็เลยกลายเป็นว่ามันน่าสนใจ ลึกลับอะ ความลึกลับมันดึงดูดคนนะ ผมก็เลยชอบเรื่องพวกนี้ แล้วก็ต่อยอดไปว่า เออ เรื่องของวิทยาศาสตร์ต่ออีก คือแตกแขนงออกไปหมดเลย ผมเลยแบบ ศึกษาไปหมดเลย ลึกเลย

การได้ร่วมงานกับ spaceth.co ซึ่งตรงกับความสนใจของคุณ การทำงานมันเป็นยังไงบ้าง

คุยกันลื่นนะ (หัวเราะ) เพราะเราชอบดาราศาสตร์เหมือนกัน เขามีเรื่องทฤษฎีอะไรมาถกกัน กับเรา อย่างสัมพัทธภาพพิเศษ หรือว่า Drake Equation ก็มีการเล่ากันว่าความเป็นไปได้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกเนี่ย ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอ เราจะสามารถรู้ได้ว่าคำตอบคืออะไร เราก็มาคุยกันปุ๊บ ตกผลึก แล้วปูไปถึงเรื่องหนังอีก เรื่อง Contact (1997) ครับ ว่าทำไมมันถึงมีเรื่องของความรักมาเกี่ยวข้องกับปรัชญาและดาราศาสตร์ได้ ผมก็เลยโยง-ในเมื่อเราเล่าเรื่องเป็นดาราศาสตร์ แล้ว Sci-Fi  ก็อาจจะสร้างเป็นภาพจำให้คนจำไปเลยก็ได้ สมมติถ้าเป็นนักทำหนัง ก็เหมือนโนแลน (คริสโตเฟอร์ โนแลน) อะไรงี้ เขาจะทำแนวนี้ไป เจ.เจ. แอบรัมส์ ก็ทำแนวนี้ เขาก็จะจำได้ว่าแนวทางของคนทำหนังคนนี้เป็นยังไง ผมอยากจะสร้างดีเอ็นเอตรงนั้นให้คนจำได้ว่า อ๋อ ถ้าพูดถึงเพลงที่เกี่ยวกับอวกาศ หรืออะไรที่มันมีความเป็นอวกาศ ต้องมี D Gerrard อยู่ในนั้นด้วย

โจทย์ในการทำงานร่วมกันกับ spaceth.co ครั้งนี้มันคืออะไร แล้วคุณตีความมันยังไงบ้าง

โจทย์ก็คือ เรามีโอกาสเจอรักแท้มากน้อยแค่ไหน ทางดนตรีเนี่ย ผมได้ Concept มาจาก Vivaldi (Antonio Lucio Vivaldi) ฮะ เป็นนักประพันธ์คลาสสิกยุคน่าจะบาโรก หรือ Classical ฮะ ยุค Classical เขาจะมีเพลงนึงชื่อ The Four Seasons แบ่งเป็น 4 พาร์ท เป็นฤดูต่างๆ ของผมก็จะมี 3 พาร์ท แต่ว่าของผมเนี่ยจะเป็นวัฏจักรของความรักครับผม ผมตีความมาแล้วว่า ในหนึ่งความรักเนี่ย ในหนึ่งครั้งอะ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ก็คือจะมีการหลงรักกัน จะมีการทะเลาะกัน เพราะว่าเราเข้าใจว่าความรักมันไม่ได้สวยงามเสมอ จบแล้วก็คือการเลิกรากัน เมื่อคบก็มีเลิก แล้วระหว่างทางพอมันเริ่มจากจุดนึงไปจุดนึง แล้วพอมันจบปุ๊บ มันมักจะเริ่มใหม่แบบนี้เสมอ เพราะว่ามันจะหลงรักใหม่ แล้วก็จะเริ่มใหม่ ผมก็เลยหยิบกิมมิคตรงนี้มาเล่า 

แล้วโดยใช้แก่นเรื่องด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์มีอะไรที่ต้องพูดถึง อ๋อ เขาเป็นคนชอบวิเคราะห์ เขาไม่เชื่อในพวกอะไรที่มันจับต้องไม่ค่อยได้ ต้องมีเหตุผลมาอธิบายอ้างอิงเสมอ แล้วคราวนี้ถ้าเกิดว่าทำให้นักวิทยาศาสตร์มาเจอกับความรักล่ะ บางทีความรักมันอาจจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ผมว่าอันนี้มันแข็งแรงดีนะ เพราะว่าเขามีความไม่เชื่อในความรักอยู่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าความรักเป็น Concept ฮะ มันก็คือคำว่า “ความรัก” แล้วความรู้สึกตรงนั้นมันมีจริงหรือเปล่าก็มาต่อยอดกันว่าเป็นเรื่องฮอร์โมน เรื่องสารเคมีในสมอง พอมีความเชื่อมโยงกันแล้ว คราวนี้ก็เราได้สตอรี่ไลน์ที่เป็นพาร์ทดนตรี แล้วก็ไปพาร์ทภาพต่อครับ อะไรแบบนี้ ก็เอามาชำแหละกัน เกิดเป็นเนื้อเรื่องที่เป็นลูปขึ้นมา ลูปใหญ่ลูปหนึ่ง โดยมีการใช้เพลง 3 เพลงมาประกอบ

แล้วการหยิบดาราศาสตร์ Sci-Fi มาเล่าเป็นเพลง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

เพราะว่าแบบ เหมือนหนัง เหมือนสร้างหนัง ผมก็อยากจะทำหนัง แต่ว่า เพียงแต่ว่าผมไม่ใช่นักทำหนัง ผมเป็นนักทำเพลง แล้วเราจะทำไงให้ได้ใกล้เคียงที่สุด ก็ทำเอ็มวีละกัน ผมเลยอยากจะชอบทำเอ็มวีที่เป็นแบบออก Sci-Fi แม้แต่การเล่าเรื่องก็เหมือนกัน ชอบ Elements แบบนี้ เพราะเชื่อว่ามันเป็นอะไรที่มันอมตะ คือการมองขึ้นไปบนฟ้าน่ะ มันเป็นอะไรที่แบบว่า เออ ตั้งแต่คน ตั้งแต่โบราณแล้วนะ คนยุคก่อนนี้ก็คิดเสมอว่ามันคืออะไรนะ นอกโลกเราจะมีอะไรนะ มาถึงตรงนี้ต่อให้มียานอวกาศแล้ว เราก็ยังพิศวงกับมันอยู่เสมอ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ มันดึงดูดผมได้ ก็ต้องดึงดูดคนอื่นได้ ประมาณนี้ครับ

สารตั้งต้นเวลาคุณขึ้นเพลงสักเพลงหนึ่ง คุณเริ่มต้นจากอะไร หรือใช้แรงบันดาลใจจากอะไร

มันแล้วแต่เพลงเลยครับ สารตั้งต้นหลักๆ เลยคือ ฟังเพลงคนอื่น แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย เดี๋ยวเจอกู แค่นั้นครับ (หัวเราะ) นี่คือสารตั้งต้นผม ตราบใดที่ยังมีคนทำเพลงอยู่ ผมก็ยังทำเพลงอยู่ แค่นั้นเลย ผมอยากจะยกระดับวงการเพลงให้สูงขึ้นด้วยทิศทางเพลงที่ผมคิด 

ทิศทางเพลงแบบไหนที่เป็นคุณ

ผมคิดว่าเพลงต้องมีประโยชน์ คำว่ามีประโยชน์มันก็มีหลายแบบใช่มั้ย ช่วยลดความเครียด ช่วยทำให้คุณสุขใจ จรรโลงใจ หรืออะไรก็ว่าไปใช่มั้ย แต่อย่างน้อยเพลงมันต้องมีอะไรสักอย่างนึงที่ทำให้คุณได้รู้สึกว่ามันควรค่ากับการฟัง ผมชอบการเขียนเนื้อ ชอบอ่านกวี ผมชอบเนื้อเพลงที่เขียนมันด้วยใจ โดยที่ไม่ได้คิดเรื่องของพาณิชย์เท่าไหร่ ผมรู้สึกว่าความ Pure ของศิลปะมันอยู่ตรงนั้น พอมันเป็น Art จริงๆ เราจะยกเรื่องความเป็นพาณิชย์ออกไป เพราะว่าอะไรที่มันมีเงินเข้ามาเกี่ยว ความบริสุทธิ์มันจะลดลงอะ เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าตรงนี้มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผมครับ

เวลาคุณเขียนงานหรือเขียนเพลง หรือว่าอยู่ในกระบวนการสักชิ้นหนึ่ง คุณอินหรือดำดิ่งกับมันขนาดไหน

อินมากครับ ผมอินจนผมเหมือน สมมติถ้าผมต้องเขียนเรื่องรักสักเรื่องนึง สมมติถ้าผมไม่เคยเจอกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้ ผมจะไปหาเหตุการณ์แบบนี้เพื่อจะเจอ วิ่งใส่เลย

ถ้าให้ทบทวน ดนตรีมีอิทธิพลกับชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง

ผมเป็นแบบที่ผมเป็นเพราะดนตรีที่ผมฟัง เหมือน Who are what you eat. ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือการแต่งตัว หรือว่าแนวคิดทุกอย่างอะครับ ผมเชื่อว่าสื่อ ความบันเทิง หรืออะไรต่างๆ ที่มาในรูปแบบของดนตรี ศิลปะ มันมีอิทธิพลกับชีวิตเสมอไม่ว่าจะมุมใดมุมหนึ่งก็ตาม เราอาบน้ำ เราไปเที่ยว เรากินข้าว ช่วงที่เราอกหัก ช่วงที่เรามีแฟน ช่วงที่เราท้อ ช่วงที่เราต้องเผชิญกับชีวิต อะไรต่างๆ ทุกอย่าง เพลงอยู่กับผมเสมอ แล้วมันก็ไม่เคยหักหลังผมเลย มันมีอิทธิพลกับผมมาก มันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของผม ถ้าคนอื่นมีศาสนา ผมก็อาจจะเรียกได้ว่าศาสนาของผมคือดนตรีเลยก็ได้

ช่วงชีวิตต่างๆ โตมากับเพลงของใครบ้าง

จริงๆ แล้วผมโตมากับเพลงแบบพวกยุค 80s ยุค 90s ที่แบบคุณพ่อชอบเปิดให้ฟังบนรถครับ ผมเริ่มฟังป๊อปก่อน ป๊อปฝั่งสากล คุณพ่อเปิดให้ฟังเป็น The Beatles แล้วก็เริ่มแตกแขนงมา เราเริ่มอยากรู้แล้วว่าจริงๆ แล้วเราชอบดนตรีแบบไหน ก็เลยเริ่มไปฟังแจ๊ส เริ่มศึกษาแบบพวกแนวทางที่เราชอบ ผมก็เลยไปเจอแจ๊ส แล้วก็ชอบวง Jamiroquai แล้วก็เลยได้ต่อยอดตรงนั้นมาเรื่อยๆ ผมโตตามยุคสมัยเลยของดนตรีที่มันเกิดขึ้นมา แต่ส่วนตัวแล้ว ลึกๆ เลย ผมคิดว่าผมน่าจะแบบ มีอิทธิพลกับเพลงโซลกับแจ๊สมากที่สุด

ทำไมเป็นอย่างนั้น

คือผมถามตัวเองก่อนเลยว่า ถ้าให้อยู่กับร็อกอีก 20 ปี ผมอยู่ได้มั้ย ให้นอนกิน นั่งฟัง แบบอยู่กับร็อกมันทั้งวัน ทั้งคืนมั้ย เมื่อก่อนผมก็มีเพื่อนที่เป็น Metalhead เลยนะ แบบว่าพวก Rocker อะไรแบบเนี่ย ซึ่งผมก็อยู่กับพวกเขา เข้าใจเขา ฟังเขา เพื่อนที่เป็นลูกทุ่ง หมอลํา ฟังเขา เข้าใจเขาหมดเลย แต่ให้ถามว่าถ้าให้เราอยู่ตรงเนี้ย เป็นเวลานานๆ เราอยู่ได้ หรือเปล่า คำตอบคือไม่ได้ แต่มันกลับมาได้กับแจ๊ส โซล ฮิปฮอปแทน

เสน่ห์ของแจ๊ส โซล คืออะไร

สำหรับผม เพลงที่ฟังแล้วรู้สึกได้ ถ้ารู้สึกได้เนี่ย ผมจะรู้สึกจาก Groove ก่อน ผมชอบแจ๊ส ชอบโซล ตรงที่มันมีความไม่ตายตัว ความที่มันไม่ตายตัว แต่ยังอยู่บนหลักการบางอย่างอยู่ หมายความว่ามันสามารถออกนอกกรอบได้ แต่ก็ต้องเข้ามาอยู่ในกรอบด้วย (หัวเราะ) ผมชอบอะไรที่มันเหนือความคาดหมาย ทั้งในรูปแบบของดนตรี บางคนอาจจะมองว่ามันฟังยาก หรือไม่เข้าใจว่าแก่นของการฟังมันอยู่ตรงไหน จริงๆ แล้วเพลง เราก็แค่แบบสุนทรีย์ไปกับมัน ซาบซึ้งไปในสิ่งที่เขาเล่า หรือว่ารู้สึกไปกับมัน ก็แค่นั้น แต่ผมจะอินมาก กับพวกเรื่องของจังหวะ เรื่อง Movement เพลงที่มี Groove ผมจะชอบ ผมรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเสน่ห์ของแจ๊ส ของโซล

คุณจับแซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกๆ เพราะมันเกี่ยวกับการที่คุณฟังแจ๊สด้วยมั้ย

ผมเป่าแซ็กฯ ก่อนฟังแจ๊ส จริงๆ แล้ว ผมมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบหืด กับพวก Anger Management คุณแม่เลยส่งผมไปเรียนกีต้าร์ เรียนดนตรี ให้รู้จักดนตรีก่อน แล้วคราวนี้ อ่ะ โอเคกีต้าร์มันก็อาจจะไม่ได้ช่วยแบบตรงจุด ลองดูแซกโซโฟน เพราะมันช่วยเรื่องการหายใจ อะไรงี้ ก็เลยไปลงแซก(โซโฟน) ปุ๊บ ได้อยู่ วงโยธวาทิต แล้วเป่าเพลงคลาสสิก เพลงมาร์ชชิ่ง พอเวลาว่างๆ อาจารย์ผมเขาก็เอาเพลงแจ๊สมาให้เราฟัง เฮ้ย ผมว่าผมชอบอย่างนี้นะ แล้วก็เลยได้ลองแจ๊สดู แล้วก็ได้เข้าใจว่ามันคืออะไร เป็นยังไง ความต่างมันคืออะไร

ในการเรียนรู้ดนตรีแต่ประเภทหรือว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มา ณ ตอนนั้นรู้สึกยังไง แล้วคุณซึมซับอะไรมาบ้าง

ผมคิดแค่ว่ามันสนุกนะ จริงๆ แล้วไม่ได้คิดว่ามันต้องซึมซับ คิดแค่ว่า โห มันสนุกจังเลย อยากสนุกกว่านี้อีก อย่างสนุกไปเรื่อยๆ ผมหาความเบื่อกับดนตรีไม่เคยได้เลย มันเหมือนเป็น Passion ผมไปเลยอะ

เหมือนเจอแล้วใช่มั้ย ว่าดนตรีคือชีวิตของคุณในตอนนั้น

ตอนนั้นผมมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งมากกว่า เหมือนยังไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่ใช่ แต่มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำได้ดี จนเรามาเจอจุดเปลี่ยน ก็คือผมจะเป็นคนชอบโดนบูลลี่ในโรงเรียน โดนแกล้ง แต่ทุกครั้งเลยที่ผมร้องเพลงอะ หยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่น คนจะหยุดแล้วก็ฟังผม ผมรู้สึกว่าตรงนี้แหละ เป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยจากการโดนบูลลี่อะ เพราะเขาจะมองข้ามสิ่งที่เราเป็น มองข้ามความดำ มองข้ามว่าเราเป็นอะไร หรือทำอะไร หรือว่าเป็นเด็กแบบไหนอะ แต่ว่าเขาก็จะบอกว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันร้องเพลงได้ ร้องอีก ผมก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย หรือว่าอันนี้มันเป็นพื้นที่ที่เหมือนเราจะปกป้องตัว เองได้ อะไรแบบนี้จากเพื่อน อยากมีแฟน เราก็ดนตรี เราก็แต่งเพลง เล่นให้สาวฟัง

ดนตรีเหมือนเป็นบัตรวิเศษใช่มั้ย ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมีตัวตนมากขึ้น

(ตอบอย่างรวดเร็ว-เต็มเสียง) ใช่ ใช่เลย คือเมื่อก่อนผมก็ไม่รู้ ผมก็มีความคิดที่แบบ เฮ้ย หรือเราต้องพรูฟตัวเองแล้วว่าเราโหด เราเก่ง เราเจ๋ง แล้วสมัยนั้นมันคิดๆ อะไรไม่ออก ก็ตีๆ ต่อยๆ กันเรื่องนี้ไม่พ้นอยู่แล้วใช่มั้ยครับ ผมโดนแกล้ง ผมก็ต้องตีกับเขาเหมือนนั้น แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ประเด็น เพราะว่าประเด็นหลักๆ ก็คือ คุณจะทำอย่างนั้นไปตลอดชีวิตไม่ได้ แต่ว่าดนตรีอะ ผมเชื่อว่าผมทำแล้วก็อยู่มันไปได้ตลอดชีวิตผมเลย คิดว่าเนี่ยมันคือสิ่งที่ใช่สำหรับผม

จนสุดท้ายคุณก็เข้าไปเรียนดนตรีในรั้วมหาวิทยาลัย สังคมมหาวิทยาลัยดนตรีเป็นยังไงบ้าง

จริงๆ แล้วผมอะ ดูหนังเรื่อง Seasons Change แล้วผมก็เลยอยากเข้ามหิดล แล้วก็สอบติด สิ่งที่เราคิดก็คือ เฮ้ย ฝันเราเป็นจริงแล้วนะ เราได้เรียนในที่ๆ ไม่มีสอนวิชาเลขว่ะ  ไม่มีวิชาที่เราไม่อยากเรียนอะ มันมีแต่วิชาที่เราสนใจ อยากจะเรียนทฤษฎีดนตรี ประวัติศาสตร์ ดนตรีบลูส์ แจ๊ส คลาสสิก แต่พอเข้าไปจริงๆ มันกลับไม่ใช่ เพราะว่าจริงๆ แล้วปัจจัยสำคัญในการที่อยากจะเรียนรู้ คือบุคคลด้วย สังคมตรงนั้นต่อให้แม่งแบบสวยงาม ตึกรามบ้านช่องดี แต่ถ้าพื้นฐานจิตใจของคนที่อยู่ตรงนั้นไม่ดี การเรียนก็บั่นทอนเพราะเกิดการแข่งขันกันสูง เพื่อนเราไม่ได้อยากมาเพื่อสร้างสังคมตรงนี้ให้มันดีขึ้น เพราะว่าทุกคนมาพูดว่า กูต้อง Success อะไรในบางอย่าง กับสำเร็จไปให้พ่อแม่เรา ผมรู้สึกถึงความกดดันมากกว่า ผมเลยไม่ค่อยจะยุ่งกับใคร เราก็ฝึกซ้อมอย่างเดียว

เป็นการต่อสู้กับตัวเอง หรือว่าเป็นการต่อสู้กับคนอื่นเพื่อแข่งกันเรียน

(คิดสักพัก) จริงๆ นะ มองได้สองแบบเลย มองว่าแข่งกับคนอื่นก็ได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มองอย่างนั้น แต่ถ้ามองว่าแข่งกับตัวเอง ก็ได้นะครับ ก็จะเป็นแบบผม ซึ่งผมจะมองว่าผมแข่งกับตัวเองอยู่ เพราะว่าการที่เราจะไปแข่งกับคนอื่นในแบบที่มันไม่เหมือนกัน มันก็ไม่ได้ใช่มั้ยฮะ ผมเลยมองว่า งั้นเราโฟกัสจุดที่เราต้องพัฒนาเพิ่มในส่วนของเราดีกว่า ถ้าเราเอาชนะตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนเล่นหมากรุกกับตัวเองและเอาชนะตัวเองไปเรื่อยๆ ได้เนี่ย แสดงว่าเราก็มีไกด์ไลน์ว่า โอเค ฉันถึงตรงนี้แล้วนะ ฉันจะพัฒนา แต่ถ้าเราไปมองคนอื่น แล้วเราไปคาดหวังว่าเราต้องไปให้ถึงตรงนั้นเลยอะ เหนื่อยเปล่า เราต้องค่อยๆ ไปทีละนิด ดูตัวเอง เช่นวันนี้ฉันจะวิ่ง 2 กิโลนะ โอเค วันนี้ฉันทำได้ 2 กิโล กับอีก 10 เมตร ไม่เป็นไร ต่อ แต่ถ้าเกิดเห็นไอ้นั่นแม่งวิ่ง 5 กิโล ไม่ได้ กูต้องวิ่ง 5 กิโลให้ได้ แล้วคุณฝืนตัวเองจนคุณทำให้ตัวเอง เสียความเป็นตัวเอง อันนั้นก็ไม่ดี

การเป็นตัวของตัวเองมันดียังไง

ดีมากครับ จริงๆ แล้ว แต่ว่าคุณต้องดูว่าตัวของตัวเองของคุณมันดีหรือเปล่าด้วย (หัวเราะ) อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าเราต้องอยู่ในสังคม เราต้องเป็นตัวของตัวเองที่ดีขึ้น แล้วการได้ปลดปล่อยมันออกมาก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณชอบเรื่องที่มันไม่ดี แล้วการเป็นตัวของตัวเองในเรื่องนั้นน่ะ มันดีสำหรับคุณ มันก็อาจจะไม่ค่อยดีสำหรับคนอื่น สมมติฉันเป็นคนอย่างเงี้ย ฉันพูดจาแบบเนี่ย โดยที่เราไม่ได้แคร์ถึงบริบทของสังคม มันก็ไม่ได้ปะ คือบางทีเราก็ต้องเป็นตัวของตัวเองถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ เป็นได้ ดี แต่ถ้าจะเป็นก็เป็นให้ดีขึ้นด้วย อันนี้จะยิ่งดีขึ้นครับ

อะไรทำให้คุณตัดสินใจไปแข่ง The X Factor Thailand

คือหลักๆ เลยผมอยากให้ยายเห็น แม่ผมก็ชอบพูดว่า เนี่ย ร้องเพลงอยู่แต่ที่บ้าน ทำไมไม่ออกไปให้คนอื่นเขาเห็นบ้าง เขาพูดบ่อยมาก แล้วก็ตัวผมเอง ตอนนั้นมีปัญหาชีวิตรุมเร้าเข้ามากับแฟน ทำให้ชีวิตผมแบบเริ่มปั่นป่วน ไปหาจิตแพทย์ เงินก็ไม่มี มีแต่ปัญหานู่นนี่นั่น จนอะ ก็ไปบวช พอไปบวช พอผมสึกออกมา ผมมานั่งอยู่ที่บ้าน แล้วก็นั่งดูทีวีกับยายผม ยายผมชอบดูช่อง Workpoint ผมก็คิดในใจเล่นๆ ว่า เออ มันคงจะดีนะ ถ้าอยู่ๆ แบบโผล่เข้าไปในจอให้ยายตกใจเล่น ผมคิดแค่นั้นเลย

หลังจากนั้นชีวิตคุณน่าจะไม่เหมือนเดิมอีกเลยหลังจากคุณออกทีวีครั้งแรกให้ยายคุณเห็น

ใช่ เพราะฉะนั้นความคิดผมตั้งต้นก็คือแค่นั้นเลย ผมอยากให้ยายผมเห็น แล้วก็มันดันมีโอกาสที่เราได้ร้องเพลงตัวเองด้วย ก็ถือเป็นความตั้งใจอีกอันนึงที่แบบ เฮ้อ ในที่สุดเราก็ได้ร้องเพลงของเรา ให้คนแบบหมู่มากได้ฟังแล้ว

วันที่คุณเอาเพลงของคุณเองไปร้องประกวดในรายการ กลายเป็นว่ากรรมการชม คลิปเป็นไวรัลใน Youtube มันบอกอะไรคุณบ้าง

มันบอกว่า (คิดสักพัก) คนสามารถสัมผัสในสิ่งที่คุณตั้งใจได้ อย่าดูถูกคนฟัง เขา Feel ผม เขาเชื่อผมอะ เขาเชื่อในความจริงใจที่เกิดขึ้น เขาเชื่อใน Energy ตรงนั้น แล้วคุณจะมาบอกว่าเพลงไม่มีความรู้สึก คุณไม่รู้สึกถึงเพลง เพลงไม่มีอิทธิพล ไม่ได้แล้ว สิ่งเนี่ยเป็นสิ่งที่บอกว่าเขารู้สึกถึง เขารู้ว่าความตั้งใจของผมเป็นยังไง เขาสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้แม่งตั้งใจ แม่งจริงใจว่ะ มันเป็นสิ่งที่บอกว่าเพลงมันมีอิทธิพลกับความรู้สึกมาก

ในวันที่มีคนชวนเข้าค่าย Warner Music Thailand เป็นสิ่งที่คิดไว้มั้ย หลังจากประกวดเสร็จ หรืออยู่ในแผนชีวิตมั้ยว่าจะไปศิลปินมีสังกัด

ตอนแรกผมแข่งเสร็จก็คิดว่า เฮ้ย แล้วไงต่อ (หัวเราะ) แล้วมันยังไงต่อ มันเหมือนแบบ จบแล้วหรอ เส้นทางมันโหวงอะ มันดูโหวงมากเลย จนพอมีคนชวนเข้าค่าย เอ้า หรือว่านี่จะเป็นเส้นทางต่อไป ผมคิดเหมือนเล่นเกมอะ เหมือนเป็นเควส เราต้องไปเจอด่านนี้ต่อนะ ฆ่า แล้วยังไงต่อกับการใช้ชีวิตบนเส้นทางนี้ แล้วต้องเจอเรื่องนู่น เรื่องนี้ เรื่องนั้น

จากนั้นเมื่อเพลงคุณได้หลักล้านวิว คุณก็กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งนึง มันอยู่ในแพลนมั้ย 

ผมว่ามันเป็นเรื่องของจังหวะ เพราะว่าผมเพิ่งจบจากรายการนั้นมาด้วย มันก็บวกกับว่า ที่คนเขาอยากจะติดตามต่อและอยากจะรู้และว่าผมจะทำเพลงอะไร มันก็เลยกลายเป็นว่า มันเป็นเรื่องปกติของ Domino Effect ดีกว่า คือเมื่อมันเกิดสถานการณ์จากตรงนี้ มันก็ส่งผลมาให้เกิดตรงนี้ ซึ่งมันไม่แปลก ผมไม่ได้มองว่ามันแปลก หรือว่ามันอะไร แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดมากกว่าครับ

แล้วชีวิตเปลี่ยนมั้ย

เปลี่ยนเลยฮะ จากเด็กที่แบบ ไม่รู้ว่าวันๆ จะทำอะไร จะมีคนอยากเป็นเพื่อนเราเยอะขนาดนี้เลยหรอ คิดสภาพเด็กที่ไม่มีเพื่อนมาก่อน ชีวิตก็โดนบูลลี่ อยากจะพิสูจน์ตัวเองมาตลอด วันนึงมีคนอยากเป็นเพื่อนกับเราเยอะขนาดนี้ อยากรู้จักเรา แม่งโคตรดีใจเลย แต่สุดท้ายแล้ว นั่นก็คือบทเรียนอีกอย่างหนึ่ง ว่าทุกคนเข้ามาก็เป็นอะไรที่มันแตกต่างกัน เราต้องเจอคนดีบ้าง คนเลวบ้าง ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตต่ออีกฮะ

มีคนบอกว่า การเป็นคนมีชื่อเสียงมีราคาที่ต้องจ่าย คุณคิดว่าคุณจ่ายอะไรไปบ้าง หรือไม่ได้จ่ายเลย

จ่ายครับ (คิดสักพัก) ผมจ่ายนะ แต่ว่าผมไม่ได้มองว่าผมจ่ายอะ คือผมโอเคกับการจ่ายดีกว่า ผมโอเคที่จะต้องอุทิศชีวิตตรงนี้ ให้กับสิ่งนี้ เพราะว่าผมรักมันไปแล้วอะ ผมเลยโอเคมาก จ่ายเหรอ ก็ไม่เป็นไร ถ้ามันคือบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้ก็จ่ายสิ ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เราต้องจ่ายครับ มันทำให้เราต้องคิดมากขึ้นว่าทำไมเราถึงจ่าย เหมือนใช้เงินน่ะ จ่ายไปทำไมวะ ซื้อทำไมวะ บางคนเพิ่งมาตระหนักได้ว่า ไอ้เหี้ย กูซื้อทำไมตอนเงินจะหมดแล้ว (หัวเราะเต็มเสียง) เอาไปขายดีกว่า บางอย่าง แต่วิชาชีพ หรือความรู้ หรืออะไรพวกเนี่ย หรือสิ่งที่ Dedicated อะไรก็ตามแต่ ผมมองว่าจ่ายไปเลย จ่ายไปเหอะ จะจ่ายยังไงก็ตามแต่ ขอแค่ไม่ตายก็พอ

ถ้าให้ทบทวนตัวเองอีกครั้งจากการทำงานในวงการนี้ คุณได้อะไรจากทำงานวงการบันเทิง วงการดนตรี หรือการเป็นบุคคลสาธารณะ

(คิดนาน) ได้อะไรจากวงการ ผมต้องถามว่าวงการได้อะไรจากผมดีกว่า จริงๆ จริงๆ ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) ว่าผมได้อะไรจากวงการ แต่ถ้าวงการได้อะไรจากผมไป แล้วมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ผมก็ยินดีกับวงการ เพราะว่าผม ในส่วนของตัวผม ผมแค่สร้างงาน แล้วภารกิจผมก็คือทำเพลง ภารกิจชีวิตเลยก็คือทำเพลง สร้างงานที่ดีต่อๆ ไป สร้าง Masterpiece แล้วก็ทำให้สังคมนี้ดีขึ้นในแบบที่ผมคิด แค่นั้นเอง วงการจะได้อะไรจากตรงนี้ไป หรือผมจะได้อะไรจากวงการนี้ไป ผมไม่ได้คิดเลยอะ

ถ้าคุณไม่ได้ทำดนตรี ไม่ได้เป็นนักร้อง ไม่ได้เป็นศิลปิน คุณคิดว่าทุกวันนี้คุณทำอะไรอยู่

ผมเชื่อว่าผมเป็นทุกอย่าง ไม่แน่ ผมอาจจะเป็นนายกก็ได้ ไม่รู้นะ คือเราไม่มีทางรู้เลย ที่แน่ๆ เลยคือผมเชื่อในเรื่องของความสำคัญของช่วงเวลา การให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกว่า ถ้าโชคชะตามันนำพามาให้ผมต้องเป็นอย่างนี้ ผมก็ต้องเป็นมันให้ดีที่สุด สมมติว่ามึงต้องเป็นคนเก็บขยะว่ะ กูก็ต้องเป็นคนเก็บขยะที่อย่างน้อยก็ต้องเก็บให้สะอาดที่สุด แล้วก็ยกระดับตัวเองให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น โอเค พูดว่าโชคชะตาพาไป ก็อาจจะไม่ถูกเสมอไป ถ้าโชคชะตาบอกให้มึงต้องจน อย่างนี้มึงจะจน ก็ไม่ได้ ก็ต้องพยายามหาวิธียกระดับตัวเองในทิศทางที่ดี อะไรอย่างนี้ครับ ผมก็จะคิดเรื่องนี้เสมอ จะเป็นไรก็เป็นเลยถ้าจะเป็น ผมก็อยากเป็น ผมจะเป็นนักดาราศาสตร์ ผมจะเป็นนักโบราณคดี ผมเชื่อว่าเราเป็นได้หมดทุกอย่าง 

ที่คุณพูดเคยพูดในรายการนั้นหลังจากตกรอบว่า “ผมมีตัวตน” ทุกวันนี้คุณคิดว่าคุณมีตัวตนรึยัง

(ใช้เวลาคิดนานมาก) ยากจัง คือในมุมคนอื่นนะ เขาก็มองว่า โอ้ย D Gerrard ต้องมีตัวตนแล้วดิ ก็แบบมีคนรู้จักหนิ มีเพลงหนิ ในชีวิตได้แสดงหนัง มีนู่น มีนี่ มีนั่น นั่นคือมุมคนอื่นนะ แต่ในมุมของผมเอง เหมือนกับว่า จริงๆ แล้ว ตัวเราเมื่อ 5 วินาทีที่แล้ว ก็ไม่ใช่ตัวเราตอนนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าตัวตนเนี่ย มันไม่ตายตัวเลย ตัวตนไม่ตายตัว มันอยู่ที่การประยุกต์ อยู่ที่การเจอสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อม ไม่ว่าอะไรจะเป็นผม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สุดท้ายแล้ว ผมก็คือผม ต่อให้คุณคิดว่าผมเปลี่ยนไป แต่แน่นอน คำตอบของเมื่อวาน อาจจะไม่ใช่คำตอบของวันพรุ่งนี้

แต่คำถามก็คือ ผมมีตัวตนหรือยัง ในมุมของผม ผมมีแล้ว แต่แค่เราต้องเติบโตไปกับมันอีก เพราะมิติของตัวตนมันเยอะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องทำความเข้าใจกับตัวเองให้มากขึ้น เอ่อ รู้จักตัวเองให้มากขึ้น จริงๆ ผมก็ยังต้องศึกษาตัวเองอีกเยอะครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราเป็นยังไงกันแน่

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า