fbpx

พูดคุยกับ Dept วงดนตรีอินดี้ป๊อบที่เชื่อมั่นในความเป็นตัวเอง

หมดนี้ให้เธอ ไม่เคยยกใจใครอื่น มีให้เธอคนเดียวโปรดรู้ไว้
หมดนี้ให้เธอ เชื่อใจฉันทีได้ไหม แค่เธอฉันก็ไม่ต้องการใครอีกแล้ว
หมดนี้ให้เธอ ขอโทษที่บางทีหายไป แต่ฉันไม่ได้ซ่อนใครเอาไว้
หมดนี้ให้เธอ เป็นของเธอ โปรดรู้ไว้ในนี้ไม่เคยแบ่งให้ใคร

นี่คือส่วนหนึ่งในเนื้อเพลง หมดนี้ที่ให้เธอ จาก 2 หนุ่มดูโอ้แห่งค่าย Smallroom อย่าง Dept วงดนตรีแต่จริง ๆ แล้วผู้เขียนได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้มาตั้งแต่สมัยปี 1 ในช่วงที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย จากการแนะนำของเพื่อน

ในช่วงเวลานั้นวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ด้วยความเป็นวงดนตรีอิสระ ในมุมของผู้เขียนได้รู้จักเพลงของพวกเขาเพลงแรกอย่าง แล้วเธอจะรู้บ้างมั้ย? และนั่นก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของผู้เขียนในการติดตามและเฝ้ามองวงดนตรีวงนี้ในฐานะผู้ฟังเสมอมา

จนถึงวันนี้เรามีนัดพูดคุยกับ เบนซ์–ภวัต โอภาสสิริโชติ (ร้องนำ/กีตาร์) และ ลุค ทาวน์เซน (คีย์บอร์ด) ในฐานะที่พวกเขาเพิ่งมีคอนเสิร์ตใหญ่ร่วมกับเพื่อนๆ ในค่ายอีก 5 วง เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา บนคอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า Punch Kicks หรือคอนเสิร์ตที่รวบรวม 6 ศิลปินหน้าใหม่ของค่ายมาทำโชว์ของตัวเองทั้งกระบวนการ ที่ไม่ใช่แค่การเตรียมโชว์ดนตรี แต่ได้ร่วมเตรียมงานในฝ่ายแสง สี เสียง Visual Effect ทั้งหมดบนเวทีอีกด้วย

มาร่วมรู้จักพวกเขาให้มากขึ้นจากเรื่องราวที่เราพุดคุยกับเขากัน

รู้จักกันได้ยังไงและมาทำวงร่วมกันได้ยังไง

ลุค : รู้จักกันที่มหาวิทยาลัยครับ เบนซ์เป็นรุ่นพี่ผมปีหนึ่ง

เบนซ์ : เราเรียนที่ดุริยางคศิลป์ มหิดลครับ

ลุค : ตอนแรกเราต่างคนต่างมีวงของตัวเองที่ทำมาก่อน พอช่วง gap ที่ผมออกจากวงพอดีเบนซ์ก็เลยชวนผมไปอยู่ด้วย

แนวดนตรีในช่วงนั้นเล่นแนวอะไรกัน ของแต่ละวง

เบนซ์ : ของลุคก็จะเป็นป็อบแบบใสๆ เลย ส่วนของผมก็จะเป็นวงร็อคไปเลย

แล้วในตอนนี้ยังมีการเอา elements ตรงนั้นมาใส่ Dept ในตอนนี้มั้ย

เบนซ์ : มันมีช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มเอาใส่แต่ช่วงแรกไม่มีเลย

ไอดอลในการเล่นดนตรีของแต่ละคนเป็นใครกันบ้าง

เบนซ์ :  ผมชอบหลายคนมากเลย แต่เลือก Kevin Parker ของ Tame Impala เพราะว่าเขาเป็นคนที่สามารถทำคนเดียวได้โหดมาก คนแบบ One man band 

ลุค : ของผมจริง ๆ ก็ดูแบบหลาย ๆ คนด้วย ไม่ได้ยึดขนาดนั้นว่าใครเป็นที่ 1 ถ้าเลือกคนก็ต้องเป็น Disclosure เพราะว่า 2 คน เขาเล่นทุกอย่างก็เอาอยู่

บรรยากาศของการทำ Dept ในช่วงต้นมันเป็นบรรยากาศในช่วงที่ต้องเรียนไปด้วย ตอนนั้นมันเป็นอย่างไร

เบนซ์ : ตอนที่ผมเรียนอยู่ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนขนาดนั้นอยู่แล้ว คือผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนที่มันจะต้องเป็นที่ 1 ก็คือทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จริงจังกับการทำเพลงมากกว่า แต่ว่าก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนไปเลยนะ เข้าเรียนปกติ แล้วกฎของคณะถ้ามีงานเล่นดนตรีมันจะแปลกสำหรับนักดนตรีตรงที่มันไม่สามารถเอามาลาได้ เพราะเขาถือว่าเรียนอยู่ ถ้าเกิดจะทำงานเขาถือว่าคุณขาด แต่สำหรับผมถ้ามีงานก็ไปทำงาน ผมไม่สนแล้ว

ลุค : แต่มันก็แบบมีโชคดีประมาณนึงด้วยแบบว่าตอนนั้นเวลามีงานมันจะไม่ชนกับเวลาเรียน

เบนซ์ : ปกติสมัยนั้นมันก็มีเล่นที่ Play yard วันธรรมดาก็มี ก็เรียนเสร็จประมาณ 3-4 โมงเย็นก็กลับมาเปลี่ยนชุดแล้วรีบไป ได้เล่นประมาณ 3 ทุ่มก็กลับไปเรียนเช้าอีกวันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

การได้เรียนในสายของดนตรี คิดว่าเรามีแต้มต่อมากกว่าศิลปินหรือวงอื่นหรือไม่ที่ไม่ได้จบมาจากส่วนนี้

เบนซ์ : มีแน่นอนครับ คนที่เรียนดนตรีมันก็คลุกเคล้ามากับดนตรีอยู่กับอาจารย์ที่สอนดนตรีจริงๆ คือบางอย่างมันมาเสิร์ฟเราได้เลย แต่บางอย่างเราก็ต้องไปหาเอง ถ้าแบบคนที่เขาไม่ได้เรียนดนตรีมันกลายเป็นว่าบางอย่างเขาก็ต้องไปหา ส่วนมากเขาต้องไปหาเองเลยดีกว่า

อย่างวิชาทฤษฎีดนตรี ที่เขาว่ามันยากเราได้มีการมาดัดแปลงให้เข้ากับ Dept หรือเปล่า

เบนซ์ : อย่างผมก็ใช้เป็นพื้นฐานเฉยๆ แต่ว่าบางเสียงที่เราทำลงไปอย่างเช่นเพลงล่าสุดที่ปล่อยไป หยุดสักที ผมก็นึกถึงเสียงในหัวอย่างเดียวมัน คือมันจะเรียกว่า mode จะมีท่อนนึงที่โน้ตไม่ได้อยู่ใน scale ก็จะเรียกว่า mode แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่า mode อะไร อย่างอาจารย์ผมก็เป็นศิลปินที่นี้เหมือนกันพี่รัฐ (รัฐ พิฆาตไพรี) หรือพี่ป๊อบ Postbox (ป๊อป-พนาย อิ่มใจ) เขาก็สอนอยู่แล้วว่าพี่ไม่ได้ต้องการให้เรารู้แล้วเอาไปใช้ว่าอันนี้ไปใส่อันนี้ ให้แค่รู้ว่าอธิบายเฉยๆ 

ลุค : เหมือนแบบว่าไม่อยากให้ติดอยู่ในกรอบ คือพอรู้เป็นพื้นๆ 

เบนซ์ : คือมันมีไว้อธิบายเฉยๆ ครับ คือทฤษฎีมันเกิดขึ้นมาทีหลังเสียง 

การที่เรายึดติดกับกรอบของทฤษฎีมากเกินไป Dept มีมุมมองเรื่องนี้เป็นอย่างไร

เบนซ์ : ผมว่าเทียบกับทฤษฎีมันเทียบยาก แต่ถ้าเทียบกับวงการเพลงแบบนี้ได้มั้ย เพลงไทยมันจะมีฟอร์มอะไรบางอย่างที่มันจะเหมือนเดิม มันเหมือนกับว่าสำหรับผมมองว่ามันเป็นการทำเพลงตามสูตรและเหมือนการคิดเลขนิดหนึ่ง มันจะมี Target โน้ตของแบบที่เราสามารถเดาได้ว่าเขาจะร้องโน้ตอะไรต่อตามเมโลดี้ แต่ว่าถ้าเกิดเราฟังวงต่างประเทศอะไรแบบนี้มันจะไม่มีกรอบนี้มาใส่ ผมว่างานศิลปะมันไม่ควรเป็นแบบนี้คือผมทำแบบ art นำ commercial 

ทั้ง 2 คนเจอกันในคอนเสิร์ต จำได้มั้ยว่าคอนเสิร์ตอะไร ตอนนั้นตั้งใจไปดูวงอะไรกัน

ลุค : ฟังใจ Crossplay 

เบนซ์ : ตั้งใจไปดู Jelly Rocket

ลุค : ใช่ๆ Jelly Rocket

ช่วงนั้นความชอบทางดนตรีของทั้ง 2 คนเป็นอย่างไร

เบนซ์ : ปกติตอนนั้นฟังเพลงไทยน้อยมากเลย เหมือนยุคนั้นคือสมัยเรียนที่ฟัง ๆ อยู่ก็มี Safeplanet มี Whal&Dolph ที่เป็นเพลงไทยที่ฟังพวกพี่ๆ Jelly rocket ที่เหลือก็คือแทบจะไม่ได้แตะเลย

ทำไมช่วงนั้นถึงไม่ค่อยได้สนใจเพลงแมสขนาดนั้น

เบนซ์ : คงเป็นเรื่องว่าถ้าเราเสพงานศิลปะข้างนอกมาเยอะๆ แบบงานต่างประเทศ ของไทยมันจะ…

ลุค : ของไทยมันจะซ้ำๆ 

เบนซ์ : ไม่ได้พาดพิงว่ามันไม่ถูกนะ 

ลุค : แล้วแต่ purpose ของแต่ละคนด้วยแต่ก็แบบที่เบนซ์บอกมันอาจจะ commercial นำแบบเบนซ์ด้วย

เบนซ์ : แต่ละคนความต้องการมันไม่เหมือนกัน คือถ้าหากเขาจะทำเพลงแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรืออะไร ถ้าเขาชอบแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าเขา แต่แค่ว่าถ้าเป็นเราคงไม่ชอบทำแบบนี้

ลุค : เราก็มีเวย์ของเราเอง

อยากรู้ว่าในฐานะคนดูตอนนั้น เราต้องการอะไรจากศิลปินที่อยู่บนเวทีบ้าง

เบนซ์ : ที่แน่ ๆ เลยในฐานะคนดูต้องเป็นเรื่อง perform ถ้าสมมติเขาร้องเพลงเศร้าแล้วเขาทำให้เราเศร้าได้อันนั้นก็ถือเขาทำสำเร็จแล้ว เขาร้องเพลงสนุกแล้วเราสนุกอันนี้ก็ตรง target 

ลุค : เหมือนที่เบนซ์บอกก็ perform หรืออย่าง process โชว์ว่าเขาดีไซน์อะไรมาแบบนี้ครับ เหมือนกับว่าเราดูแล้วก็อยากรู้ว่าในมุมของเขาทำไมเขาถึงดีไซน์โชว์ออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมถึงวางเพลงนี้ไว้แบบนี้ เหมือนกับว่าเขาคิดยังไงกับ process โชว์ที่เขาจะมาแสดงให้เราดู แบบว่าเขาคิดอะไรยังไงบ้า

แล้วพอตัวเองมีโชว์ เราเอาวิธีคิดตอนเป็นคนดูที่เราต้องการมาอยู่ในการทำหรือเปล่า

ลุค : ก็คิดครับ

เบนซ์ : แต่วงผมเรายังไม่สมบูรณ์ขนาดที่ว่าโชว์มันจะสุดๆ ได้ขนาดนั้น เหมือนผมที่เพิ่งไปเล่นงานเดียวกับ Slot Machine มาเป็นงาน Cat Expo ที่ขอนแก่น ก็คือเขามาเล่นแล้วฆ่าได้ทุกวง ก็คอในเซ็ทตรงกลางเขาเล่นประมาณ 10 เพลงมั้ง ตั้งแต่เพลงที่ 4 ถึง 8 ก็คอกระโดดไม่พักเลยคือโชว์เขาแม่งสมบูรณ์ไปแล้วค่อนข้างเยอะด้วย

แล้ววันนั้น Dept แก้เกมยังไง

พูดพร้อมกัน : ก็ตายครับ

ลุค : คือเราก็เต็มที่ในส่วนของเราด้วย

เบนซ์ : คือในส่วนของผม ผมว่าวงผมไม่ควรเล่นปิด (หัวเราะ)

ลุค : ก็งงเหมือนกันตอนประกาศไลน์อัพออกมาก็ งงเลย

เคยคิดบ้างมั้ยครับ ถ้าวันนี้ Dept ไม่ได้เล่นดนตรี ตอนนี้แต่ละคนจะทำอะไรกันอยู่

เบนซ์ : ผมเคยมีคิดแว้บหนึ่งตอนมัธยมว่าแบบว่าเราจะไปเรียนทางฝั่งฟิล์มดี แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่าชอบขนาดนั้น ถ้าเกิดจอนนั้นมีความคิดว่าชอบก็คงจะไปทางนั้นแบบสุดๆ แต่ว่าผมไม่ได้คลั่งไคล้เท่ากับดนตรีที่ผมอยู่กับมันทั้งวันได้ ผมไม่ได้ดูหนังได้ทั้งวันวันละ 10 เรื่อง แต่ว่าผมชอบดูหนังแค่นั้นเอง

ลุค : สำหรับผมหลายอย่างมากเลยตอน ม.ปลาย ตอนแรกคือสิ่งแวดล้อมตอนนั้นคือแบบเห็นเพื่อนเรียนอันนี้แล้ววันๆ ไม่เห็นทำอะไรเลย แบบเดี่ยวก็ออกไปข้างนอกไปทำนู่นทำนี่ ก็ดูแบบสบายก็ตอนนั้นด้วยความที่ตอนนั้นเด็กด้วย ก็คงอยากจะเรียนนิเทศฯ แบบเป็น editor แบบที่คิดเอาไว้ แต่สุดท้ายโชคดีด้วยเหมือนมีเพื่อนมาชวนทำวงดนตรีตอนมอปลาย มันก็รู้สึกว่าทางนี้เราก็ได้นี่หว่า แล้วเราก็รู้สึกว่าเราอยู่กับมันได้ตลอด

รู้สึกยังไงบ้างกับการที่ได้เรียนดนตรีซึ่งพอเรียนจบออกมาก็ยังได้ประกอบอาชีพนักดนตรี ทั้ง 2 คนรู้สึกยังไงบ้าง

เบนซ์ : ผมก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่โชคดีที่แบบยังอยู่ได้ แต่ว่าต้องคิดตามด้วยว่าคนที่อยู่ได้ไม่ว่าคณะอะไรก็คือคนที่ชอบจริงๆ ถึงจะอยู่กับมันได้ ที่เหลือก็คืออาจจะไม่ชอบหรือเรียนไปแล้ว ท้อไปแล้ว หรือทำไม่ได้ หรือพึ่งมารู้ตัวเองว่าไม่ได้รักมันขนาดนั้น บางคนเขาก็พูดว่าถ้ารักดนตรีอย่าเรียนดนตรี เพราะว่าบางคนพอเรียนไปแล้วมันเลิกรักไปเลย มันไม่ได้เล่นด้วยความสนุกแล้ว

ลุค : ตอนเรียนมันเหมือนเรา deep ไปกับมัน

เบนซ์ : เป็นหลายคนนะ ทั้งเพื่อนรอบๆ ตัวผม หรือแฟนผม เมื่อก่อนชอบเล่นกีตาร์มาก ตอนเรียนอยากเข้ามหาลัยมาก พอมาเรียนแล้วกลายเป็นแฟนผมบอกว่ามันเรียนแล้วมันเครียดต้องมาเล่นอะไรที่ไม่รู้บางทีก็ไม่ได้อยากเล่น แต่อาจารย์ก็จะอยากให้เล่น มหาวิทยาลัยไม่ได้ให้เราใช้สิทธิ์ที่เราอยากจะรู้มากขนาดนั้น ผมก็เลยบอกว่าไม่ต้องตั้งใจเรียนมาก 

พอไม่ตั้งใจเรียนมากขนาดนั้น มันทำให้เรามีเวลาให้ดนตรีเยอะมากขึ้นมั้ย

เบนซ์ : พอไม่ได้ตั้งใจเรียนมากเลยมีเวลาเยอะ เพราะผมจะไม่ค่อยซ้อม อย่างผมเรียนวิชากีตาร์ไฟฟ้าผมจะไม่ค่อยซ้อมกีตาร์ไฟฟ้าเลย เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยากเล่นสิ่งนั้น ในคลาสก็เลยเข้าไปชวนอาจารย์คุยแทน

การทำงานในช่วงโควิดที่ผ่านมาส่งผลอย่างไรบ้างกับการทำอัลบั้มและทัวร์

เบนซ์ : ถ้ากับการทำอัลบั้มไม่ได้ส่งผลขนาดนั้น เพราะผมไม่ได้นั่งทำงานด้วยกันอยู่แล้ว

ลุค : ส่วนใหญ่จะเป็นการโยนงานกันมากกว่า แบบว่าใครคิดอะไรได้ก็ส่งไปส่งกันมา ไม่ได้แบบว่าต้องมานั่งทำด้วยกัน

เบนซ์ : เพราะว่าแบบผมไม่ชอบนั่งทำงานด้วยกัน อยู่คนเดียวแล้วความคิดมันแล่นกว่า

ลุค : เคยลองแล้วครับ ไม่รอด (หัวเราะ) 

เบนซ์ : คือนั่งอยู่ด้วยกันแล้วก็เปิดคลิปอะไรดูไปเรื่อย ไม่ได้ทำงานเลย มันจะไม่ได้งาน มันเป็นสไตล์ของแต่ละวง บางวงเขาก็มาอยู่ด้วยกันถึงจะทำเพลงได้ แต่วงผมต้องแยกกันถึงจะทำเพลงได้

แล้ว Process ในการทำงานแบบ Dept มันเป็นอย่างไร

เบนซ์ : ก็เพลงส่วนมากผมจะเป็นคนขึ้นมา แล้วก็ยัดๆๆ และพอบางอย่างคิดไม่ออกก็จะส่งให้ลุค แต่ว่ามันจะอย่างเพลงเพราะเธอนั้นเปรียบดั่งโลกทั้งใบ เป็นเพลงที่ลุคจะขึ้นโครงมาซึ่งจะไม่ใช่แบบที่ฟังกัน แต่ว่าพอผมได้ยินสิ่งนั้นแล้วแม่งคิดต่อไปได้ ก็จะเคาะแล้วเสร็จไปเลยรวดเดียว

แล้วของลุคล่ะ มีหน้าที่ไป edit ต่อมั้ยหรือทำอะไรต่อ

เบนซ์ : เพลงหยุดสักที ผมก็จะมีบางอย่างส่งไปลุคทำ

ลุค : พอเบนซ์ขึ้นโครงมาได้ก็จะส่งมาให้ผม แล้วก็จะมีประมาณนึงถ้าผมคิดอะไรก็จะส่งให้เบนซ์

เบนซ์ : ซึ่งผมก็จะมีสิ่งที่คิดในหัวแล้วก็จะบรีฟไป เช่นหยุดสักทีผมก็จะตั้งโจทย์ให้ลุคว่าตอนแรกมันจะเพลงที่มีแต่เครื่องอิเล็กทรอนิคส์ ซึ่งปกติแล้ว Dept จะมีอิเล็กทรอนิคส์ค่อนข้างเยอะ ผมก็เลยให้โจทย์ว่าขอซินธ์แบบฟังไม่รู้เรื่องเป็น noise ก็แบบตามที่ได้ยินตามในเพลงเลย

ถ้าถามถึงประสบการณ์แปลกๆ ที่เกิดตอนทัวร์ที่มันเกิดขึ้นแล้วดีพอมีบ้างมั้ย

เบนซ์ :  มีหลายที่ที่ไปเล่นแล้วรู้สึกดี อย่างที่มหานิยม จ.มหาสารคาม คือคนที่นั่นจะสุดกันมาก เขาสามารถร้องเพลงเราได้ตั้งแต่ท่อนแรกจนท่อนสุดท้าย ร้องแบบตะโกนเจ็บคอ

ลุค : คือเราให้ร้อย แต่เขาให้กลับมาพันนึง (หัวเราะ)

เบนซ์ : มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นกับร้านเหล้าหรืออะไรทั่วไป มันดูแปลกตรงที่ว่าพูดตรงๆ คือ ขอนแก่นหรือโคราชน่าจะมีสิทธิ์เกิดภาพนี้มากกว่าที่มหาสารคาม มันเหมือนเป็น culture ที่แบบ…

ลุค : เขาน่าจะปูมันมา

เบนซ์ : พี่เจ้าของร้านเขาน่าจะเปิดเพลงกรอกหูคนเข้าร้านเขาจริงๆ ทำให้คนที่นั้นเขาฟังแล้วรู้จักซีนดนตรีอินดี้ ประกอบกับคนที่นั่นเขาเปิดรับด้วย

ทำไมเพลงของ Dept มักจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาพูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง เพราะอะไรเรามักจะนำเสนอเนื้อหาความรักที่ไม่สมหวัง

เบนซ์ : รู้สึกว่าจริงๆ เป็นช่วงตั้งแต่ทำวงมาจนถึงตอนนี้นะ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เราเรื่องนี้ได้ดี บางทีถ้าสมมติว่าเรามีแฟนแต่เราชอบฟังเพลงช้าที่เป็นเพลงเศร้าอะไรแบบนั้นเหมือนกัน เรารู้สึกอินกับเรื่องอะไรแบบนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราชอบ เหมือนผมดูหนังเรื่อง La La Land แล้วผมชอบเพราะว่ามันจบเศร้า 

ลุค : ผมว่าก็เหมือนที่เบนซ์บอกเลย เพลงมันก็เหมือนพาร์ทนึงของชีวิตเรา มันไม่ได้ตีว่าคนที่ฟังเพลงเศร้าแม่งจะต้องเป็นคนเศร้า ก็แค่อาจจะชอบในสิ่งนั้นมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามีความสุขแล้วจะฟังเพลงเศร้าไม่ได้ เพลงก็เหมือนกับการพ่วงอารมณ์นึงที่ทำให้คนรู้สึกในช่วงนั้น

ทำไมการทำเพลงเศร้าถึงกลับเป็นที่นิยมมาก

เบนซ์ : จริงๆ แล้วก็ต้องรู้สึกถึงแบบถ้าเกิดที่ผมบอกว่าผมทำงาน art นำ commercial แต่ commercial ในบ้านเราไม่ว่าจะเพลงช้าเพลงเร็วมันเป็นเพลงเศร้า เหมือนเราทำงานมันต้องปูแผ่นที่ปูทางว่าจะไปยังไงไม่งั้นมันอาจจะ …

ลุค : สะเปะสะปะ

เบนซ์ : ไม่ถึงตรงนี้ก็ได้ (หัวเราะ)

เป็นมาอย่างไรถึงได้ร่วมงานกับวงดนตรีต่างประเทศอย่าง Swim Deep

เบนซ์ : Swim Deep ผมฟังตั้งแต่ช่วงม.5 ช่วงเพลง Honey ที่มันดังใน Youtube คืออัลบั้มนั้นคือแบบเพราะมาก ไม่คิดนะเพราะจู่ๆ ก็มาผ่านพี่แอร์ Dudesweet ตอนนั้น Swim Deep เขามาถามว่าอยากทำเพลงกับศิลปินไทยแบบมีใครแนะนำมั้ย พี่แอร์เขาคงยื่น ๆ ไปหลายวง

ลุค : สุดท้าย Swim Deep เขาเลือกเรา 

คิดว่าเพราะอะไร Swim Deep ถึงเลือกร่วมงานกับเรา 

เบนซ์ : ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นว่ะ อ่อ.. ตอนนั้น Swim Deep เขาแชร์เพลง ลา ลา ลา ในสตอรี่ไอจี

ลุค : ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เรื่องเลย มันมีคนแคปสตอรี่นั้นแล้วส่งมา แล้วบอกว่า Swim Deep ลงอันนี้

เบนซ์ : สักประมาณแป๊บนึงที่ค่ายก็โทรมาแล้วบอกว่า Swim Deep อยากทำเพลงกับมึงหรอ (หัวเราะ) คือทุกอย่างเกิดขึ้นงงๆ 

รู้สึกยังไงบ้างกับการได้ร่วมงานกับ Swim Deep 

เบนซ์ :  ก็ดีใจนะ มันก็เหมือนการได้รู้การคิดการทำงานแบบเขาด้วย ว่าแบบเขาแม่งทำงานแบบไม่สนสูตรจริงๆ 

การได้ร่วมงานกับ Swim Deep แล้วทำให้ Dept มีเส้นทางที่อยากจะทำไหม ในการเป็น International Artist มากขึ้น

เบนซ์ : ถ้าถามผมในตอนนี้ผมยังไม่อยากเป็น อย่างแรกคือผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ ผมรู้สึกว่าคนไทยที่ไปดังในระดับนี้ได้จริง ๆ ไม่ใช่คนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้แต่เขาเข้าใจในแง่แก่นของภาษาและการเล่าเรื่องที่มันไม่ได้เล่าว่า I love you อ่ะ

ลุค : ภาษามันจะมีความเป็น native มากกว่าที่แบบว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้บางทีมันจะเป็นเฟสที่แบบว่า เห้ย มันไม่ได้เป็นคำที่เราพูดกันกันปกติ

เบนซ์ : อยากให้เราสำรวจ เวลาเราฟังเพลงของศิลปินต่างประเทศ คือเนื้อเพลงเขาไม่ได้แปลกแต่ก็เข้าใจเหมือนกับว่าเราไม่ได้ฟังเพลงที่แบบว่าฉันรักเธอ ฉันคิดถึงเธอ อะไรแบบนี้ เหมือนกับว่าฝรั่งเขาไม่ได้ฟังภาษาอังกฤษที่มันง่ายๆ เหมือนกัน

ถ้าให้เลือกเพลงที่ชอบที่สุดที่เป็นเนื้อร้องและทำนองของทั้ง 2 คน ชอบเพลงอะไรกันบ้าง

เบนซ์ :  ผมชอบเพลงเพราะเธอนั้นเป็นเหมือนดั่งโลกทั้งใบ รู้สึกว่าเป็นเพลงที่เขียนออกมาแล้วเนื้อหามันสละสลวยเป็นภาษาที่สวยงามขึ้นจากที่เมื่อก่อนเคยเขียน เป็นเพลงที่ปลดล็อคการเล่าเรื่องของตัวเองได้เพลงหนึ่ง

ลุค : เนื้อหาผมชอบหยุดสักที มันเข้าใจง่าย ไม่ต้องเล่าอะไรเยอะ แบบว่ามันก็พูดตรงๆ ว่าทุกสิ่งมันไม่ใช่ของตาย ต่อให้มันไม่มีเราก็อยู่ได้ นั่นแหละครับเราก็อยู่ของเราได้ ต่อให้เราจะมีอยู่หรือว่าไม่มีเราก็อยู่ได้ งง (หัวเราะ)

เบนซ์ : ส่วนทำนองผมชอบ ลา ลา ลา มันประหลาด สัดส่วนเพลงมันก็ประหลาด ไม่มีใครมาร้องท่อนฮุค ลาลาลาลา อะไรแบบนี้ น้อยครับในประเทศไทย เกิดขึ้นล่าสุดก็เพลงขอ

ลุค : ของผม ผมชอบแค่วันพรุ่งนี้ที่ไม่มีเรา ผมว่ามันคงรู้สึกแบบเบาไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แบบว่าปล่อยให้ตัวเราไปกับเพลง ให้อารมณ์พาไป

อย่างเรื่อง Merch สินค้าที่ระลึกของ Dept เอาเวลาที่ไหนไปออกแบบ

เบนซ์ : อย่างงาน Cat T-shirt เราก็ออกแบบเสร็จกันมาแล้วเกือบ 1 เดือนก่อนงาน

แล้วไปทำอย่างไรถึงได้ไปร่วมงานกับ Frank Garcon

ลุค : อันนั้นเหมือนการโคกันมากกว่า เหมือนทางเขาวางไทม์ไลน์ไว้อยู่แล้ว ก็เลยมาชวนไปทำด้วย

เบนซ์ : เขาก็มาคุยว่า Dept มาอยู่ใน Frank เป็นไง แล้วความเป็น Frank แล้วเอา Dept ไปอยู่ก็ควรจะเป็นแบบไหน

แล้วเราจะได้เห็นสินค้า Rare Item แบบนี้อีกมั้ยจากทาง Dept 

เบนซ์ : ต่อไปเราอาจจะไปโคฯ Rompboy (หัวเราะ) พี่บู้ (ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสวง Slur และเจ้าของแบรนด์ Rompboy) เคยมาถามไปทีนึงตอนนั้นมันใกล้งาน Cat พอดี ใกล้ที่จะขายพอดี ก็เลยเอาไว้รอบหน้าดีกว่า ก็ฝากพี่บู้ด้วยนะครับ

ลุค : พี่บู้มาได้นะครับ (หัวเราะ)

ก่อนที่จะได้เข้ามาเป็นศิลปินที่ Smallroom ในมุมมองคนนอกมองค่ายนี้เป็นอย่างไร

ลุค : เป็นค่ายที่สมัยผมเรียนประถมหรือมอต้น เป็นค่ายที่แหวกแนวสุด

เบนซ์ : มันเป็นสิ่งที่ค่ายอื่นในประเทศไม่ทำ

แล้วสิ่งที่ค่ายอื่นไม่ทำ คิดว่ามันเป็นเสน่ห์ของ Smallroom หรือเปล่า

ลุค : ก็เป็นเสน่ห์นะ

เบนซ์ : มันก็ใช่ ด้วยการที่เราก็ไม่ได้ฟังเพลงที่แมสอยู่แล้ว ไม่ได้ฟังเพลงที่มีสูตรตายตัว ผมก็เชื่อว่าที่นี่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้เพราะเราไม่มีสูตรตายตัว

วงดนตรีที่ทั้งสองคนฟังของ Smallroom ในช่วงนั้นเป็นใครกันบ้าง

ลุค : ก็ Slur, The Jukks, พี่จีน กษิดิษ, Polycat, Somkiat จริง ๆ ก็ฟังหมดนะ

เบนซ์ : เอาจริง ๆ ผมก็ฟังตั้งแต่ Tattoo colour แล้วก็ The Jukks ตอนนั้นก็ฟังแค่วงแต่ไม่ได้รู้จักค่ายเพลง รู้แต่ศิลปินพึ่งมารู้ตอนม.ปลายที่มี Lomosonic กับ The Yers ก็พึ่งมารู้ว่า Smallroom เป็นค่ายเพลงแนวนี้

ในมุมมองทั้งสองคนรู้สึกว่าที่นี่เห็นอะไรในตัวเราถึงเซ็นสัญญากับเรา

ลุค : จริง ๆ คุยหลายเรื่องเลยนะ

เบนซ์ : ตอนนั้นเข้ามาคุย เขาถามว่าเราอยากเป็นอะไร ผมเคยอยู่วงเก่าเขาก็คำถามคล้ายๆ กันว่าสิ่งที่เขาจะอยากให้เราเป็น คือเขามีสิ่งที่อยากให้เราเป็นแต่ที่นี้เขาให้เราเป็นของเรา

การที่ค่ายอยากให้ Dept เป็น Dept ในแบบที่อยากเป็นมันส่งผลดีต่อวงอย่างไร

เบนซ์ :  มันส่งผลดีแน่ ๆ ครับ ยังไงเราก็เป็นตัวของตัวเอง ถ้าเป็นที่อื่นเขาอาจให้เราไปแข่งกับวงนี้สิ บางทีมันต้องมีตั้งต้น แต่ที่นี้พี่รุ่งเขาจะหาวงที่ไม่เหมือนใครในตอนนี้ถ้าเกิดมีวงที่เหมือน Dept เขาก็จะไม่เอาแล้วนะเพราะ Dept มาก่อน มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

ข้อดีของการเป็นศิลปินที่ Smallroom ที่คิดว่าไม่มีค่ายอื่นให้เราไม่ได้

เบนซ์ : เคยได้ยินเรื่องการดองไม่ให้ปล่อยเพลงป่ะ ที่อื่นเขาอาจจะมีเพราะเหตุผลทางการตลาดที่ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ที่นี่ไม่

ลุค : เขาไม่สนใจเลยนะที่นี่

เบนซ์ : ผมเรียนร้องเพลงกับพี่เติ้ล Two Pill After Meals เพลงเขาแบบมันทดลองมากๆ ซึ่งเขาปล่อยเพลงไปแต่ยอดวิวไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่พี่รุ่งน่าจะชอบ ซึ่งเขาก็ได้ปล่อยเพลงเรื่อยๆ ถ้าอยากปล่อย 

1 เรื่องที่พี่รุ่งแนะนำกับ Dept ที่คิดว่าจำได้ไม่ลืม

เบนซ์ : จริงๆ ยุคของพวกผมที่เขามาจะเป็นช่วงที่พี่รุ่งไม่ค่อยได้แตะแล้ว จะน้อยกว่าเมื่อก่อนที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงพี่รุ่ง

ลุค : เหมือนเขาแบบจะโยนหินมาให้เรามากกว่า แล้วแต่ว่าเราจะทำตามมั้ยหรือจะไม่ทำตาม อันนี้ก็อีกเรื่องแต่เขาจะมาให้คำปรึกษากับเรามากกว่า 

เบนซ์ : เหมือนจะมีบางเพลงที่แบบส่วนมาที่ส่งไปแล้วจะผ่านเลย แต่ว่าบางเพลงจริงๆ ส่งไปแล้วสมมติผมไม่ได้คิดเบสมา พี่รุ่งเขาก็จะบอกกูว่าเบสมึงต้องใช้ปิกว่ะ ซึ่งเขาจะมองเห็นอะไรบางอย่างถ้าเกิดว่ามันมีช่องโหว่อยู่

ลุค : เหมือนมาช่วยเคาะให้อีกทีหนึ่ง

คิดว่าการที่พี่รุ่งช่วยเคาะให้ หรือคอยสกรีนงานให้มันทำให้เพลงของ Dept สมบูรณ์ขึ้นหรือไม่

เบนซ์ : ก็ดีขึ้น แต่บางทีผมก็ไม่ยอม (หัวเราะ)

แนวทางในอัลบั้มของ Dept จะมีแนวทางเป็นอย่างไร ทิศทางของดนตรีที่ใส่ลงไปในอัลบั้มจะเป็นอย่างไร

เบนซ์ : จริง ๆ ก็ยังทดลองอยู่ครับ ยังไม่ได้ตายตัวเป๊ะขนาดนั้น เหมือนที่ผ่านมาก็จะมีทิศทางที่หลากหลายมากยิ่งจึ้น

ถ้าให้สมมติตัวเองเป็นเซลล์ขายอัลบั้มใหม่นี้ จะแนะนำลูกค้าอย่างไรให้มาซื้อ

เบนซ์ : ไออัลบั้มนี้มันมีครบทุกรสเลย ไม่ว่าจะจืด เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ถ้ามองในเรื่องของอาหารเหมือนเราไปร้านข้าวต้มที่เราจะสั่งกับข้าวหลายอย่างแล้วกินด้วยกันได้ จากข้าวต้มจานหลักของเรา เพลงนึงอาจจะเป็นยำ เพลงนึงเป็นหนําเลี๊ยบ เพลงนึงเป็นปลาทอดอะไรแบบนี้

ถ้าได้เป็นคนดูคอนเสิร์ต เราจะเลือกดูวงอะไร

เบนซ์ : ผมจะเลือกดูวงตัวเอง เพราะว่าผมเคยดูทุกวงแล้วไงแต่ผมไม่เคยดูวงตัวเอง มันจะได้ฟีดแบ็คตัวเองได้ว่าเราต้องปรับแก้อะไร เพราะผมก็ยังรู้สึกว่าวงผมไม่ใช่วงที่เล่นสดได้สมบูรณ์ เลยอยากเห็นพัฒนาการของวงตัวเอง ว่าจะแก้อะไรและพัฒนาไปทางไหนดี ผมว่าทุกคนอยากดูวงของตัวเองได้

ลุค : ของผมเหมือนเบนซ์ ก็อยากเห็นตัวเองว่าตอนเราอยู่บนเวทีเราเป็นอะไรยังไงบ้าง 

แล้วเคยดูคลิปที่ตัวเองโชว์มั้ย

ลุค : ดูครับ ดูตลอด เพิ่งประชุมกันไปต้องแก้กันว่าตรงนี้เยอะไป บางอย่างน้อยไป

เบนซ์ : ต้องแก้เยอะ เพราะพึ่งไปเจอ Slot Machine มา ปกติเราอยู่แต่ในลีคอินดี้ มันเลยไม่ต้องกลัวใครขนาดนั้น บางทีเราก็มันใจว่าไม่โดนฆ่าแน่นอนแต่พอเราไปตรงนั้นแล้วขยับไปอีกเสต็ปนึงก็ไปโดนเขาฆ่า (หัวเราะ)

ถ้าให้เลือกเพลงของศิลปินใน Smallroom มา Cover จะเลือกเพลงอะไร

ลุค : ผมเอาเพลง Magazine ของ Slur

เบนซ์ : คิดยากนะ สิ่งดีดี ของ Goose แต่จริงๆ ผมก็ยังอยากเล่นความรู้สึกของวันนี้ ของ Lomosonic 

Dept มองวงการเพลงในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

เบนซ์ : วงการอินดี้ก็ดูขยับขยายมากขึ้น ดูใหญ่ขึ้น คนเปิดรับมากขึ้น เด็กรุ่นใหม่ฟังมากขึ้น

ลุค : มีพื้นที่ปล่อยของมากขึ้น พวกเพจในเฟสบุ๊กที่คอยแชร์วงใหม่ๆ ที่ขึ้นมาเขาก็จะคอยแชร์เพลง ผมก็รู้สึกว่าดีถ้าเทียบกับตอนที่พวกผมเริ่มทำกันแรกๆ เลย ตอนเริ่มทำแรกก็คือแบบมีฟังใจน่าจะเป็นแบบเพจเดียวเลยมั้ง

พออินดี้มันถูกจับต้องได้มากขึ้น แล้วถ้าให้เราแบ่งระหว่างแมสกับอินดี้ในปัจจุบัน เราจะแบ่งมันได้อย่างไร

เบนซ์ : ผมว่าวงที่มีปัญหาคือวงที่อยู่ตรงกลาง มันจะมีวงประเภทนึงที่ฝั่งร้านเหล้าฝั่งแมสจะมองอันนี้อินดี้ แต่อินดี้จะมองว่าอันนี้แมสแล้ว มันจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น

มีอะไรที่อยากบอกแฟนเพลง ที่ไม่เคยได้บอกไหมแต่อยากบอก

เบนซ์ : รักทุกคนครับ 

ลุค : ก็…นั่นแหละครับ (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็รัก

เบนซ์ : ฝากดูแลพวกผมกันยาว ๆ ด้วย

ลุค : พวกผมไม่ทิ้งพวกคุณไปไหนแน่นอน แล้วก็จะยังอยู่กับทุกคนไปเรื่อยๆ 

เบนซ์ : แต่ถ้าเพลงพวกผมเปลี่ยนไปอีกก็…

ลุค : อย่าทิ้งนะครับ (หัวเราะ)

อยากให้แฟนเพลงของ Dept จดจำพวกคุณในฐานะอะไร

เบนซ์ : เป็นมนุษย์ล่ะกัน เพราะว่าเพลงพวกเราผมว่า Dept เป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึงไม่ได้เป็นคนที่แบบเศร้าอย่างเดียว ก็เป็นคนที่มีความสุข มีสนุก มีความรัก มีความผิดหวัง เป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึง

ลุค : เสริมยังไงดี (หัวเราะ) พูดไปซะครบเลย ก็…คงเป็นเรานี่แหละ เราคงไม่เปลี่ยนไปไหน

ทุกวันนี้การทำวง Dept หล่อเลี้ยงอะไรในชีวิตของเราบ้าง

เบนซ์ : แน่ ๆ เลยคือปากท้องพวกผมอยู่ได้ 

ลุค : สองคือ Passion ความสนุก

เบนซ์ : เรายังอยากเล่นอยู่ ยังอยากออกไปเจอผู้คนไปเล่นดนตรี มันยังทำให้เราไม่หยุดเล่นดนตรี

Passion ที่ Dept อยากนำเสนอคืออะไร 

เบนซ์ : ในอนาคตผมอยากเสนอความเป็นวัยรุ่นมากกว่า ผมว่าซีนดนตรีในประเทศนี้มันขาด vibe ของวัยรุ่น มันไม่ค่อยมีวงที่มันวัยรุ่น 

ความตั้งใจที่อยากทำในพาร์ทถัดๆ ไป

เบนซ์ : อยาก Unique กว่านี้

ลุค : อยากนำเสนอความแปลกใหม่ 

เบนซ์ : ผมอยากทำในสิ่งที่ตอนนี้ในประเทศไทยมันไม่มี เพราะว่าตอนนี้สิ่งที่ผมทำอยู่ มันเริ่มมีคนทำแล้ว

ลุค : เราต้องกระโดดขึ้นไปอีกเลเวลนึง

แล้วตอนนี้สิ่งนั้นได้ถูกค้นพบหรือยัง

เบนซ์ : เจอแล้วครับ เรากำลังทำอยู่ ไม่ใช่อัลบั้มใหม่ด้วย เพราะอัลบั้มนี้เสร็จแล้ว

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า