fbpx

เอิร์ธ นรภัทร ศิลปินขลุ่ยไทยร่วมสมัย ผู้ผลักดันเส้นทางดนตรีที่ศิษย์เลือกได้

“ขลุ่ยไทยเป็นความงามที่เป็นนิรันดร์”

ครั้งหนึ่ง ครูเอิร์ธ-นรภัทร ภาบรรจงจิตต์ เคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์หนึ่งจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่มีขลุ่ยไทยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เขาเป็นศิลปินขลุ่ยไทยร่วมสมัย และตัวแทนคนไทยที่เป็นทูตวัฒนธรรมจากสหประชาชาติและองค์กรเครือข่ายนานาชาติ ในการใช้ขลุ่ยไทย ดนตรี และ World Music เชื่อมสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก สวมบทบาทโปรดิวเซอร์ ประพันธ์เพลงไทยร่วมสมัยให้กับองค์กรนานาชาติ เครือข่ายค่ายเพลง และสื่อมวลชนทั่วโลก

และเขายังเป็นครูเอิร์ธ เจ้าของ Narapat Music Academy สถาบันสอนดนตรี ผู้เชื่อในการผลักดันเส้นทางดนตรีที่เลือกได้เองของลูกศิษย์

เส้นทางของเด็กชายนรภัทร สู่ครูเอิร์ธ Narapat Music Academy นั้นเต็มไปด้วยความรักในขลุ่ยไทย ที่เราจะพาไปสำรวจแนวคิดของเขา ว่าทำไมขลุ่ยไทย ถึงไม่เหมือนเครื่องดนตรีชนิดอื่น

ทำไมขลุ่ยไทย ถึงเป็นเครื่องดนตรีที่แทนใจคุณเอิร์ธตลอด 21 ปี ถึงขนาดกล่าวกับเราว่า

“ตราบใดที่ความรู้สึกยังมีอยู่ในจักรวาลนี้ ขลุ่ยก็แทนออกมาได้”

1
การจับขลุ่ยครั้งแรกในชีวิตของเด็กชายนรภัทร สู่การตกหลุมรักขลุ่ยไทย

ถ้าจะอธิบายให้คนที่ไม่ได้เข้าใจขลุ่ย ขลุ่ยไทยคืออะไรในนิยามของคุณ

ขลุ่ยไทย คือการวาดตัวตนของคนๆ นั้นออกมาเป็นศิลปะแขนงขลุ่ย หมายความว่าในหมวดดนตรีไทยด้วยกัน ขลุ่ยก็มีบุคลิกไม่เหมือนระนาดแล้วนะ คำว่าแขนง เราใช้กับศิลปะ-เครื่องดนตรี แต่สำหรับพี่เอิร์ธ แขนงขลุ่ยจะไม่อยู่ในกลุ่มของเครื่องดนตรีเครื่องเป่าด้วยซ้ำ ขลุ่ยไทยก็คือขลุ่ยไทย ไม่เหมือนชาติไหน แล้วหัวใจของคนเล่นสำคัญ พี่เอิร์ธเคยไปอินเดีย คนอินเดียมาเป่าขลุ่ยพี่เอิร์ธ คือเป่าเป็นหนังแขกเลยนะ มันหมายความว่าวิญญาณใครเป็นยังไง เครื่องดนตรีมันตอบไปอย่างนั้น

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของคุณเอิร์ธ ทำไมถึงได้มีโอกาสเป่าขลุ่ยไทย

เมื่อตอนอายุประมาณ 7-8 ขวบ มีขลุ่ยอยู่ที่บ้านเลานึง ราคา 10-20 บาท พี่จับมาเล่นด้วยตัวเอง แล้วก็ได้รับคำชมมาก เราก็รู้สึกมีความสุขเวลาจับขลุ่ย หลังจากนั้นเริ่มฝึกวงโยธวาทิต เริ่มเรียนทฤษฎีดนตรี แต่ก็ยังเป่าขลุ่ยมาตลอดครับ พอมาเข้าสู่ช่วงที่ 2 พี่เริ่มออกงานเกี่ยวกับขลุ่ยมากขึ้น แล้วเอาความรู้เครื่องดนตรีสากลมารวมกันกับขลุ่ย แล้วช่วงที่ 3 เริ่มเอาขลุ่ยมาใช้ในการประพันธ์เพลง เลยเป็นที่มาที่เราเอาขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีหลัก ตอนเข้าสู่ช่วงที่ 2-3 พี่เริ่มรู้สึกว่า ขลุ่ยสามารถถ่ายทอดตัวเองได้ 100% เต็ม และเป็นเครื่องดนตรีที่รักและชำนาญมากที่สุด ถ้าเทียบจากวันแรกที่เป่ามาตอนนี้ 21 ปีแล้ว

ความรู้สึกตอนเป่าขลุ่ยครั้งแรกเป็นยังไง

(คิด) ตอนแรกมันไม่เป็นโน้ตหรอก แต่เราก็มีความสุขเพราะเราได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ ซึ่งมาทราบทีหลังว่าที่แกชม เพราะอยากให้เราเข้าวงโยธวาทิตครับ ปู่พูดตอนที่เราประสบความสำเร็จแล้ว ว่าตอนนั้นจริงๆ ชมเพราะอยากให้เกิดกำลังใจให้อยากจะฝึกดนตรีเฉยๆ จริงๆ ปู่ก็ไม่รู้เรื่องขลุ่ย เป็นที่มาที่งงๆ หน่อยแต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ (หัวเราะ)

ที่เคยบอกว่า “ขลุ่ยเป็นความงามที่เป็นนิรันดร์” ในสื่อต่างๆ ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้มั้ย

บางคนบอกว่าขลุ่ยเป็นชีวิต บางคนบอกว่าเป็นดนตรี บางคนบอกขลุ่ยเป็นตัวโน้ต แต่สำหรับพี่ พี่รู้สึกว่าเวลาเล่นขลุ่ย มันเป็นการถ่ายทอดความจริงที่มาจากใจออกไปสู่ความงาม ซึ่งก็คือความสวยงามของท่วงทำนอง มันเป็นนิรันดร์สำหรับพี่เอิร์ธ เพราะพี่รักขลุ่ย ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่แทนใจมากที่สุด เพราะฉะนั้นตราบใดที่ความรู้สึกยังมีอยู่ในจักรวาลนี้ ขลุ่ยก็แทนออกมาได้ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมขลุ่ยเป็นความงามที่เป็นนิรันดร์ครับ

อะไรคือหัวใจสำคัญของการเป่าขลุ่ยไทย

มีสามข้อ หนึ่งคือนิ้ว สองคือลมที่เป่า สามคืออารมณ์ ต่อให้เป่าอีกกี่ 10 ปี พี่เอิร์ธก็จะบอกลูกศิษย์แบบนี้ หรือต่อให้ลูกศิษย์บอกสิ่งอื่นๆ มันก็จะเป็นส่วนที่อยู่ในของ สามข้อนี้อยู่ดีครับ 

อารมณ์เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ แล้วคำว่าอารมณ์ร่วมในการเป่าขลุ่ยมาจากไหน

เคยได้ยินคำว่ามักง่ายมั้ย นักดนตรีบางคนมักง่ายนะ เล่นไม่ใส่อารมณ์ ใส่แต่ทักษะของตนเอง เชื่อมั้ยว่าบางทีเราดูถูกคนฟังไม่ได้เลยนะ เด็กอายุ 6 ขวบ นั่งดูงิ้ว ดูลิเกตามงานวัด เขารู้นะว่าผู้แสดงอิน-ไม่อิน สังเกตเวลาเปิดเพลงเด็กไม่ได้เต้นทุกเพลง เต้นเป็นบางเพลงนะ เพราะฉะนั้นเขาสัมผัสได้ การที่เราจะเล่นอะไร เราต้องจริงใจกับเครื่องที่เราเล่นก่อน การถ่ายทอดอารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้าคุณเศร้าแล้วคุณบอกว่าคุณมีความสุข นั่นเท่ากับคุณหลอกตัวเอง อารมณ์มันไม่ถูกส่ง การเป่าแบบมีอารมณ์กับไม่มีอารมณ์มันหนังคนละม้วน

พูดถึงตัวตนของคุณ เอกลักษณ์ในการเป่าขลุ่ยไทยของคุณคืออะไร

ลายเซ็นพี่เอิร์ธ ถ้าพูดแบบภาษาเสียง พี่จะชอบเล่นโน้ตกระโดด เช่น เพลงโก๊ะ จะขึ้นด้วยโน้ตแบบนั้น แต่ถ้าพูดกันทางภาคทฤษฎีคือพี่เอิร์ธเล่นขลุ่ยไทย แต่แนวของขลุ่ยรวมถึงโน้ตเป็น World Music หมดเลย อันนั้นแหละคือสไตล์พี่เอิร์ธ เราไม่ได้บอกว่า World Music ไฮโซ แต่คือเรามองว่าเราเป็นแนว World Music เพลงที่ทำก็เป็นแนว World Music 

นอกจากขลุ่ยไทย คุณเคยเล่นขลุ่ยอื่นบ้างมั้ย

เคยฝึกรีคอร์เดอร์มาก่อนเพราะว่าเราเล่นวงโยฯ เคยฝึกทั้ง Clarinet, Saxophone, Flute หรือ Piccolo อะจับหมดเลย แล้วเราก็เหมือนควานหาว่าเราชอบอะไร สุดท้ายเหมือนเราจับสิ่งที่ใช่ได้แล้วดึงขึ้นมา

พี่เอิร์ธออกจากวงโยธวาทิตด้วยนะครับ เพราะพี่เอิร์ธไปได้เหรียญทองระดับโลกมา รู้สึกตอนนั้นจะได้มา 8-9 เหรียญ แล้วก็ได้แชมป์มา แต่ตัดสินใจออกเพราะพี่เอิร์ธจะเอาจริงกับขลุ่ยแล้ว เราเห็นภาพเลยว่ารีคอร์เดอร์ยังไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด Saxophone ไม่ใช่ Piccolo ไม่ใช่ ทุกอย่างไม่ใช่ เราเลยรู้สึกว่าเราต้องเอาจริงกับเส้นทางและแนวทางของเราจริงๆ 

ตอนนั้นหยุดเล่นกลองชุดด้วยเพราะพี่เอิร์ธฝึกคู่กันมาเลย ขลุ่ยกับกลองชุด แต่ว่าขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่พี่เอิร์ธยอมรับว่านี่คือตัวเรา แล้ววันนึงถ้าเรายอมรับว่ามันคือตัวเรา มันจะเห็นว่าความจริงก้าวแรกเกิด ก้าวต่อไปความจริงนำไปสู่อะไร เพราะฉะนั้นทุกวันนี้พี่เอิร์ธยอมรับตัวเองว่าเราฟังเพลงเยอะมาก แต่แนวทางที่เป็นตัวเองที่สุดคือ World Music แล้วขลุ่ยเป็นเหมือนกับอาวุธคู่กาย เวลาจะทำเพลงก็ต้องเริ่มจากขลุ่ย จะทำคอร์ดเพลงก็เริ่มจากขลุ่ย เพราะขลุ่ยเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรา การจะไปจับคอร์ดกีต้าร์ จะไปเล่นเปียโน ฯลฯ ขลุ่ยเป็นตัวเริ่มต้น บางเพลงพี่แต่งเนื้อออกมาเป็นแนว EDM แต่ตอนฝึก ตอนแต่ง ตอนเริ่ม ก็ยังเริ่มจากขลุ่ย คล้ายๆ กับคนที่เวลาเขียนหนังสือ หรือแต่งเพลง ถ้าพิมพ์จากแท็บเล็ตจะแต่งไม่ออกนะ ต้องเขียนใส่กระดาษ พี่เองก็เหมือนแบบนั้นครับ เวลาที่พี่จะแต่งเพลงอะไร จะเนื้อเพลง ทำนองเพลงต้องเริ่มจากขลุ่ยหมด 

แต่ถามว่าเก่งมั้ย ไม่เก่งนะ เพราะว่าพี่เอิร์ธมีคนที่เก่งกว่า เคยเจอคนที่เก่งกว่า นักเรียนพี่เอิร์ธก็เก่ง แต่พี่รู้สึกว่าเราพยายามทำไปตามศักยภาพที่มีมากกว่า ทำให้เต็มที่ถึงเวลาผ่านไปจะได้ไม่เสียใจแค่นั้น แล้วเราก็มีความสุขเวลาที่เราทำได้เต็มที่ แล้วงานมันจะสุด จะประสบความสำเร็จหรือไม่ มันเป็นเรื่องของคนฟังที่เขาต้องมาตัดสินเรา เราไปสั่งเขาไม่ได้หรอก

2
การก้าวเข้าไปสู่เส้นทางระดับโลกของ เอิร์ธ นรภัทร

ความรู้สึกตอนใช้ขลุ่ยไทยแสดงบทเวทีครั้งแรกเป็นอย่างไร

มันมีงานงานนึงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่พี่เอิร์ธเรียนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมีทูตจากอินเดียมามหาวิทยาลัย วันนั้นพี่แนบขลุ่ยอยู่กับตัว เราเป็นนิสิตที่ไปสัมมนา เขาเห็นแบบนั้นก็พูดว่า ´คุณเป่าขลุ่ยเป็นหนิ เป่าให้ฟังหน่อย’ เราก็เป่า พอเป่าเสร็จเขาก็บอก โอเค เดี๋ยวคุณไปเป่าที่อินเดียนะ แต่เขาไม่ได้บอกชื่องาน เราก็เดินทางไปจริงๆ ที่มุมไบ ประเทศอินเดียกับผู้ช่วยของเรา ไปถึงหน้างานถึงพึ่งรู้ว่างานที่เขาเชิญเราเป็นงานระดับโลก เป็นงานรับรางวัลผู้ได้ Alternative Nobel จากทั่วโลก พี่เลยรู้สึกว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเอง คือตอนนั้นก็ยังไม่มีเวทีอะไร รับงานแสดง งานวัด งานปิดทองฝังลูกนิมิต งานฟรี เล่นเปิดวง รับงานอีเว้นต์ แล้วก็ทำแบบเป็นครั้งๆ ไป สมัยที่เราเรียนปี 1 เป็นนิสิตจุฬาฯ พอเข้าไปก็อยากพิสูจน์ตัวเอง 

ปรากฏว่าเราก็พิสูจน์ได้ พอเราทำให้มันเกิดปรากฏการณ์ในงาน ทางเจ้าของงานเขาเลยขอให้พี่เอิร์ธเล่นอีก 4 ครั้ง และคนในงานมาจากทั่วโลก ประมาณไม่ต่ำกว่า 50 ประเทศก็เชิญเราเช่นกัน ทำให้ตารางทัวร์เกิดในชั่วข้ามคืน นามบัตรตัวเองเกิดในชั่วข้ามคืน ผู้จัดการส่วนตัวต้องเกิดในชั่วข้ามคืน เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก พอพี่เอิร์ธกลับไทยก็ยังไม่คิดอะไร นอนเอามือถือวางไว้ข้างตัว ตอนกลางคืนคนโทรเข้าตลอดเลย พอตื่นขึ้นมาเป็น 100 Miss Call เป็นงานหมดเลย เราเลยต้องรีบเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่เหมือนเราพิสูจน์ตัวเองบนเวทีโลกได้ 

มันดูเป็นความบังเอิญนิดนึง เพราะเหมือนเราไม่ได้ตั้งใจไปแสดง แต่ได้โอกาสแล้วเราทำได้มากกว่า พี่คิดว่าพี่มีโอกาสและมีความเป็นตัวเอง ที่เราเข้าใจว่าคนฟังเขาอาจจะอยากฟังแบบนี้ แล้วเรานำเสนอออกไปในแบบที่ไม่ดัดจริตกับดนตรี เราเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น พี่เอิร์ธคิดว่าทุกคนสวยหล่อหมดในแบบของเขา สุดท้ายก็ต้องมีคนชอบคนแบบนี้ เพราะคนบนโลกใบนี้เราไม่สามารถจำแนกได้หมด สุดท้ายแล้วคนแบบนึงก็ต้องมีคนแบบนึงชอบ พี่เอิร์ธก็มองว่าถ้าเราเป็นตัวเอง ผลิตงานที่เป็นตัวเรา ก็ต้องมีกลุ่มแฟนของเราสักวันนึง มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ตอนนั้นพี่แต่งเพลงไม่เป็นนะ เป่า Cover เพลงอย่างเดียว

แล้วตอนที่ได้มีโอกาสไประดับโลก คุณตื่นเต้นมั้ย

เวทีแรกก็ไม่ตื่นแล้ว แต่เวทีที่ตื่นเต้นมีครั้งเดียวคือ ตอนเข้าเฝ้าองค์ดาไลลามะเป็นการส่วนพระองค์ที่ปราสาทธรรมศาลา คือมันไม่ได้ตื่นเต้นเพราะเราต้องเป่า แต่ตื่นเต้นที่จะต้องเข้าไปแสดงในปราสาท แล้วองค์ดาไลลามะจะมีคนลอบปลงพระชนม์เยอะมาก การ์ดเขาเลยมายึดขลุ่ยพี่ไป แบบ ‘เอ้ย ไม่ให้เอาขลุ่ยเข้า’ แล้วทูตก็เดินมาบอก ‘จะไม่ให้เอาเข้าได้ไง ก็เขาต้องไปเป่าขลุ่ยให้องค์ดาไลลามะ’ ก็เลยได้เอาเข้า พี่เอิร์ธประพันธ์เพลงขึ้นมาเพลงนึงสำหรับองค์กรพุทธโลก ชื่อ แสงธรรมส่องปัญญา แต่พี่เอิร์ธไม่พูด องค์ดาไลลามะท่านก็บอก ‘คุณเล่นเลย คุณอยากเล่นเพลงอะไรคุณเล่น ไม่ต้องสนใจสคริปต์ที่ทีมงานบรีฟมา’ คือเราเล่นแสงธรรมส่องปัญญาแล้วมันตื่นเต้น พอเราเล่นไปครึ่งเพลงท่านพนมมือ เหมือนท่านสัมผัสได้ว่ามันคือเพลงพุทธ นั้นแหละคือช็อตที่ประทับใจยิ่งกว่าตอนเจอพระสันตะปาปาอีก มันเหมือนกับว่า นี่แหละ ภาษาสากล

จริงๆ ย้อนกลับไปคำตอบที่ว่าทุกคนมีตัวตน ตัวตนพี่เอิร์ธชีวิตนี้ กล้าพูดเลยว่าเก่งอยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องที่ถนัดก็จะมีขลุ่ย ตอนเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ติด 0 ประมาณ 3 รอบได้ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ น่าจะไปซ่อมมาจนครบทุกวิชาแล้ว เพราะฉะนั้นพี่เอิร์ธมีสิ่งที่ถนัด แต่เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่าเราเหมาะกับอะไร และเราถนัดอะไร ถ้าวันนั้นพี่เอิร์ธยังอยากจะไปเรียนหมอป่านนี้คงโดดตึกตายไปแล้วมั้ง พี่มองว่าทุกคนมีความถนัดเป็นของตัวเอง แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าเราฉลาดเรื่องอะไร และโง่เรื่องอะไร คนเราจะมีความมั่นใจตอนที่เรามีต้นทุน พอพี่เอิร์ธรู้สึกว่าเราฝึกมาดี เราซ้อมมาหนัก และเราถนัดกับมัน ให้พี่ไปเดาะตะกร้อก็แพ้เด็กทั่วไป ให้พี่ไปเตะบอลพี่ก็เตะไม่เก่ง ให้พี่ไปเรียนเลข วิทยาศาสตร์ ไม่ต้องคิดเลยครับ ตก แต่พี่ยอมรับว่าเราถนัดอยู่แค่นี้ เราก็ทำให้มันดี แล้วพอเรามีต้นทุน คือเราเตรียมตัวมาดี ความตื่นเต้นมันก็ละลาย

เล่าให้ฟังได้มั้ยว่ามีโอกาสไปประเทศไหนบ้าง

ถ้าต่างประเทศ นับทุกประเทศที่ไป คิดว่าประมาณ 50-60 ประเทศ บางประเทศไปเป็น 10 ครั้งก็มี แล้วก็เป็นประเทศที่เราไม่ชอบด้วยนะครับ แต่ต้องไปบ่อยก็มี อย่างอินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวันนี่ไปบ่อยมาก 

แต่ว่าในไทยพี่เอิร์ธจะเน้นสร้างเยาวชนเพื่อดันไปสู่เวทีโลก เพราะพี่อยากให้มีคนรับไม้ต่อ แล้วก็ไม่ได้อยากให้มีแค่คนเดียว แต่ว่าอยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จกับเส้นทางดนตรีที่เขาเลือก

คุณคิดว่าการคว้าโอกาสสำคัญขนาดไหนสำหรับคนๆ นึง 

โอกาสเหมือนกับน้ำตก มันอยู่บนที่สูง ตกลงไปความแรงเบาอาจจะไม่เท่ากัน ตามสภาวะโอกาสอะไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อไหร่ที่มันตกลงไปแล้ว มันจะไหลไปเรื่อยๆ ถ้าเราวางเส้นทางของเราไว้ เหมือนเส้นทางเดินของน้ำ พอน้ำตกมันตก เหมือนโอกาสมันมา มันจะไปต่อไปเรื่อยๆ เลย เพราะฉะนั้นสำคัญคือเจอสิ่งที่รัก ฝึกฝนสิ่งที่รัก ทำจริงจังกับมัน ถ้าโอกาสมาคุณประสบความสำเร็จได้ ทุกคนทำได้หมด พี่บอกทุกคนใน Academy นะ เด็กรุ่นใหม่ไปไกลกว่าพี่เอิร์ธอีก ทำได้หมด เขาต้องการแค่ว่าเตรียมความพร้อมให้เขา โอกาสมาเขาเดินได้ ทุกคนก็จะมีเส้นทางของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่า ศิษย์ล้างครูรึเปล่า พี่เอิร์ธไปล้มใคร ไม่มี ทุกคนมีทางเดินของตัวเอง เพียงแต่คุณจะเดินยังไงมันเป็นสิทธิ์ของคุณแค่นั้น

3
ศิษย์มีครู แต่ครูมีหน้าที่ทำให้ศิษย์เป็นศิษย์

ถ้าเช่นนั้น คุณเชื่อสำนวนที่ว่า ‘ศิษย์มีครู’ หรือไม่

เชื่อครับ อย่างพี่พล (พี่ชายคุณเอิร์ธ) เขาเป็นพี่ชายพี่ด้วย และเป็นลูกศิษย์พี่ด้วย ในบริบทที่เป็นพี่ชาย เราก็รักกันดี ในบริบทที่เป็นครู เขาก็เข้าพิธีครอบครูกับพี่เอิร์ธแล้ว เพราะฉะนั้น ถามว่าเชื่อสำนวนศิษย์มีครูมั้ย เชื่อ แต่ศิษย์เดินทางครู 100% มั้ย อันนี้พี่เอิร์ธไม่เคยเชื่อเลย ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนก็ไม่เคยเชื่อเลย เพราะพี่คิดว่าศิษย์มีครูเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ครูทำหน้าที่อะไรล่ะ แน่นอนว่าต้องชี้นำ แต่ถ้าเขาเป่าเลียนแบบครู สุดท้ายมันจะกลายเป็นงานฝีมือ ไม่ใช่ศิลปะ คือมีทักษะ แต่ไม่มีจินตนาการ เมื่อไหร่ที่มีจินตนาการ คุณไม่ต้องมีทักษะก็ได้ คุณจะสร้างลายเซ็นของคุณได้ เพราะฉะนั้นถ้าวันนึงเด็กเข้ามาใน Academy แล้วบอกว่าศิษย์มีครู ใช่ เพราะครูทำหน้าที่แค่ดึงทักษะเขาออกมา ที่เหลือจะออกมาเป็นยังไง มันอยู่ที่ตัวเขา และสำหรับ Narapat Music Academy ศิษย์มีครู แต่ครูมีหน้าที่ทำให้ศิษย์เป็นศิษย์

ยังจำครูคนแรกที่สอนคุณเป่าขลุ่ยได้มั้ย

คนแรกคือปู่ครับ ปู่สอนคนแรก แต่ปู่ยังเป่าไม่เป็น ดังนั้นครูคนแรกอย่างเป็นทางการจริงๆ เลยคือ ครูวงโยธวาทิต ชื่อครูมาโนช พี่จำได้ว่าเพลงแรกในชีวิตที่แกสอนเป่าคือ เพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วเราก็อินมาก เรารู้สึกว่าเสียงฟาตัวแรกมันเพราะที่สุดในชีวิต ทั้งที่ตอนนั้นเราก็ยังเป่าไม่ค่อยเป็นเลย ย้อนกลับไปถ้าเราไม่ภูมิใจวันนั้นก็คงมาไม่ไกลขนาดนี้ เพราะว่าคนเรามันต้อง Cheer up ตลอด พอความประทับใจแรกมันเกิด ก้าวต่อไปมันไหลสุดท้ายก็กลับไปเรื่องน้ำตก โอกาสมันมี แต่เส้นทางเดินน้ำต้องถูกวางโดยคนๆ นั้น ถ้าไม่วางมันก็เป็นน้ำท่วมป่า ไม่มีทางที่จะลงไปสู่หมู่บ้านได้

รู้สึกยังไงกับโน้ตตัวฟาเสียงแรก ที่มันเพราะที่สุดสำหรับเรา

รู้สึกว่า กูเก่งมากเลย (หัวเราะ) เพราะจัง เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อย่างบริสุทธิ์ใจด้วย แต่ทุกวันนี้เราทำธุรกิจ เราเป็นศิลปิน เราบอกลูกน้องทุกคนเลยนะ คุณไปคิดมานะแผนการตลาด เราคิดแบบศิลปิน เราอ่อนไหวนะ อะไรที่ทำเงินคุณไปจบราคามานะ เราไม่คุย เรามีหน้าที่สร้างงานเราก็สร้าง เราค้นพบว่านี่แหละทางของเรา เหมือนเป็นเสียงของเรา

4
Narapat Music Academy สถาบันสอนดนตรีที่เชื่อในการผลักดันเส้นทางดนตรีที่เลือกได้เองของลูกศิษย์

จุดเริ่มต้นในการทำ Narapat Music Academy

เกิดจากพี่เอิร์ธไม่มีงานต่างประเทศเพราะโควิด-19 พี่เลยนึกถึงตอนที่เคยคุยกับผู้จัดการว่าเราอยากให้เด็กไป แต่เราไม่เคยสร้างเด็ก แล้วเด็กจะไปยังไง ก็เริ่มจากการเปิด Workshop ตอนแรกไม่คิดเงินเลย แต่มันไม่เข้มข้น เราเลยปรึกษากับผู้จัดการว่าเราเปิด Academy ขึ้นมาดีกว่า แล้วเริ่มจากขลุ่ยก่อน เพราะพี่เอิร์ธถนัดขลุ่ย แล้วลองดูว่านักเรียนเป็นไง ปรากฏว่ามันมีความสุขที่ส่งเข้าไป เลยมาเชื่อมโยงกับงานตัวเอง พอ Academy เปิดแบบเต็มที่ โควิดก็เริ่มเบาลงพอดี พี่เอิร์ธก็ส่งเด็กไปตามสายรายการต่างๆ 

คิดว่าเขาต้องการแค่สองอย่าง หนึ่งคือคน Guide (นำทาง) สองคือโอกาส ถ้าได้สองอย่างนี้ เขาไปพิสูจน์ตัวเอง ดีไม่ดีอยู่ที่เขาแล้ว เพราะพี่เอิร์ธก็มาไม่ได้ถ้าผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส ถ้าคนอินเดียท่านนั้นไม่เชิญพี่เอิร์ธ พี่ก็ไม่ได้ไปเมืองนอกหรอก (หัวเราะ) มีคนมากมายในประเทศเราที่เป่าโคตรดีเลย แต่ว่าเขาไม่มีโอกาส พี่มีโอกาสก็ทำให้เต็มที่ แล้วไม่เคยคิดว่าโอกาสของเราเหนือกว่าใครนะครับ เพราะคนเราความฝันไม่เหมือนกัน บางคนอยู่บ้านหลังนึงเป็นพันล้าน แต่นอนที่พื้นก็มี เพราะเขามีความสุขอย่างนั้น แต่ความสุขของพี่ คือการเอาขลุ่ยไทยไปเวทีโลกแล้วทำให้เต็มที่ ให้รู้สึกว่าทุกครั้งที่นั่งเครื่องบินกลับมาไทยเราจะไม่เสียดาย ทุกครั้งที่นั่งเครื่องกลับไทย ไม่ว่าเสียงตอบรับจะห่วย เพลงจะไม่ประสบความสำเร็จพอ แต่เราทำดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนกลับมาถึงไทยก็จะไม่รู้สึกอยากย้อนกลับไปเล่นใหม่แล้ว เราจะไม่เสียใจสักนิดเลย แล้วสิ่งที่ได้อาจจะเห็นแก่ตัวนิดนึงนะ แต่เราจะสบายใจส่วนตัว เพราะเรามีความสุขแล้ว

Narapat Music Academy แตกต่างจากที่อื่นยังไง

ทุกคนจะมีหลักสูตรของตัวเองครับ สามขั้นตอนง่ายๆ ก่อนเรียน หลักสูตรเป็นของเขา ขณะเรียน เวลาก็เป็นของเขา เหมือนกับว่าวันนี้เขาอยากจะเรียนทฤษฎี เราสอนทฤษฎี วันนี้เขาอยากจะทำอันนี้ เราจะทำอันนี้ แต่ว่ามันจะอยู่ในหลักสูตรที่วางไว้คร่าวๆ แล้วเรามีการติดตามตลอดที่เรียน และสุดท้ายจบคอร์ส เราจะส่งไปเดบิวต์ถ้าเขาต้องการ 

เรามีสามโจทย์ พี่เอิร์ธถามผู้ปกครองทุกคนเลยว่าอยากกินยาสีอะไร เม็ดแรกคือ เก่งอย่างเดียว ไม่ต้องมุ่งสู่เวที ไม่ต้องออกสื่อ ไม่ต้องไปต่างประเทศ เม็ดสองคือออกสื่อกระแสหลัก เม็ดสามคือไม่ออกสื่อกระแสหลัก แต่ไปงานระดับโลก เอาแบบไหน สุดท้ายมันดีไซน์ไม่เหมือนกัน เราประคองเขาไม่ได้ตลอด แต่เราดันเขาได้ พอเขาไปทางของเขาแล้ว เราก็ยิ้มภูมิใจแล้ว มันหมดยุคที่จะมาคิดว่าเขาจะคิดถึงเรารึเปล่า คือไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าทุกคนก็ต้องมีทางเดินของเขา เราไม่สามารถจะเป็นพระคุณที่สามของเขาได้ทั้งชีวิต พี่เอิร์ธคิดว่า เรา Guideline แล้วดึงเขาออกมา ที่เหลือคุณเดินสิ คุณไม่เดินแล้วเราจะจับขาคุณเดินหรอ อย่างนี้ก็ไม่ใช่

เรามีความสุขที่ได้ทำเบ้าหลอมของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ลำเอียงครับ ลูกศิษย์เขามีความสุขในการเรียนมากกว่าที่จะตั้งกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าวันนี้เราต้องผ่านบท 1-3 นะ พี่ว่าเราป้อนในสิ่งที่เขาอยากได้ดีกว่า

ความรู้สึกในฐานะที่ ณ วันนี้ได้เป็นคุณครู จากเมื่อก่อนที่เราเป็นลูกศิษย์ของคุณครูท่านอื่น

โอ้โห เติมเต็ม พี่เอิร์ธใช้คำว่าเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่อยากจะต่อเลยดีกว่า คือช่วงที่ตัดสินใจอยากเปิด Acdemy นอกจากโควิดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นคือ พี่เอิร์ธเริ่มไปประเทศเดิม เริ่มไปเจอคนเดิมๆ เริ่มขึ้นเวทีเดิม เริ่มมีคิวการแสดงเหมือนเดิมประมาณสองปีติดเลย พี่เอิร์ธคิดว่า เราต้องไม่หยุดแค่ตรงนี้ดิ แล้วการที่มีลูกศิษย์ มันเหมือนโรงหนังสองโรงที่ฉายเรื่องเดียวกัน คือชีวิตตัวเองก็เป็นภาคต่อไปแล้วใช่มั้ยครับ แต่มันเหมือนกับอีกโรงหนึ่งฉายภาคก่อนหน้าและคอยเดินตามไปตลอด แล้วมันมีความสุข เหมือนเห็นตัวเองในอดีตไปด้วยและเดินหน้าชีวิตตัวเองไปด้วย เหมือนระหว่างเดินเห็นเงาตัวเองไปตลอด พี่เอิร์ธรู้สึกว่ามีความสุขมาก แต่ว่าในการทำงานก็เครียดมากเช่นกัน เพราะเราแบกความคาดหวัง ซึ่งความคาดหวังในที่นี้พี่เอิร์ธจะไม่เสียใจเลยนะ ถ้าสมมติว่าเราให้โอกาสแล้วเขาทำไม่ได้ แต่ความคาดหวังตรงนี้หมายความว่า เขาเดินเข้ามาแล้วเราต้องให้สิ่งที่ดีที่สุด และสิ่งที่ดีที่สุดคือเราต้องทำให้เต็มที่ ถ้าเราทำไม่เต็มที่เราจะรู้สึกว่า เขาเสียตังค์มาเรียนกับเรานะ ตรงนี้มันถึงเป็นความกดดันเล็กๆ ด้วย ที่มันไม่เหมือนเดินด้วยตัวเอง ถ้าคุณเดินด้วยตัวเอง คุณแต่งเพลง คุณได้อะไร มันก็ตัวคุณใช่มั้ย อันนี้คือเหมือนกับเรารับผิดชอบชีวิตนักเรียนทุกคนที่ฝากไว้กับเรา เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดครับ

หัวใจสำคัญในการเป็นครูคืออะไร

บางคนบอกว่าครูต้องรักในอาชีพตัวเอง ต้องมีจรรยาบรรณ พี่เอิร์ธคิดต่าง พี่เอิร์ธคิดว่าครูต้องมีความชำนาญในสิ่งที่สอนก่อน บางคนเป็นครูมีจรรยาบรรณ แต่หน้าที่ของครูคืออะไรต้องทบทวนกันนิดนึง ถ้าชำนาญมันไปได้ บางคนเขาไม่ใช่ครู แต่เขาชำนาญก็เป็นครูได้นะ เพราะฉะนั้นครูไม่ได้อยู่ที่ใบคณะครุศาสตร์ หรือใบศึกษาศาสตร์ สำหรับพี่เอิร์ธนะ ทุกคนเป็นครูหมด ถ้าชำนาญแล้วถ่ายทอดก็เป็นครูได้แล้ว

คิดยังไงกับครูที่เก่งและถ่ายทอดเป็น แต่ต้องใช้เวลานานกว่านักเรียนจะเข้าใจ

การปรับจูนในห้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญ การจะปรับจูนกันได้มันต้องใช้เวลา คล้ายกับเวลาที่ชงเครื่องดื่มบางชนิดแล้วเราต้องคน คนเรามันก็เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่คน(คนแก้ว)ก็ไม่เข้า เราต้องเอาตัวไปขลุกกับใจนักเรียน เขามายังไง อ๋อ หนูชอบเล่นอันนี้นะ ชอบอันนู้นนะ เราเข้าใจ นั่นคือการขลุก แล้วพอขลุกมันก็คน แล้วพอมันคน เราก็เข้าใจคนไง คนมันหยาบกว่ามนุษย์นะ มนุษย์มันถูกแต่งเติมด้วยคำว่าโลกสวย เป็นสัตว์ประเสริฐ มีความคิด แต่เรารู้ได้ยังไงว่าคนฉลาดกว่าสัตว์อื่น วิทยาศาสตร์เปลี่ยนทุกวันนะ แต่คนมันคือคนที่มีความเป็นคน เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจคนก็คือต้องไปคนกับคน ต้องเข้าไปคนให้มันเป็นเนื้อเดียวกันก่อน นั่นคือการปรับจูน แต่ถ้าปรับจูนแล้วมันไม่ได้ เราไม่ได้ผิด เขาไม่ได้ผิด แต่คือไม่ใช่คู่กันแล้ว ถ้ามันจะเข้าเดี๋ยวมันเข้าเอง แต่ยังเชื่อลึกๆ ว่าถ้าคนเข้าไปคนจริงๆ มันต้องเข้า เพราะคนเราขาดอย่างเดียว คือการลด Ego และเปิดใจ สิ่งที่คิดมาว่าถูกเสมอ อาจจะไม่ถูกเลยก็ได้

อยากบอกอะไรกับลูกศิษย์ทุกคนที่เรียนกับเรา

อยากจะบอกให้ทำในสิ่งที่รักและทำให้ดีที่สุดพอแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวมันดีเองแหละ เพราะพี่เอิร์ธก็มีความรู้ไม่เยอะ แต่ว่าเราศึกษามา 21 ปี และจริงจังกับมัน ทุกวันนี้ยังเรียนกับมันอยู่เลย พอมันร่อยหรอ เราก็ต้องศึกษาเติมมัน พอเติมมา เราก็มั่นใจแล้ว มั่นใจที่จะทำมันแล้วไม่ตื่นเต้น แต่ถ้าวันนึงหยุดซ้อม ไม่ทำการบ้าน เขาเล่นอะไรมาพี่เอิร์ธก็กลัวหมด เราต้องหาต้นทุนให้ตัวเอง

5
วันที่เป็นคุณครูใน Academy แต่การเรียนรู้ไม่เคยหยุดอยู่กับที่

ในเส้นทางชีวิตของคุณเอิร์ธตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ในอดีต สิ่งที่พี่เอิร์ธคิดว่าท้าทายที่สุดเลยนะ คือการทำให้ผู้ใหญ่บ้านพี่เอิร์ธชื่นชมพี่เอิร์ธ เพราะหนึ่งพี่เอิร์ธเกเร สองพี่เอิร์ธติดเกม สามพี่เอิร์ธโดดเรียน สี่พี่เอิร์ธชกต่อย เพราะฉะนั้นการเป่าขลุ่ยเป็นแค่อย่างเดียวที่เขาชื่นชม ทุกครั้งที่จับขลุ่ยเขาจะแบบ ‘มาๆ มาเป่าให้แขกฟัง’ เรามีความสุขแล้ว นั่นคือความท้าทายที่หนึ่ง ส่วนความท้าทายในปัจจุบันคือการทำ Academy ให้ดีที่สุดในแบบที่เราอยากให้มันเป็น แต่ถ้าความท้าทายในอนาคตคืออยากเห็นลูกศิษย์ไปได้อย่างเรา ไปได้ในทางของเขานะ แต่ไปได้ไกลในแบบที่เราไปได้ มันเป็นความท้าทายที่อยากจะทำนะ เพราะทุกวันนี้ยังทำไม่สำเร็จ เลยเรียกว่าความท้าทาย 

จากวันแรกที่หยิบขลุ่ยมาเล่น 21 ปี ผ่านไป คิดว่าตนเองเติบโตขนาดไหน

คิดว่าไม่โตเลยครับ คิดว่ารู้เยอะขึ้นเฉยๆ อายุเพิ่มขึ้น แต่เรื่องที่รู้ คิดว่ามันเป็นพลวัตหมดเลย เหมือนอาหารที่มันเน่าได้ พี่เอิร์ธเคยกลับไปโรงเรียนที่เคยเรียน เดินไปบางตึกที่เคยสวย มันร้างไปแล้ว พี่เอิร์ธรู้สึกว่าความรู้ทางดนตรีของพี่เอิร์ธเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเราเก็บไว้ๆ ย้อนกลับไปบางอย่างมันเสียไปแล้ว การเดินไปเรื่อยๆ แบบนี้ ถามว่าโตมั้ย เรียกว่าโตไม่ได้ เพราะสมมติถ้าคุณจะเป็นต้นไม้ที่โตที่สุด ฐานคุณต้องไม่ล้ม แต่พี่รู้สึกว่าความรู้ของพี่มันถูกทำลายไปโดยกาลเวลาเรื่อยๆ เราถึงต้องเติมไง ต้นไม้ขณะที่มันยาวขึ้น ฐานมันก็ถูกตัด พอยาวไปอีก ฐานก็ถูกตัดอีก แต่ถ้ามันหยุดเมื่อไหร่ตาย จบ ทุกอย่างอวสาน ถ้าวันนี้พี่เอิร์ธบอกว่าเก่งที่สุด จะสอนอย่างเดียวแล้วไม่เรียนกับลูกศิษย์นั่นแหละ พี่เอิร์ธเน่าเลย และเชื่อว่าทุกอย่างที่สร้างมาในชีวิตก็จะพังด้วย

คุณบอกว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ ณ วันนี้ที่เราสะสมประสบการณ์ต่างๆ มามากมาย จนสามารถถ่ายทอดความรู้สู่คนอื่นได้ คุณเก่งถึงที่สุดในขีดจำกัดของตัวเองแล้วหรือยัง

ที่สุดของตัวเองแล้วรึยัง คิดว่าไม่ที่สุด และคิดว่าไม่เก่ง และคำว่า ‘ที่สุด’ ชีวิตนี้จะไม่แตะคำนั้นด้วย ทุกวันนี้เวลาทำเพลงพี่ยังส่งเพลงไปให้ลูกศิษย์ฟังเพลง พร้อมกับถามเด็กว่า ‘ครูเป่าเป็นยังไงลูก’ เราเรียนรู้กับเขา เขาเรียนรู้กับเรา ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องและไม่มีใครโง่ทุกเรื่องหรอก ให้เรียกว่าแชร์ดีกว่า และถ้าไม่หยุดแชร์เราจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหยุดแชร์เราอาจจะเก่งที่สุด แต่สักพักก็จะมีคนที่เก่งกว่าเราแน่นอน

หมายความว่าคุณไม่เชื่อว่ามีความสมบูรณ์แบบ หรือเชื่อว่ามันจะมีจุดที่ตัวเองเก่งที่สุดแล้ว

ใช่ เพราะมันคือศิลปะ พี่เคยเรียนคณิตศาสตร์เรื่องเซต แล้วอินมากกับคำที่อาจารย์สอน ‘คุณภาพนิยามเป็นเซตไม่ได้’ พี่เอิร์ธเองคิดว่าฝีมือ หรือการสร้างเพลง มันนิยามไม่ได้ว่าใครเหนือกว่าใคร มันอยู่ที่ใครชอบแบบไหนมากกว่า แต่จากประสบการณ์ของพี่ ไม่น่าเชื่อว่าคนในประเทศของเราจะชอบขลุ่ยกันเยอะขนาดนี้ แต่พอมาเปิด Academy เฮ้ย คนเป่าขลุ่ยมันเยอะมากนะ ตลาดขลุ่ยประเทศไทยเยอะ แล้วแนวทางการเป่า บางทีพี่เอิร์ธก็ไปเรียนรู้กับลูกศิษย์ที่เขาเป่าหลุด เป่าแปลก เราก็ไปศึกษาว่าเขาคิดยังไง อย่างล่าสุดทำเพลงโก๊ะ ภาค 2 พี่เอิร์ธเห็นเด็ก 11 ขวบคนนึง ชื่อเควิน เราโยนเพลงไปให้เขาแต่ง แล้วเขาแต่งดีมาก พี่เอิร์ธก็เลยมองว่าอันนั้นคือจินตนาการ สำหรับพี่เอิร์ธ มองว่าขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีแบบนั้น มันเป็นเครื่องดนตรีที่มีความเยอะในตัว แต่ถ้าเราเอามันอยู่นี่ไหลเลยนะ มันจะมีรายละเอียดมากมาย มีอารมณ์ครุ่นคิด แต่เราต้องจับเขาให้ได้ แล้วเขาจะเอาใจเรา

ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คุณอยากขอบคุณใครเป็นพิเศษมั้ย

แม่ครับ ตอนที่เราฝึกขลุ่ย พี่เอิร์ธอยู่ในห้องเล่นๆ เป็นห้องเก็บยา สาเหตุที่ต้องฝึกในห้องเก็บยาเพราะว่าขลุ่ยมันหนวกหู แล้วที่คนบ้านเขาจะนอน และสาเหตุที่ต้องฝึกเวลาคนจะนอน เพราะเราเรียนทั้งวัน คราวนี้พอพี่เอิร์ธต้องไปซ้อม พี่เอิร์ธจะเป่าอยู่ในห้อง วิธีการฝึกของพี่คือ พี่จะนั่งอยู่ในห้องเก็บยา และเป็นซอกแคบๆตั้งแต่ทุ่มนึงแล้วออกมาตอนหกโมงเช้า เป่าอยู่อย่างนั้น ตอนนั้นเรามีแต่คำถามเต็มไปหมด ไม่มีคำตอบ เพราะแนวทาง World Music ไม่มีใครเล่นเลยในประเทศไทย พี่เอิร์ธก็มีแต่คำถาม และการฝึกของพี่เอิร์ธ ที่บ้านพี่เอิร์ธบอกว่าพี่เป็นโรคจิต จะพาไปหาจิตแพทย์ เพราะมันฝึกหนักจนทุกคนพูดเป็นคำเดียว มีแค่ปู่กับแม่ที่บอกว่าให้เป่าต่อ ทุกคนบอกให้เลิกเป่าขลุ่ยไปเลยดีกว่า มันไม่มีอนาคต ก่อนจะมาตรงจุดนี้ พี่เอิร์ธโดนปฏิเสธเยอะมากนะครับ แต่แม่พี่เอิร์ธเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าพี่ไประดับโลกแน่นอน เหมือนกับว่าเป็นคนเดียวที่ทำให้เราไม่หยุดแล้วเดินต่อ วันที่เราสำเร็จมีคนมากันเพียบเลย ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่วันที่เราไม่มีใคร เรามีแต่แม่

อนาคตอีก 5 ปี ข้างหน้า คุณมองไปในทางไหนบ้าง สำหรับทั้งตัวเองและลูกศิษย์

เรียนรู้ต่อครับ คิดว่านิ้วไม่ขาด 10 นิ้ว ก็ยังไม่หยุดเป่าขลุ่ย แล้วลูกศิษย์ก็ต้องเรียนรู้ต่อ และหาจิ๊กซอว์มาต่อให้เขาด้วย มันเป็นการส่งต่อไม้เหมือนการวิ่งผลัด แล้วก็คิดว่าวันนึงสิ่งที่พูดคุยกันวันนี้มันจะเน่าไป เพราะมีอะไรใหม่มาแทนที่ ถ้าพี่หยุดเรียนรู้พี่ก็จะเน่าและตาย อนาคตพี่เลยมองว่าพี่จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ในทักษะด้านการเป่าขลุ่ยของคุณ คิดว่ามีอะไรที่พัฒนามากขึ้นบ้าง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเรื่องขลุ่ยมีอยู่สี่ขั้นตอน หนึ่งเป่าเป็นโน้ต สองเป่าได้หลากหลาย ไม่ว่าขลุ่ยอะไรเป่าได้หมดเลย สามเริ่มมีลายเซ็นต์ หมายความว่าเป่าเป็นตัวเอง เป่าแบบไม่ได้ลอกใครมา เพราะเมื่อก่อนพี่เอิร์ธจะลอกอาจารย์ของตัวเอง สี่คือเริ่มประพันธ์เพลง สร้างงาน พี่เอิร์ธคิดว่านี่คือขั้นที่เราเดินไป และกำลังจะเกิดขั้นที่ห้า คือทำให้เด็กเขาทำได้เหมือนกับที่เราทำนั่นแหละ นั่นคือสิ่งที่อยากจะเห็นแล้วยังไม่สำเร็จ จะพยายามทำต่อไปครับ

อยากฝากอะไรถึงคนที่ฝึกดนตรีหรือขลุ่ยไทย แต่เขารู้สึกว่าเขาทำไม่ได้ แล้วยอมแพ้ไปก่อน

รักก็ทำ ถ้ารักแล้วอย่าหยุด ทำก่อน เดี๋ยวมันก็ทำได้เอง คนที่มาช่วยมันจะมาทีหลัง แต่ถ้าหยุดทำ ต่อให้รักแค่ไหนก็ไปไม่ได้

ปัจจุบัน คุณเอิร์ธ-นรภัทร ภาบรรจงจิตต์ เตรียมออกอัลบั้มใหม่ และเดบิวต์ที่ประเทศเกาหลีใต้ในวันวิสาขบูชานี้ โดยศิลปินรับเชิญสองคนเป็นลูกศิษย์ของตน น้องเควิน อายุ 11 ปี เล่นเพลงโก๊ะ 2 และน้องแม็กโน่ อายุ 15 ปี เล่นเพลง 90 ปี ส. ศิวรักษ์ อีกทั้งยังได้ ฟอร์ด-สบชัย ไกรยูรเสน มาประพันธ์เนื้อร้อง-ขับร้อง เพลงทิวเขา

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า