fbpx

เจฟ-วรกมล เมื่อชีวิตและเสียงเพลงเป็นถนนสายหลักซึ่งมีปลายทางคือความสุข

เพิ่งจะรู้ความทรงจำที่มี มันโคตรจะดีเมื่อได้พบเธอ 
และหลายๆ ครั้งที่โลกทำให้ฉันเสียใจ
You the one that’s on my mind

เป็นท่อนแรกๆของเพลงซึ่งเราจำได้ดี ขณะยืนอยู่แถวหลังสุด ท่ามกลางงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงใหม่ของศิลปินชายท่านหนึ่ง ซึ่งครั้งนึงเคยปรากฎตัวภายใต้ชื่อ Jeff Demo Project 

ตลอดช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่เพลง Highway ถูกเปิดขึ้นมา เราใช้เวลานึกย้อนไปถึงผลงานเก่าๆ และการเติบโตของเขาตลอดระยะเวลาหลายปี บนเส้นทางในวงการดนตรี เพื่อพบว่าเขาได้ก้าวข้ามข้อจำกัดบางสิ่ง และเติบโตภายใต้บ้านหลังใหม่อย่าง Wayfer Records จนเป็นตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน 

เพราะโลกกำหนดให้ประสบการณ์ของ เจฟ-วรกมล ซาเตอร์ เต็มไปด้วยความพยายาม ความผิดพลาด และความเจ็บปวด Highway จึงเป็นเหมือนเพลงแรกที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากทุกความรู้สึก ทุกการเรียนรู้ เพื่อพาทุกคนร่วมเดินทางไปบนถนนสายหลักเส้นนี้

ซึ่งมีปลายทางคือความสุข 

1
เพิ่งจะรู้ความทรงจำที่มี มันโคตรจะดีเมื่อได้พบเธอ 

ย้อนกลับไปถึงความรู้สึกตอนที่รู้ตัวว่าชอบดนตรี  

ผมฟังเพลงค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้รู้สึกเลยนะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราจริงๆ จนได้ลองเล่นดนตรีเพราะเพื่อนชวนตอนมัธยมปลาย ซึ่งตอนนั้นเป็นวงเมทัล เล่นเพลงแบบ Slipknot เลยครับ (ว้าก) ซึ่งถ้าเอาเราตอนนี้เทียบมันก็ไม่ใช่ทางของเราเลยนะ ไกลกันมาก แต่เป็นการเริ่มต้นที่ดี 

คือพอเริ่มเล่นตอนนั้นน่ะครับ วงดันขาดนักร้องนำ ผมเนี่ยเล่นกีต้าร์แต่เขาขาดนักร้อง ผมก็ต้องไปร้องให้ แล้วมันก็เป็นตอนนั้นแหละที่ต้องไปเริ่มเรียนร้องเพลง พอเรียนร้องเพลงเห็นห้องข้างๆเรียนเปียโน ก็อยากเรียนเปียโนตามเขา คือเห็นอะไรก็อยากทำไปหมดถึงเริ่มได้รู้ว่าเราเอนจอยกับการเล่นดนตรีมาก ยิ่งเรื่องร้องเพลง พอเราร้องไปนานๆเราพบว่ามันมีบางอย่างที่เราสื่อสารไม่ได้ด้วยคำพูด แต่เพลงนี่แหละที่ช่วยให้เราสื่อออกไปได้ แล้วมันก็เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ด้วยในเวลาที่แย่มากๆ ช่วงอกหัก ช่วงที่เหงา ช่วงที่กลัว อย่างถ้าเข้าบ้านผีสิงก็ต้องร้องเพลงไปด้วย ลดความกลัว 

พอมองกลับไปมันก็ตอบได้ว่าเราอินกับดนตรีมาโดยตลอด แล้วรู้ตัวอีกที มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว เหมือนคนตกหลุมรักเลยครับ ตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัว แล้วผมยังมองว่าดนตรีเป็นเหมือนขาของผมด้วย คือมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมายืนตรงนี้ได้ มันก้าวออกไปแทนผมเลย ถ้าไม่มีดนตรี ก็คงไม่มีอะไรหลายๆอย่าง ไม่เจอคนมากมาย ไม่มีโอกาสแบบตอนนี้ 

แล้วมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของเราคืออะไร  

อยากเป็นสัตวแพทย์ครับ ผมเป็นคนรักสัตว์มากๆ โดยเฉพาะสัตว์ที่โดนทิ้ง เพราะฉะนั้นแมวที่บ้าน 11 ตัวเนี่ย เจอก็ช่วยมาหมดครับ เพราะว่าใจอ่อน (หัวเราะ) คือพอเราเห็นแมวจรเขามาอ้อนเรา เราก็จะอยากเลี้ยงเขา พอเอาเขามาเลี้ยง เขาก็ท้องไง พอมีลูกก็เต็มบ้านไปหมดเลยครับ ผมแทบจะเป็นผู้อยู่อาศัยแล้วอะ (หัวเราะ) แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ถึงจะเลี้ยงเยอะแค่ไหน ผมจำได้ทุกตัว เพราะถ้าจำไม่ได้ผมคงเป็นเจ้าของที่แย่มากๆ ยกตัวอย่างเลย โปโกะ ตัวนี้แมวของใครก็ไม่รู้ครับ มาเดินอยู่หน้าบ้าน แล้วเดินอยู่ตรงนั้นนานมาก ผมสงสารกลัวเขาจะไม่มีข้าวกินก็เลี้ยงไว้ หรืออย่าง ไดจิ ตัวนี้คือโดนหมาที่บ้านผมตะปบ เราได้ยินเสียงร้องอยู่หน้าบ้าน เป็นลูกแมวอยู่เลย ตอนนั้นก็เลยพาไปรักษาครับ นอกนั้นก็มีอีกเยอะเลย เรียวมะ นิน จิน มาเฟีย คิน ชินจิ คือเรื่องสัตว์เนี่ยผมอ่อนไหวมากๆ รักสัตว์มากครับก็เลยตัดสินใจตอนนั้นแหละว่าอยากเป็นสัตวแพทย์ คิดแบบนั้นจนกระทั่งช่วงมัธยมปีที่ 3 เลย 

รูป 2.jpg

ไม่อยากสานฝันตรงนั้นให้เป็นจริงเหรอ 

คือผมอยากเป็นนะ ตอนม.3 ตัดสินใจอยากย้ายโรงเรียนไปเรียนโรงเรียนรัฐบาลปกติเลย เพราะตอนนั้นผมเรียนอินเตอร์ แล้วเกรดผมแย่มาก น้อยสุดในชีวิตที่เคยได้คือ 0.91 น่ะครับ ถ้าถามว่าทำไม เพราะผมไม่เรียนน่ะ (หัวเราะ) คือตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรียนไปแล้วก็ไม่น่าจะได้เอามาใช้อะไร ซึ่งตอนนี้เอาจริงๆก็รู้สึกว่า เออดีแล้ว (หัวเราะ) คือพอช่วงมัธยมปลาย ตอนนั้นผมเลือกที่จะไปสายดนตรี แทนที่จะไปสายสัตวแพทย์อย่างที่หวังเอาไว้ แต่ก็สอบไม่ติดสายดนตรีนะครับ ตอนนั้นผมซนมากๆ ครูหัวหน้าภาคเขาก็รู้แหละว่าผมน่าจะไม่โอเคเท่าไหร่ เขาก็ไม่อยากให้ผมเข้าไป แถมตอนนั้นผมเลือกใช้กีต้าร์สอบด้วยครับ แต่ถึงไม่ได้เข้าไปก็ไม่เสียใจนะ เพราะผมยังได้เล่นดนตรีกับเพื่อนช่วงเบรก หรือช่วงว่างๆตลอด เล่นจนมั่นใจว่า เออ มันคงเป็นความฝันของเราไปแล้ว 

ในบรรดาเครื่องดนตรีมากมายหลายชิ้น ทำไมต้องเป็นกีต้าร์

เพราะว่าตอนที่เริ่มเลือกเครื่องดนตรี คิดว่าอยากจะเล่นเครื่องดนตรีนึงที่มันสามารถเล่นได้ทุกเพลง กลองมันเล่นไม่ได้แถมพกพาไปไหนยาก หรือเปียโน มันคงไม่มีใครแบกเปียโนหลังใหญ่ๆไปมา ก็เลยมาเจอกีต้าร์แล้วรู้สึกว่า เออ มันคงเป็นเครื่องดนตรีที่เราสามารถพกไปไหนด้วยได้  เล่นเพลงอะไรก็ได้ เพื่อนอยากปาร์ตี้กันเราก็เล่นได้หมด เพราะคิดแบบนั้นแหละครับก็เลยเลือกกีต้าร์ ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่ได้จำกัดนะว่าต้องโปร่งหรือไฟฟ้าหรืออะไร แต่สุดท้ายก็เล่นโปร่งเยอะสุด แล้วเราก็จะเอามันมาเล่นเพลงที่เราชอบ ซึ่งมันก็คือ RnB ป็อป โซล นี่แหละที่เล่นบ่อยๆ จนออกมาเป็นส่วนหนึ่งในเพลงของเรา 

2
Always remind me of the first date (every time)

จากวันที่มั่นใจว่าดนตรีคือความฝันของเรา ทำให้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการเพลงอย่างจริงจัง

ใช่ครับ ตอนนั้นผมก็เริ่มเข้าประกวดเลย รายการมาสเตอร์คีย์ เวทีแจ้งเกิด ซึ่งตอนนั้นผมอายุน่าจะ 16 – 17 ประมาณนี้ครับ แต่เอาจริงๆตอนนั้นไปเพราะเพื่อนชวนนะ ความรู้สึกคือ เออไปก็ได้คงไม่เป็นไร แต่เราดันได้เข้ารอบ เพื่อนดันตกไปเฉยเลย เราก็เลยไปต่อ แต่มันจะมีรอยต่อนิดนึงครับ ช่วงนั้นรายการ The Voice ซีซันแรกเพิ่งมา ผมก็เลยโยกไปแข่งรายการนั้น พอไปแข่งก็ได้เจอกับพี่จู แล้วพี่เขาเป็นเหมือนแมวมองของค่ายอาร์เอส จุดเริ่มต้นจริงๆที่ได้ทำงานเพลงในวงการมันเลยมาจากตรงนั้น เพราะหลังแข่งเสร็จพี่เขาก็เรียกไปแคส 

ซึ่งตอนที่ไปแคสเนี่ย โหตอนเข้าอาร์เอสเนี่ยให้คุณนึกภาพเหมือน เหมือนประกวดอะไรบางอย่างอะ เพราะกว่าจะไปถึงรอบในๆคือเขาต้องเลือกก่อน กลุ่มนึงมี 4 – 5 คน แล้วทุกคนก็จะพยายามซ้อมให้เต็มที่เพื่อให้เขาเลือก แล้วได้เข้าแค่คนเดียวนะ แถมกรรมการตอนนั้นคือพี่แหม่ม พัชริดา วัฒนา จากวง สาว สาว สาว อะครับ คือโคตรกดดัน แล้วมันดันเป็นเราที่โชคดีได้เข้าไป พอเข้าไปก็ทำงานกันไวมาก เข้าปั๊ป 3 เดือนทำเพลงออกเลย ซึ่งก็คือ Demo Project ที่ทุกคนคุ้นกันนั่นแหละครับ 

การทำงานในตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

กดดันครับ กลัว คือตอนนั้นผมโดนว่าด้วยนะ เหมือนเราเป็นใครก็ไม่รู้ที่โผล่ไปแล้วทุกคนก็ “เฮ้ย โปรเจคต์คนใหม่ แล้วนี่ใครวะเนี่ย อะไรเนี่ย มาทำอะไรตรงนี้วะ” ยิ่งเราที่กลัวอยู่แล้ว เจอแบบนี้ไปยิ่งกลัวมากกว่าเดิมอีก กลัวคนอื่นจะไม่ชอบ ถ้าเราออกมาทำแบบนี้แล้วคนไม่ชอบทำไง พอเราเจอมาแบบนี้ เหมือนเป็นประสบการณ์ตรงนั้นแหละ เราเลยเลือกส่งเหตุการณ์นั้นออกมาในเพลง Highway เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นด้านที่เราเคยหวาดกลัว ไม่มั่นใจ ไม่เพอร์เฟค

ความรู้สึกเมื่อพ้นเวทีประกวดเข้าสู่การทำงานจริงบนเส้นทางดนตรี ที่เป็นความฝันของเรา 

กดดันนะ เพราะการประกวดกับทำเพลงจริงๆเนี่ย มันต่างกันมากเลยครับ ตอนเราประกวด มันเหมือนเราพยายามทำให้ใครคนหนึ่ง ยอมรับในความสามารถของเรา ยอมรับว่าเราผ่านนะ ดี เก่ง ซึ่งจริงๆ ผมแอบไม่ชอบนะ แอบไม่ชอบความที่จะต้องพยายามให้คนคนนึงชอบเรา เพราะผมมองว่าศิลปะมันไม่มีกฎเกณฑ์และขอบเขต คือคุณจะมานั่งบอกว่าอันนี้ดีหรืออันนั้นไม่ดีอะไรอย่างงี้ไม่ได้ทั้งหมด 

แต่การทำเพลงมันคือการที่เราต้องเตรียมตัวมา ทำการบ้านมา เราต้องตีความทุกๆอย่างออกมาเองทั้งหมด เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราอยากให้คนฟังเห็นอะไรในเพลงนี้ ข้อความที่เราต้องการสื่อออกไปคืออะไร ถ้าให้พูดง่ายๆคือ ตอนประกวดมันเป็นเราที่ถูกตัดสิน แต่ตอนทำเพลงจริงๆ เราเป็นคนสร้างงานแล้วส่งออกไป เพื่อให้แฟนๆหรือคนอื่นๆตัดสินมันตามที่เขาต้องการอีกทีต่างหาก 

3
You’ve been in my mind for so long

เท่าที่ฟังแสดงว่ากว่าจะเป็นเพลง Highway ก็เกิดจากการกลั่นกรองและทำการบ้านอย่างจริงจังมาแล้วใช่มั้ย

ใช่ครับ คือเพลงนี้น่ะผมอยู่ตั้งแต่ขึ้นเดโม่เลยนะ ผมคิดเมโลดี้ในห้องที่ขึ้นเดโม่เลย แล้วพอขึ้นเดโม่ได้ ก็ไม่รู้จะให้คำจำกัดความมันยังไงด้วยซ้ำ จะร็อกก็ไม่ใช่ อิเล็กทรอนิกส์เหรอก็..เอาเป็นว่าชอบแล้วกัน (หัวเราะ) คือผมก็เคาะเลย เอางี้แหละ ทำสิ่งที่เราอยากทำ แล้วค่าย Warner เนี่ย เป็นค่ายที่ผมทำงานแล้วรู้สึกว่าทุกคนเป็นศิลปินจริงๆ มีบางทีเราไปทำงานแล้ว เราเจอคนอื่นพูดใส่เราว่า “เฮ้ย เพลงนี้มันไม่ขายรึเปล่า เพลงนี้มันดูอินดี้ไปรึเปล่า” แต่ทำงานกับค่ายนี้เป็นผมเองที่ต้องเบรกว่า “เฮ้ยพี่ มันจะแบบ ผมรู้สึกว่ามันจะลึกไปละ” กลายเป็นตัวผมเองนี่แหละที่พยายามหาตรงกลาง ให้ถึงจุดที่เราฟังแล้วโอเค 

หมายความว่าการทำงานที่ Warner Music Thailand เป็นเหมือนการทำงานในบ้านที่มีความสุข 

ใช่ครับ เพราะค่ายไม่บังคับอะไรผมเลย แทบทุกอย่างมันจะมาจบที่ผมตลอด ภาพลักษณ์ทั้งหมด ผมเป็นคนเลือก ฟอนต์ โลโก้เนี่ยผมเป็นคนพัฒนาร่วมกับสไตลิสต์เลย ทุกอย่างผมมีส่วนทั้งหมด มันไม่ใช่รูปแบบที่เขาจะมานั่งกำหนดว่า “เอ้ย ต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นแบบนั้น” เขาเอาตัวตนของเรา แต่เป็นตัวเราในเวอร์ชันที่มันดีขึ้นมากกว่า 

แถมตอนเข้ามาที่นี่น่ะ ผมต้องบอกก่อนว่าผมฟังเพลงของวอร์เนอร์เยอะมาก Sam Kim ก็มีเพลงที่จัดจำหน่ายภายใต้วอร์เนอร์ แม้แต่ IU ก็อยู่ที่นี่ ผมเลยคิดมาตลอดว่าถ้าเรามีโอกาสได้ร่วมงานกับวอร์เนอร์มันจะดีมากๆเลย แค่นึกภาพว่าถ้าโลโก้อันนี้ ไปอยู่บนหน้าเราในภาพเดียวกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนฝันที่เป็นจริง

พอมาถึงจุดที่ทำงานดนตรีมาเยอะๆ เข้า เราพบข้อด้อยที่ตัวเองต้องพัฒนามากขึ้นมั้ย 

มันแปลกมากนะ ตัวผมเองเนี่ยรู้สึกว่าไม่ได้พัฒนาตัวเองด้านการร้องเพลงเลยตลอด 3 – 4 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้พอกลับไปฟังเพลงที่ตัวเองร้องไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เฮ้ยเราพัฒนาขึ้นมาก ทั้งเรื่องเทคนิคและอารมณ์ที่สื่อออกมา คือเมื่อก่อนเราจะมองว่าการร้องเพลงที่ีดีคือการเอาเทคนิคใส่เข้าไป เพราะว่ามันแข่งกันที่เทคนิค ใครเทคนิคดีที่สุดชนะ แต่พอเราโตขึ้นเราพบว่าสิ่งที่เราทำแล้วดีที่สุด คือการเล่าเรื่อง พอเราเลือกวิธีการเล่าที่ดีมากขึ้น มันเหมือนเราได้พัฒนาทักษะทั้งการร้อง และการทำงานไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งก็กล้าพูดว่าเพราะวอร์เนอร์นี่แหละ ที่ช่วยให้ผมทำงานด้านนี้เก่งขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่า มันคือการที่เราคุย มันไม่ใช่การร้อง มันคือการสื่อสารผ่านการร้องมากกว่า

เท่าที่ฟังทั้งหมดก็ดูจะทำงานดนตรีมาโดยตลอด แล้วทำไมจู่ๆ ถึงไปจับงานแสดง 

คือผมเนี่ยเป็นคนที่ชอบทำอะไรเยอะมาก บอกตามตรงงานกราฟฟิคผมก็ทำ ผมเคยเป็นพนักงานกราฟฟิคให้กับบริษัทอสังหาแห่งหนึ่งมาก่อน หรือแม้แต่วิดีโอในแชนแนลผมเนี่ย ก็ถูกตัด ย้อม เกรดสีโดยผมเองทั้งหมด หรือถ้าจะเอาให้ดูกว้างกว่านี้ ผมมีบล็อกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่คนติดตามประมาณเก้าหมื่น คือไม่มีใครรู้นะว่าผมเขียน แต่ผมมีความสุข ผมชอบประวัติศาสตร์ผมก็ทำ คือผมชอบทดลองทำอะไรใหม่ๆ เราอยากลองทำทุกอย่างเท่าที่เราทำได้ งานแสดงก็เป็นงานหนึ่งที่อยากลองทำมาโดยตลอด เพราะผมชอบดูหนังมากๆ ชอบมากจนเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของหนังที่เราดู แต่ไม่เคยมีโอกาส จนกระทั่งวันที่ได้รับบทในหนังสั้นวายเรื่อง He She It – ตาย ไม่ ตาย (2019) คือตอนแรกมันจะไม่ใช่ผมหรอก แต่บทมันมาถึงเราแล้ว ตอนนั้นผมก็คิดในใจนะ จะรอดมั้ยหนังเรื่องแรกของเรา บทก็ยากเพราะเป็นทั้งวายทั้งหนังสยองขวัญ เราได้แต่ถามตัวเองว่าเราจะทำได้รึเปล่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะให้โอกาสตัวเองได้ไปลองทำดู แถมเราโชคดีได้ครูหนิง เป็นครูแอคติ้งที่เก่งมากๆ ทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีในการแสดง มันเลยยิ่งทำให้เราเข้าถึงแล้วก็สนุกไปกับมันมากขึ้น

4
และหลายหลายครั้งที่โลกทำให้ฉันเสียใจ
You the one that’s on my mind

แต่เท่าที่ฟังเมื่อกี้มันคือบทที่ยากมากๆ แถมก็ดูจะไม่มั่นใจเอาซะเลย ตอนนั้นอะไรเป็นแรงผลักดันให้เรารับบทนี้ 

เพราะก่อนหน้านั้นผมผ่านเรื่องที่แย่มากๆมาครับ คือก่อนหน้าที่ผมจะไปรับบทนั้นผมหลงทางมากๆ lost ขนาดที่ตัดสินใจแล้วนะว่าจะไม่ทำเพลงแล้วล่ะ เลิก มันหมดไฟ หมดใจ ทั้งๆที่ดนตรีคือสิ่งที่ผมรักที่สุด แต่เรากลับคิดว่าเราไม่อยากทำมันแล้วล่ะ เพราะเราทำอะไรไปก็ไม่เห็นมีใครชอบเลย 

ตอนนั้นเป็นศิลปินอิสระอยู่ มันท้อ เราอยากให้คนยอมรับว่าเราดี เราเก่งนะ แต่มันไม่มีเลย มันก็ยิ่งทำให้เราหมดแพชชั่นไปเรื่อยๆ ไฟในจุดนี้มันมอดหายไป คือผมหลงทางขนาดไปเปิดธุรกิจเลยนะ ขายน้ำโซดาสมุนไพรคูซี่ แต่มันก็ไม่ใช่เรา เพลงก็ไม่อยากทำแล้ว ทางไหนก็ดูจะไม่เวิร์ค ตอนนั้นแหละบทนี้ก็เข้ามาพอดี คือมันมาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่า ผมจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่ค่อยแคร์อะไรแล้ว เราอยากเปิดรับโอกาสใหม่ๆอีกหลายๆด้านที่เราไม่เคยลองทำ ก็คิดละแล้วทำไมจะไม่ทำอะ มาเหอะ ซัดเลย 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ทำงานในฐานะนักแสดง ได้รับอะไรกลับมาจากประสบการณ์ตรงนั้นบ้าง

มันได้หลายอย่างมากๆครับ ปกติเวลาเราดูหนัง พอหนังจบเราจะคิดว่าเราได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง ตัวละครกับเส้นเรื่องให้อะไรเรา แต่การไปแสดงเองมันคือการตัวเองไปเจอเหตุการณ์นั้นๆ เราคือคนๆนั้นจริงๆ ยิ่งถ้าเรามีประสบการณ์ร่วมกับบทหรือสถานการณ์ที่ตัวละครนั้นกำลังพบเจอ เราก็จะยิ่งเจ็บปวดหรือมีความสุขร่วมไปกับการแสดงนั้นด้วย 

คือพอได้ไปลองแสดงดู มันทำให้ผมค้นพบว่า ทุกอย่างที่เราทำในชีวิตอะมันคือเรื่องเดียวกัน ทุกอย่างที่เราทำคือการเล่าเรื่องทั้งหมด แต่มันถูกนำเสนอผ่านวิธีการที่แตกต่างกัน มันอาจไปอยู่ในรูปแบบของงานเขียน หรือถูกสอดไส้ในบทเพลง แต่ท้ายที่สุดมันคือจุดมุ่งหมายของการเสนอข้อความหรือเหตุการณ์อะไรบางอย่างไปให้ถึงคนอีกฝั่งนั่นแหละ 

แล้วยิ่งพอผ่านการแสดงมาเพื่อเข้าใจจุดนี้ ผมเอามันมาใช้ในการทำงานเพลงเยอะมาก ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนอ่อนไหวง่าย ผมเลยเลือกที่จะเอาสิ่งรอบตัวและเหตุการณ์ต่างๆหยิบมันมาใช้ในงาน แล้วยิ่งเรามีประสบการณ์ในการแสดงมา เราจะเข้าใจการเทียบเคียง เพื่อเอาตัวเองไปแทนในชีวิตของคนอื่น เหมือนเราแสดงบทบาทกับคนที่ไม่ได้เป็นครอบครัวเราจริงๆ แต่เราจะทำยังไงให้เราเข้าถึงการเป็นครอบครัวเดียวกับเขาได้ การเทียบเคียงอันนี้แหละที่ทำให้ผมเอาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์ของคนอื่นๆ และถ่ายทอดมันออกมาในบทเพลงได้ 

แต่การแสดงก็ทำให้ผมอ่อนไหวมากขึ้นกว่าเดิมอีกนะ อย่างถ้ามีฉากที่ได้เล่นเกี่ยวกับครอบครัวเนี่ย ผมก็จะยิ่งอ่อนไหวมาก มันมีซีนที่ต้องเล่นกับแม่ของตัวละครในเรื่อง แล้วแม่ถามว่า ‘เหนื่อยมั้ยกับสิ่งที่กำลังทำอยู่’ คือมันตรงกับชีวิตผมมาก ตรงขนาดที่น้ำตาเหมือนจะไหลออกมาได้เองตลอด เพราะผมเป็นคนให้คุณค่ากับครอบครัวมากๆ ยิ่งพอมันมีอะไรที่คล้ายๆกัน เรายิ่งรู้สึกยินดีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว อย่างการที่ผมได้มานั่งสัมภาษณ์อยู่ตรงนี้ ผมมีความสุขนะ ถึงมันอาจจะเป็นแค่การเจอกันครั้งเดียว แต่ก็ดีใจที่ได้มาเจอกันตรงนี้ 

เพราะการที่เราเข้าถึงบท มันหมายถึงเราเข้าใจจิตใจของคนมากขึ้น อย่างเช่นผมเข้าใจทีมงานทุกคน ว่าเขาเหนื่อยกันมากเพื่อจัดงานนี้ให้ผม หลายๆคนไม่ได้นอน แล้วก็ทุกคนยุ่งมากทั้งๆที่เขามีงานของเขาอยู่แล้ว แต่เขาก็ตั้งใจที่จะทำมันขึ้นมา มันทำให้ผมรู้สึกขอบคุณครับ ขอบคุณที่พยายามทำเพื่อผม 

เพราะเป็นคนอ่อนไหว ถึงได้เจ็บปวด อยากรู้ว่าในวันที่เราหลงทางและหมดใจ ใครคือคนที่ฉุดเราให้กลับมาทำดนตรีเหมือนเดิม  

ผมอยากจะบอกว่า สุดท้ายแล้วมันจะไม่มีใครดึงเรามาได้เท่าตัวเราเอง ผมเคยดูรายการที่เขาจะสัมภาษณ์ ไม่ใช่สิ คนโทรมาปรึกษา แบบจะทำไงดีแฟนนอกใจ แล้วผมรู้สึกว่าสุดท้ายต่อให้เขาโทรมาอะ แต่ถ้าเขาไม่ตัดสินใจจะเปลี่ยน ฟังไปมันก็เท่านั้น สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็คือตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นตัวเราเองนี่แหละ ที่จะต้องกล้าลุกออกมาทำ 

แต่ถ้าให้พูดรวมๆทั้งหมด แฟนคลับเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกกลับมาทำดนตรีเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าแต่ละคนเป็นเหมือนครอบครัวแล้วครับ ผมโชคดีที่เขาเข้ามาชื่นชอบ แล้วเข้ามามีส่วนช่วยในการเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ทำให้เรากล้าออกมาเป็นตัวเอง หลายครั้งที่เขาให้กำลังใจเราด้วยการพูดว่า ดี ดีออกมาเลย ทำเลย ยิ่งได้เห็นเวลาที่เขาฟังเพลงเรา เพลงที่เราทำหลังผ่านช่วงเวลาร้ายๆมา ให้เขาเห็นว่าเรากล้าก้าวข้ามออกมาทำอะไรก็ตามที่เราอยากทำแบบนี้ มันยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมรู้สึกว่า ตัวผมเองต้องพยายาม เพราะทุกคนกำลังฟังอยู่ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ต่อให้ทุกคนไม่มีใครมันก็ยังมีผมอยู่นะ ที่คอยบอกเขาว่าทุกอย่างมันดี

วันที่เราหลงทาง หรือเลือกเส้นทางของการเป็นศิลปิน ครอบครัวสนับสนุนเรามั้ย  

แม่เป็นคนที่…ถ้าพูดถึงแม่จะเป็นคนเซนซิทีฟมาก แม่เป็นคนที่ถ้าเราจะทำอะไรเขาจะสนับสนุนเต็มที่ อย่างตอนเด็กๆ หลายๆคนอาจจะโดนห้ามกินขนม แต่ถ้าเจฟชอบกินขนมเนี่ย แม่จะซื้อมาเยอะมากจนเราต้องบอกว่า พอแล้วครับแม่ พอแล้วครับ คือจะไม่ชอบกินแล้วครับ (หัวเราะ) คือแม่เป็นคนแบบนี้แหละ เวลาเราทุ่มเทอะไร เขาจะให้ใจเสมอ แล้วตัวผมเนี่ยไม่เคยขาดความรักเลย ได้รับการเติมเต็มในส่วนนี้มาโดยตลอด หรือแม้แต่คุณพ่อเองที่ผมมองเขาเป็นโรลโมเดล เขาเป็นคนที่เก่งมากสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่างในชีวิต พอทั้งสองคนมาอยู่ด้วยกัน ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันโดนเติมเต็ม แล้วพอเราได้รับการเติมเต็มในส่วนนี้แล้ว เราก็อยากจะเติมเต็มจุดนี้ให้คนอื่น 

ดังนั้นผมเลยตอบว่าใช่ครับ มันไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการที่เรากลับบ้านไปแล้วได้ยินคำพูดจากแม่ว่า ไม่เป็นไรนะ เหนื่อยรึเปล่า เขาน่ารักมาก อย่างน้องชายผมเนี่ย แต่งตัวแบบแฟชันดีไซน์เนอร์ล้ำๆมาก คือไม่มีใครทำตามแบบแผน อย่างน้องอยากทำเสื้อผ้า แม่ก็สนับสนุนเต็มที่ ไม่มีการเออทำไม่ได้นะ ไม่ต้องทำ อย่างเสื้อผ้าในเอ็มวีกับภาพโปรโมตทั้งหมด ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากน้อง เพราะเขาเป็นคนแต่งตัว ‘เผ็ช’ แบบนี้มาก่อนเรา ซึ่งทั้งหมดนี้มันทำให้ผมรู้สึกโชคดีมากๆ มันมีหลายครั้งที่เราเห็นหลายๆคนอยากทำแต่พ่อแม่ด่า คือไม่ใช่แค่ห้ามด้วยนะ ด่าเลย เรารู้สึกว่ามันน่าเศร้า เพราะมันมีกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับบางอย่างที่ถูกสร้างมาโดยคนใกล้ตัวเราเอง เลยอยากให้กำลังใจ รวมถึงอยากบอกคุณพ่อคุณแม่เหล่านั้นด้วยว่า รู้มั้ยครับว่ามันไม่มีอะไรดีไปกว่าการพูดว่า ไม่เป็นไรนะเราเอาใจช่วยเต็มที่ พ่อแม่จะอยู่ตรงนี้แหละคอยเอาใจช่วยลูก เลยอยากจะให้เขาได้รับคำพวกนี้มากกว่า 

5
ถ้าไม่ Move เธอ ก็ไม่ Move On

พูดถึงงานเพลง Highway ที่เราถ่ายทอดความกลัว เป็นความกล้าที่จะออกมาทำทุกอย่างเหนือกฎเกณฑ์

จริงๆ ขีดจำกัดที่เรามีมันคือความกลัวที่ใครไม่รู้มาตั้งให้แหละ ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องทำแบบนั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกงยีนส์เท่านั้นไม่งั้นไม่แมน ทำไมต้องทำแบบนั้น ทำแบบนั้นเพื่ออะไร เราไม่ต้องมีแบบแผนเสมอไปก็ได้ ชีวิตเราไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง (หัวเราะ) ถ้าทุกคนเป็นเดินเส้นตรง ทุกคนก็เป็นปลากระป๋องเหมือนๆกันหมดสิ (หัวเราะ) การเรียนก็เหมือนกันนะ ทุกคนเป็นต้นไม้คนละพันธ์กันอะ มีวิธีการเลี้ยงดูและเติบโตงอกงามต่างกัน เพราะฉะนั้นจะมาเทียบกัน มันเหมือนเอาแอปเปิ้ลกับลูกแพร์มาเทียบกัน ว่าอันไหนอร่อยกว่า สวยกว่า มันไม่มีความหมาย  เพราะฉะนั้นเรากล้าเถอะ ออกไปทำ ก่อนจะ be มันต้อง Wanna be ก่อนแหละ แต่มันแค่ต้องทำในแบบที่เป็นเรา

แม้แต่ตัวผมเองก็ยังต้องกล้า คือเมื่อก่อนผมกลัว ไม่กล้าทำเพลงเอง ไม่กล้าโปรดิวซ์เอง ไม่กล้าแต่งเพลงเอง สิ่งที่ผมทำคือ คิดเมโลดี้บางส่วน เขียนเนื้อนิดนึง (หัวเราะ) ครึ่งนึง ครึ่งเพลงอะไรแบบนี้ แล้วมาประกอบกัน เพราะผมกลัวว่าถ้าทำเพลงออกไปแล้วไม่ดีน่ะ คนจะมาว่าเราแล้วมันจะกลายเป็นเราทั้งหมด คือผมกลัวมาก ดังนั้นถ้าผมไม่ได้ทำทั้งหมดเวลาเขาว่ามาผมจะได้พูดได้ว่า ผมไม่ได้ทำคนเดียว อันนี้ผมไม่ใช่โปรดิวเซอร์นะ คือผมกลัวมาก เพราะตัวผมเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ ผมจะต้องทำให้มันออกมาดีที่สุด นั่นแหละครับเมื่อก่อนเลยเป็นแบบนั้น 

แต่ตอนนี้เราโดนกดดันอะ ยิ่งมันเป็นเพลงแรกที่ประกอบหนังที่เราเล่นอะ (หัวเราะ) แล้วผมไม่รู้ด้วยว่าทำเพลงทำยังไง (หัวเราะ) ผมก็ต้องหาในยูทูบเอาเลยว่าเขาทำกันยังไง จนแบบอ้อมันเป็นแบบนี้ หลังจากนั้นผมเลยเริ่มทำเพลงเอง โปรดิวซ์เอง จนมีคนมาเห็นแล้วเขาชอบ เขาอยากให้เราโปรดิวซ์ให้ จนเรามีโอกาสได้ไปโปรดิวซ์ให้ศิลปินคนอื่น ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ จนเรามีความมั่นใจมากขึ้น จนแบบเออเอาวะ ถ้าจะด่าก็ด่ามาเลย คือไม่สนแล้ว ตราบใดที่เราชอบ เราอยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ เราก็จะทำ 

แสดงว่าทุกๆ การทำงาน ประสบการณ์ และความเจ็บปวด สร้างแรงผลักดันให้เราออกมาทำทุกอย่างที่เราต้องการใช่มั้ย 

ใช่ๆ ยิ่งเห็นว่าตัวเราเองเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นด้วย เรายิ่งอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือยิ่งผ่านช่วงเวลาที่แย่มาอย่างงี้ มันจะมีบางครั้งที่เราเลือกมองด้านที่แย่ จนลืมมองด้านที่ดี เช่น คนมาดูคอนเสิร์ตเราเยอะแยะเลยแต่ขาดไปสองที่นั่ง หรือคนมากมายมากดไลค์เราในยูทูบ แต่ก็มีคนกดอันไลค์ มีคนด่าคอมเมนต์สองคอมเมนต์ เมื่อก่อนอาจจะคิดมาก แต่ตอนนี้คือไม่สนใจแล้ว คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าคนๆหนึ่งเขาเจออะไรมาบ้าง ดังนั้นคุณจะมาตัดสินเขาจากสิ่งที่คุณเห็นแค่ภายนอกไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจผม ผมก็ไม่เข้าใจคุณเหมือนกัน (หัวเราะ) เราไม่ต้องเข้าใจกันก็ได้นะ 

ตลอดระยะเวลา 26 ปี บนความเจ็บปวด และหลงทาง โลกสอนอะไรเราบ้าง 

มีแค่คำเดียว แล้วเป็นคำเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคยพูดไว้ คือคำว่า ‘อย่ากลัว’ พระพุทธเจ้าเคยบอกว่ากฎของการใช้ชีวิตมีเพียงข้อเดียว คืออย่ากลัว แล้วหลังจากนั้นถ้าเราไม่กลัว เราถึงอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข หลังจากนั้นมันคือการกล้าออกไปทำอะไรอย่างอื่นแล้ว เพราะชีวิตมันสั้นจะตาย เราไม่มีทางรู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ถ้าอย่างงั้นก็คิดเถอะว่าชีวิตไม่ยาก ไปสนุกซะ 

ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างหลังเกิดเรื่องแย่ๆมาเยอะมาก มันจะมีบทพูดนึงใน Attitude Teaser ว่า คุณไม่มีทางได้ลิ้มรสสายรุ้งหากปราศจากการสัมผัสของสายฝน ผมเชื่อแบบนั้นเหมือนกัน เราเติบโตมาบนความเจ็บปวด มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากความผิดพลาด ผมเองก็เป็นแบบนั้น ผมเจอเรื่องราวที่ผิดพลาด แล้วทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น เราจะหงุดหงิด เสียใจกับทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นแหละ แต่เมื่อเวลามันผ่านไป เราจะขอบคุณมัน ว่าขอบคุณนะที่เกิดขึ้นเพราะมันทำให้เราเติบโจขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ทำให้เราผ่านช่วงเวลาร้ายๆมาได้ แล้วก็คุณพ่อเคยบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดีเสมอ

อีกอันที่นึกออกคือประโยคหนึ่งที่ผมจำได้จากหนังเรื่อง Mr. Nobody (2009) ซึ่งเป็นหนังที่ผมชอบมาก เขาพูดว่า ‘Life is a playground’ ดังนั้นออกไปสนุกเถอะ เป็นข้อความจริงๆที่อยากพูดและย้ำกับทุกคน มันต้องสนุกกับชีวิต มันไม่มีเหตุผลหรอกที่เราจะไปนั่งเครียดกับทุกอย่าง จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเรามองเห็นอะไรที่เราเครียด อยากให้ปรับว่ามันคือความท้าทาย อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องที่เศร้า เรื่องที่เราผ่านไม่ได้ คือผ่านไม่ได้แล้วไง (หัวเราะ) มีแค่เราเท่านั้นที่จะลงโทษเราเองได้ 

จากการตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด คุณมองว่าการทำให้ความฝันเป็นจริงมีสูตรสำเร็จมั้ย  

คือผมเองก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าประสบความสำเร็จมากนะ ผมแค่ทำไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง อย่าไปยึดติดว่ามันจะสำเร็จเมื่อไหร่ เพราะพอถึงจุดที่เราสำเร็จจริงๆ เราก็จะตั้งเป้าใหม่ไปเรื่อยๆ แล้วก็มองว่าที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง เราได้อะไรกลับมาบ้างที่จะทำให้มันพัฒนา เหมือนปกติที่เราทำงาน เวลาเราทำเสร็จงานนึงมันก็ต้องเริ่มใหม่ไปเรื่อยๆ ความฝันก็เหมือนกัน เราต้องพยายามทำเต็มที่ โอกาสเองก็เหมือนกัน เราต้องเข้าใจก่อนว่าโอกาสมันไม่ได้เดินเข้ามาหาเราเอง 

ผมเป็นคนหนึ่งเลยนะที่ไม่เดินหน้าไปหาโอกาส เมื่อก่อนใครชวนไปทำอะไร ไปไหนก็ไม่ไป ไม่เปิดตัวเอง ไม่ลอง คืออยากบอกว่าทำไปก่อน ทำไปก่อนนะจริงๆ บางอย่างต่อให้เราไม่อยากทำมัน แต่แพชชันก็จะฉุดเราขึ้นมาทำมันอยู่ดี แล้วเดี๋ยวนี้โอกาสมันไม่ได้หายาก สมัยก่อนถ้าอยากเป็นนักร้องก็ต้องประกวด หาค่าย แต่เดี๋ยวนี้ถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน คุณก็เป็นเองได้ การเป็นศิลปินไม่ใช่การที่คนอื่นตัดสินว่าคุณเป็นหรือไม่เป็น แต่เป็นการที่คุณตอบตัวเองและแสดงออกมาต่างหาก ว่าคุณเป็นศิลปินหรือเปล่า 

6
มันก็คงจะ Better

เท่าที่ฟังเหมือนแนวคิดเราเปลี่ยนไปนะ จากวันที่ต้องการให้คนยอมรับ สู่วันที่เราน้อมรับทุกเหตุการณ์และยินดีกับมันทั้งหมด 

ใช่ครับ สำคัญที่สุดคือเราต้องอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขก่อน หลายคนไม่ยอมให้ตัวเองทำแบบนั้น แต่เราต้องพยายามนะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ คือถ้าเราไม่รักตัวเอง ไม่อนุญาตตัวเองแล้วใครจะทำเนี่ย มันจะไม่มีใครแล้วนะ (หัวเราะ)  

มันมีหลายครั้งที่คนรอบตัวหรือแฟนคลับทักมาขอคำปรึกษา เล่าว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่ที่ของเราเลย ทำยังไงดี ซึ่งจริงๆผมเข้าใจนะ เพราะผมก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ไม่รู้ทุกคนเคยดูหนังเรื่อง About Time (2013) รึเปล่า มันจะมีหมอจิตวิทยาคนหนึ่งในชีวิตจริงนี่แหละบอกว่า กฎข้อเดียวเลยของการทำทุกอย่างแล้วไม่เครียด คือการยินดีและขอบคุณกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราแหละ มันเหมือนกัน ก็เลยบอกเขาไปว่ายินดีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเธอ ถ้าเราเครียดเราลองมองว่า มันมีอีกหลายคนที่ไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ถ้าเรามีโอกาสตรงนี้เราก็ทำให้เต็มที่ สนุกกับมันเถอะ ชีวิตมันไม่ได้ยาวขนาดนั้น ดังนั้นเราต้องยินดีและอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขครับ

จากทุกสิ่งที่ทำมา กล้าพูดว่าตัวเองมีความสุขรึยัง 

คือผมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขมาสักพักแล้ว ผมไม่รู้สึกว่าผมเหนื่อย เพราะมันคือความสนุก แม้แต่ตอนที่ผมกำลังนั่งคุยอยู่ตอนนี้ก็คือความสนุก ออกไปข้างนอกมันก็จะมีความสนุกอีก มันจะมีเรื่องแย่ๆเข้ามาแหละ เราจะหงุดหงิดแต่พอเราเรียนรู้มันแล้ว เราก็จะมีความสุขมากขึ้น ดังนั้นผมกล้าพูดครับว่าผมมีความสุขนะ 

คือการที่จะมีความสุขมันไม่มีสูตรสำเร็จ บางครั้งเราบอกวิธีการไม่ได้หรอก ยกตัวอย่างเพื่อนผมคนนึงที่มักจะเอาเรื่องแย่ๆมาปรึกษาผมเสมอ ตอนแรกผมก็ให้คำปรึกษา ตอนหลังผมเริ่มรับฟังแล้ว เพราะสุดท้ายพอถึงจุดนึงของชีวิตเราจริงๆ จุดที่เรารู้สึกว่ามันแย่จังวะ เราจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขเอง เพราะไม่งั้นมันไปต่อไม่ได้แล้วนะ เรามีแค่ตัวเราเท่านั้นแหละ ที่จะทำให้เรามีความสุข มันอาจจะยากหน่อยในช่วงแรกๆ เราอาจะรู้สึกว่ามาอีกแล้วเครียดอีกแล้ว แต่ถ้าเราค่อยๆตามหามันไปเรื่อยๆ โดยประคองทุกอย่างเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องดีดนิ้วแล้วมีความสุขเลย บางอย่างมันต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ที่สำคัญคืออย่าหยุดพยายาม

แสดงว่าไม่เสียใจไม่ว่ากับการตัดสินใจไหนๆที่เคยทำลงไปในอดีต 

ไม่เลยครับ ขอบคุณ ขอบคุณทุกเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น บางทีก็เจ็บปวดนะ เคยโดนเพื่อนในกลุ่มที่ทะเลาะกันแบน ตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงทำกับเราแบบนั้น แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว 

เพราะผมตอนนี้กับผมเมื่อตอนนั้นก็คือเราทั้งคู่นั่นแหละ แต่ตอนนี้มันแค่เป็นเราที่โตขึ้น ณ ตอนนั้นมันอาจจะเป็นเราที่ดีที่สุดแล้ว เราอาจจะคิดว่าถ้าย้อนเวลาไปได้จะไม่ทำแบบนั้น แต่เราต้องไม่ลืมว่ามันอาจเป็นการตัดสินใจดีที่สุดในตอนนั้นแล้ว ทำดีที่สุดในตอนนั้นแล้ว ไม่อยากย้อนกลับไปคิดหรอกว่าตอนนั้นไม่ดี เพราะไม่มีประโยชน์อะไรมันแก้ไขอะไรไมไ่ด้ ตอนนี้ก็คือเจฟในตอนนี้ หลายปีผ่านไปเราอาจรู้สึกว่าการตัดสินใจบางอย่างของเรามันไม่ดีก็ได้ แต่มันดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆแล้วครับ ดังนั้นมีความสุขกับช่วงเวลานี้เถอะ

ความฝันอีก 5 ปี จากนี้

แอบมีฝันว่าอยากทำ World Tour คือพอเราได้เห็นแฟนคลับหลายๆคนที่เขาฟังเพลงเรา เขาได้รับข้อความของเรา เขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะเพลงของเรา เราก็อยากจะไปเจอเขา อยากไปอยู่ในที่ที่เราสามารถเจอกับเขาได้ อยากคุยกับเขา ว่าเขาเป็นยังไงบ้าง วิถีชีวิตเป็นยังไง อยากไปเจอ อยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ยกตัวอย่างสมมติเราไปอยู่ประเทศไนจีเรียแบบนี้ วิถีชีวิตเขาเป็นยังไง เราดูมาแต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสภาพจริงๆมันเป็นยังไง การไปที่นั่นจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น

ในฐานะที่เราเป็นคนหนึ่งซึ่งทำตามฝันได้สำเร็จ สำหรับทุกคนที่ยังหาความฝันไม่เจอในวัยเดียวกัน อยากพูดอะไรกับเขามั้ย 

จริงๆผมอยากบอกว่าไม่เป็นไรนะ (หัวเราะ) มันไม่เป็นไรนะเว้ย มันไม่ใช่เรื่องผิดนะเว้ยที่จะหาความฝันไม่เจอ ลองค่อยๆเก็บประสบการณ์เพิ่มไปดิ เราชอบอะไรในชีวิต มันอาจะเป็นความชอบเล็กๆที่คนปักป้ายว่า มันเป็นอาชีพจริงๆไม่ได้หรอก อย่างชอบพับจรวดอะไรเงี้ย คือคนอาจจะมองว่าพับเล่นๆไม่มีทางเป็นอาชีพได้ แต่คือคนที่เขาพับจนไปแข่งเป็นแชมป์มันก็มีไง 

จริงๆส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนและกฎเกณฑ์หลายๆอย่าง มันไม่เอื้อให้เรามีความฝัน ทุกอย่างมันเลยอยู่ในกรอบของการต้องทำ ต้องพยายามเหมือนกันไปซะหมด โดยเฉพาะบรรทัดฐานสังคมที่เป็นเหมือนตัวกำหนดว่าเราต้องทำแบบนี้ เป็นแบบนี้เพื่อพิสูจน์ว่าเราคือคนที่ประสบความสำเร็จ อย่างตอนที่ผม Lost แล้วไปทำธุรกิจมันก็คือผมโดนบรรทัดฐานของสังคมขีดเส้นเหมือนกัน ว่าการทำธุรกิจจนสำเร็จถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ เหมือนอายุน้อยร้อยล้าน เนี่ยดูบ่อยมาก (หัวเราะ) แต่สุดท้ายจุดจบของผมคือมันไม่ใช่ความฝันของเราเลย ไม่ใช่ความสำเร็จของเรา ไม่ใช่ทางเลือกของเรา มันคือแบบแผนที่สังคมให้เรามามากกว่า แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ fail เกิดขึ้นเพื่อให้เรา start อีกครั้ง จุดจบมันคือจุดเริ่มต้นของอีกอย่างเสมอ ดังนั้นถ้าจะยังไม่เจอความฝันของตัวเอง หรือพลาดก็ไม่เป็นไรหรอก ลองไปเหอะ have fun กับชีวิต มันไม่จำเป็นต้องเจอภายในวันนี้พรุ่งนี้หรอก เหมือนความรักนั่นแหละ บางครั้งมันก็เข้ามาหาเราเองโดยไม่ทันได้รู้ตัว เหมือนตัวผมเองที่ไม่รู้ตัวว่าชอบเพลงจนรู้ตัวว่าชอบเพลงนั่นแหละ ถ้าเวลามันใช่เดี๋ยวมันก็ใช่

ท้ายที่สุดเจฟ ได้ฝากผลงานเพลงที่จะพาทุกคนข้ามผ่านกฎเกณฑ์ต่างๆไปด้วยกัน ภายใต้การทำงานกับบ้านหลังใหม่ Wayfer Records โดยหวังว่าทุกคนจะยังรักและร่วมสร้างความทรงจำไปบนเส้นทางที่ทอดยาวครั้งใหม่นี้ 

“เพลงชื่ออะไรนะครับ (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ ฝากเพลง Highway ด้วยนะครับ มันเป็นหนึ่งข้อความสำคัญ ซึ่งเดี๋ยวจะมีอีกมากมายตามมาแหละ แต่ข้อความนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะพูด เพราะว่าหลายๆคนกลัวมากๆที่จะใช้ชีวิต บางคนไม่มีความสุข เครียด และกดดันจากข้อบังคับหรืออะไรหลายๆอย่างที่ทั้งตัวเองและคนอื่นสร้างขึ้น  แล้วมันไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้น ผมเลยอยากให้เพลงนี้ช่วยพูดแทน อยากให้เพลงนี้ดึงเอาแพชชัน หรือสิ่งที่ทุกคนอยากเป็นออกมา แล้วอยากให้ทุกคนตั้งใจทำมันจนประสบความสำเร็จ ก็ฝากเพลง Highway ไว้ด้วยนะครับ สามารถรับฟังรับชมที่ช่องยูทูบของ Jeff Satur ถ้าชอบอย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และฝากกดติดตามเจฟในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง IG, Tiktok, Facebook, Twitter และ Weibo ครับ”

“ในทุกประสบการณ์ บางคนเลือกจะที่จะเก็บ บางคนเลือกที่จะทิ้ง
ในขณะที่เราต่างวิ่งอยู่บน Highway เดียวกัน แค่มุ่งไปข้างหน้า เราจะก้าวออกไปจากจุดเดิม”

– Jeff Satur 

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า