fbpx

Kicks Records ค่ายเพลงใหม่ของ Lipta ที่ทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่แบบเข้าใจซึ่งกันและกัน

วงการดนตรีไทยตอนนี้ถือว่า “ซบเซา” ถึงขีดสุด 

ศิลปินออกซิงเกิลแต่ยังไม่มีงานโชว์ตัวซึ่งเป็นรายได้หลักที่สำคัญ ต้องทำไลฟ์สดออนไลน์ ไม่ก็รอพึ่งรายได้จากการสตรีมมิ่งเพลง หรือรอมิวสิกเฟสติวัลออนไลน์ที่ไม่ได้การันตีว่าจะมีผู้ชมมากน้อยขนาดไหน

แต่ยังมีวัยรุ่นมากมายที่ยังฝันอยากเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการ และสิ่งที่น่าสนใจคือ คนดนตรีที่เราคุ้นเคยกลับเปิดค่ายเพลงใหม่ๆ เพื่อสร้างคนมีฝันทั้งหลายเพื่อฝึกฝน สนับสนุน และสรรสร้างให้ศิลปินเล็กๆ กลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในวงการ

ย้อนกลับไป 17 ปีที่แล้ว คัทโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล และแทน-ธารณ ลิปตพัลลภ‎ คือสองคู่หูศิลปินในชื่อ Lipta ที่มีเพลงฮิตมากมายซึ่งพวกเราทุกคนร้องตามได้ จัดคอนเสิร์ตเมื่อไหร่บัตรก็เดินจนหมด มิวสิกเฟสติวัลทุกครั้งต้องมีชื่อของพวกเขาอยู่ในไลน์อัพ และเขาทั้งคู่ไม่เคยหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

แต่ 17 ปีต่อมา พวกเขาทั้งคู่ก็เหมือนศิลปินหลายๆ กลุ่มที่เปิดค่ายเพลงใหม่ และ Kicks Records คือชื่อค่ายเพลงของพวกเขา มันคือค่ายเพลงเล็กๆ ที่พวกบอกว่ามันเหมือนการ “จบมัธยมปลาย” ที่ต้องค้นหาและเรียนรู้ตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

Modernist Music Room จึงนัดหมายพิเศษกับเขาที่ออฟฟิศเล็กๆ ใจกลางเมืองเพื่อพูดคุยกับคัทโตะในฐานะ CEO ของ Kicks Records ที่วันนี้ Kicks off ศิลปินเบอร์แรกอย่างจีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย (JEANIUS) มาให้เราได้พิสูจน์ความสามารถในการเป็นศิลปินของเขา และการทำค่ายของสองศิลปินรุ่นพี่ ที่ทั้งตัวศิลปินและเจ้าของค่ายเพลงต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน 

และต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

1
การเป็นศิลปินที่ลงตัวในสายงาน และการหาความท้าทายใหม่ๆ

อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เริ่มคิดที่จะทำค่ายเพลง

ถ้าในมุมมองศิลปินก็คือ เราไม่ได้ตื่นเต้นกับการเป็นศิลปินแล้ว การทำงานมันก็ดี ทุกอย่างมันลงตัวหมด แต่ว่าเราคิดว่าพอเราเข้าเลข 4 แล้ว มันควรจะมีอะไรที่มันทำให้เรารู้สึกสนุกกับการเป็นผู้ชายอายุเลข 4 เราก็เลยแบบชวนแทนว่า เฮ้ย อยากทำค่ายเพลง จริงๆ ชวนนานแล้ว ชวนแล้วแต่แทนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ เราก็บอกว่า มันเป็นก้าวต่อไป พอเป็นศิลปินแล้วมันถึงจุดหนึ่งมันต้องหาอะไรใหม่ เพราะฉะนั้นการทำค่ายเพลงก็เป็นความฝันใหม่ที่น่าลอง นั่นคือมุมของความฝัน

แต่มุมธุรกิจเนี่ย ไม่ได้จู่ๆ อยากทำแล้วก็ไปชวนแทนทำเฉยๆ มันก็มีมุม Business ที่เรามองหลายอย่างอยู่ เวลาเราทำธุรกิจ พอเราบริหารจัดการวง บริหารทำค่ายที่เป็นเกี่ยวกับเรื่อง Video Content Creator เราก็กลับมามองตัวเองว่าแล้วถ้าเกิดแบรนด์ Lipta ถ้าเรายังสนุกกับมัน เราจะทำอะไรกับมันได้บ้างที่เป็นเรื่องดนตรี เพราะฉะนั้นเวลาจัดการ เราก็ต้องมาดูต้นทุนก็คือว่า ความถนัดของเรา เราถนัดอะไรเป็นพิเศษ เราก็สามารถลดต้นทุนได้แล้วก็สามารถทำให้มัน  ตอบสนองต่อ Connection ของวงการที่เรามีอยู่ได้ หรือแม้กระทั่งเวลาทำแล้วเราไม่เหนื่อย พอมันไม่เหนื่อยปุ๊บแล้วงานมันก็จะแฮปปี้ เพราะว่าอย่างเราทำเอเจนซี่แล้วมันเหนื่อยมาก เพราะว่ามันต้องคุยกันเยอะ ทุกอย่างก็ต้องขายลูกค้า แต่พอทำบริษัทดนตรีแล้วมันสนุกมากเลย เวลาทำบริษัทดนตรีอ่ะมันสนุกตรงที่ว่ามันไม่ได้เหนื่อยมาก เพราะมันเป็นของถนัดเป็นสกิลของเราอยู่แล้ว 

เมื่อคุณคุยกับแทนแล้ว สุดท้ายแล้วอะไรที่ทำให้คุณทั้งคู่ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกัน

ผมก็ชวนแทนมาทำเพราะว่าตอนนั้นผมมองว่ามี Potential ในการทำเพลงอยู่ แล้วก็ตอนนั้นเริ่มทำให้หลายๆ คนแล้ว แทนมาทำเพราะว่าเนี่ยแหละครับ เพราะว่าโควิด ผมว่าโควิดนี่แหละทำให้เขามีเวลาเยอะขึ้นแล้วก็คิด แล้วผมก็เคยพูดกับแทนว่า ถ้าเกิดว่าเลยอีก 2 ปี ไปแล้วไม่ต้องมาชวนแล้วนะ ไม่ทำแล้ว เพราะผมรู้สึกว่ามันเลยเวลาไปแล้วของการทำมัน ถ้าอยากจะทำก็ทำตอนที่มันแบบเบ่งบานสุดในความคิด คือคนเราพออายุเท่านี้มันจะแบบเหมาะกับทำสิ่งนี้ อายุเท่านี้เหมาะกับทำสิ่งนี้ ผมรู้สึกว่าช่วงนี้เหมาะสุดแล้ว แล้วเราก็ฟิตกับการทำงาน เหมือนเราไปเห็นงานมาเยอะ เราไปทำงานกับปาร์ตี้มาเยอะ เราไปทำกับบริษัททั้งใหญ่ กลาง เล็กเยอะ แล้วเราเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร การบริหาร เราอยากเอาอันนี้มาพัฒนาองค์กรเราเอง

2
โควิดไม่ใช่เวลาของการทำธุรกิจและเปิดค่ายเพลง?

แต่การเปิดธุรกิจสักอย่างนึงในช่วงโรคระบาดก็ดูเหมือนเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงนะ

ดูโง่เลยแหละ (หัวเราะ)

ซึ่งจำนวนค่ายเพลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมว่ามันเลยจุดต่ำสุดของช่วงนี้ไปแล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าผมชวนแทนทำมานานแล้ว แต่แทนไม่ทำเพราะว่าช่วงนั้นน่ะงานมันเยอะด้วย คืองานเราเยอะกันหมดนะครับ มีทัวร์ด้วย แล้วก็แทบไม่มีเวลาจะมาดูแลใคร หรือว่าเราจะทำอะไรแล้วล่ะ แค่ Scout หาศิลปินเราก็ยังจะไม่มีเวลา ด้วยซ้ำ แต่ในมุมมองเดียวกันมุมมองของวงคนทำธุรกิจเนี่ย เรากลับมองว่าโควิดเป็นจุดที่ล้างไพ่ เราจะเห็นธุรกิจเก่าๆ หายไปแล้วธุรกิจใหม่ๆ ก็จะมีมา ดังนั้นผมมองว่าต้นทุนที่เราเสียไปก็คือเวลา ช่วงเวลาที่เรามีอยู่เนี่ยมันเป็นสิ่งที่เป็นโอกาสสำคัญ 

แล้วโอกาสที่คุณมองเห็นมีอะไรบ้าง และมันสำคัญกับการทำค่ายเพลงนี้ของคุณแค่ไหน

ข้อแรก-หลายคนเวลามองธุรกิจไปมองว่าลงทุนในค่ายเท่าไหร่ พี่ลงทุนกี่บาท แต่อย่าลืมว่าเรามีค่าแรงเราด้วย แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนค่าแรงของเราเนี่ยมาลงแรงกับค่ายเพลง เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย ตอนนี้สิ่งที่เราลดได้ก็คือต้นถึงเวลาที่เราเสียไปครึ่งนึง แต่ปรากฏว่าเป็นจุดที่หลายๆ คนเริ่มทำธุรกิจลืมคิดเรื่องนี้ ทำไมเขาถึงเริ่มทำ เพราะเขาว่างไง ว่างก็คือเขามีแรงงานตัวเองที่มีเยอะขึ้น มีทรัพยากรเหลือ ก็เลยตอบแทนหลายๆ คนว่าทำไมทุกคนถึงเริ่มทำค่ายเพลง 

อีกข้อคือเรื่องของธุรกิจวงการเพลงไม่ดีเลย แต่เราคุยกับแทนว่า Senior Model ของเรา เราเห็นตัวเลขของดนตรีว่ามันไม่ดี แต่ว่ากราฟมันเคยแย่ไปกว่านี้มากๆ แต่ตอนนี้มันกำลังเป็นบวกและกำลังที่จะค่อยๆ ไต่ขึ้นอยู่ เริ่มมีการจัดเก็บลิขสิทธิ์ ซึ่งมันดีขึ้น แต่ไม่ได้ดีมาก ผมก็เลยมองไปถึง 5-10 ปีข้างหน้า ที่เราจะมีลิขสิทธิ์เพลงให้กับน้องๆ ศิลปินใหม่ๆ แล้วทุกคนก็สามารถใช้ตรงนี้ได้อะไรอย่างนี้ แล้วประกอบกับตัวเองมีความถนัด 

ข้อสาม-เรามีความถนัดคือ เรามี Connection ในวงการที่เราสามารถพยายามทำให้ทุนมันอยู่ตรงนี้ เหมือนเราเริ่มทำธุรกิจนี้มานาน เราก็จะรู้ว่า อ๋อ ถ้าเป็นอาหารก็ซื้อเส้นกับคนนี้  ซื้อหมูจากคนนี้ เขาดีกว่านะ เขาถูกกว่านะ แล้วก็ทำให้เราพอทำธุรกิจนี้ได้ นั่นแหละคือปัญหาที่บอกว่าแต่ละข้อทำไมเราถึงทำแบบนี้

มันเกี่ยวกับการเอาความชอบมาทำธุรกิจด้วยมั้ย

ถ้าพูดแบบคนสร้างแรงบันดาลใจ เรื่องนี้เขาจะพูดว่า เวลาทำก็คือคุณก็เอาความฝันมาผสมกับมัน อันนั้นคือใช่ แต่จะแบนๆ อยู่ แต่ถ้าจะเป็นแบบลึกๆ เลยก็คือว่า ก่อนที่จะพูดแบบนี้ได้มันต้อง ผ่านจุดฝึกฝนตัวเองหรือแข่งขันกับคนในวงการเดียวกันมาจนชนะหมดแล้ว ถึงจะสามารถพูดประโยคนี้ได้ เพราะฉะนั้น ชั่วโมงที่เราจะลงทุนมันอาจจะต้องเยอะหน่อยประมาณนึง

ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป คุณพิสูจน์อะไรบ้างในวงการดนตรี

ถ้าให้พิสูจน์ในความสำเร็จก็เฉยๆ แต่หมายความว่าเราถ้าเรามองเส้นทางตัวเองนะ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคนที่เก่ง แต่เราเป็นคนที่ทำแล้วหยุด ผมจะบอกแทนเสมอว่าของแก๊งเราเนี่ยไม่ได้วิ่ง 100 เมตร 200 เมตรหรือวิ่ง 4×100 อะไร เราเป็นสไตล์แบบวิ่งมาราธอน วิ่งไปด้วยกันด้วยเป็นกรุ๊ป การทำงานของเราเป็นกรุ๊ปมาราธอน ที่เราวิ่งไปเรื่อยๆ ช่วยกันดู สปีดอย่าตกนะ ถามว่าพิสูจน์อะไรได้ไหม ผมว่าคงจะไม่สามารถพูดได้ว่าเราประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราเป็นกรุ๊ปที่ทำงานกันต่อเนื่องจริงๆ เรามีเพลงเยอะมาก แล้วก็พยายามทำอะไรก็ทำเองให้ได้เยอะที่สุดในธุรกิจนี้ ด้วยความที่ว่าในสมัยก่อนถ้าเป็นยุครุ่นพี่เราก็พยายามศึกษา เมื่อก่อนผมจะทำงานที่ แต่กรุ๊ปเราจะเป็นแบบเราทำนั่น ทำนี่ ทำสื่อด้วย ทำพัฒนาศิลปินด้วย ทำงานขายด้วย ทำเรื่องลูกค้าด้วย

ผมว่าเราพยายามทำให้ได้รอบด้านมากที่สุด แก้ปัญหาให้มันมั่นคงที่สุด มีคนเคยบอกว่า งานนี้มันจะมีคุณค่าไหม ก็อยู่ที่มันคนนั้นเป็นคนที่ให้คุณค่าเรามากแค่ไหน เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่า เรายังมียอดวิวอยู่ไหม ยังมีคนดูอยู่ไหมถ้ายังมีอยู่ก็แปลว่าโอเค คนยังพอจะรับได้อยู่ ตรงนั้นก็ทำให้เราทำงานต่อได้ แต่ถ้าวันนึงเราทำไปแล้วก็ไม่มีคนฟังแล้วอันนั้นก็ต้องมองว่าเราต้องปรับปรุงตัวแล้วไปทำอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า

3
เรื่องที่ไม่เหมือนกันของศิลปินสังกัดค่าย และการทำค่ายให้ศิลปินสังกัด

ถ้าถามในมุมของคนทำค่ายเพลง และศิลปินที่เคยสังกัดค่ายเพลง ค่ายเพลงมันมีหน้าที่อะไร

ในแต่ละช่วงเวลา ผมว่าค่ายเพลงมีหน้าที่แตกต่างกัน ถ้าพูดอันนี้แบบธุรกิจเลยนะ สมัยก่อนต้องรู้ว่าพื้นที่สื่อมันอยู่บนทีวี คุณก็ต้องไปซื้อสื่อ แล้วคุณก็จะต้องลงทุนกับศิลปิน เมื่อก่อนก็จะไม่มีสื่อมากเพราะว่าค่ายซื้อและยึดสื่อไว้ เขาก็อยากจะขายอะไรที่มันเหมาะกับทีวี ต่อมาจะเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาท สื่อเปลี่ยนไป มันมาอยู่ในอินเตอร์เน็ตแล้ว เพราะฉะนั้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนไป ที่สร้างงานก็จะเปลี่ยนไป ตัวเราเองก็เห็นความเปลี่ยนแปลงจาก CD วิทยุลงมาจนต่ำสุดแล้วก็เป็นออนไลน์เลย เพราะฉะนั้น Media ก็แต่ละอันก็จะเปลี่ยนไป 

พอเป็นแบบนี้ ค่ายก็จะต้องหลายส่วน ดูแลเรื่องภาพลักษณ์ศิลปิน หรือเรื่องลิขสิทธิ์เขาก็จะดูอีกแบบหนึ่ง วัฒนธรรมมันก็จะเป็นอีกแบบนึง พอยุคเรา ก็เป็นยุคที่ศิลปินก็จะดูแลเรื่องทั้งหมดเอง 

ผมว่ามันก็เลยแตกต่างนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักๆ เลยที่เราเปลี่ยนไปก็คือเรื่องลิขสิทธิ์ คือค่ายพอมันทำไปถึงจุดหนึ่ง ส่วนแบ่งของศิลปินก็จะแบ่งกับเราแบบเต็มๆ เลย ไม่ใช่เหมือนค่ายเพลงยุคเก่าไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ เราบอกแค่ว่ามันเป็นของยุคนั้นแล้วกัน เพราะเขามีต้นทุนที่สูงมาก เขาต้องมีรายได้จากการดูแลศิลปินเยอะๆ แต่พอเป็นค่ายยุคใหม่แล้วก็จะเป็นเรื่องของการแบ่งสัดส่วนกับศิลปิน กับเรื่องลิขสิทธิ์เพลงที่ผมบอกเลยว่าดีมาก แล้วจะเป็นโมเดลที่ต่อๆ ไปน่าจะกลายเป็นโมเดลที่ดี

แปลว่าการทำธุรกิจค่ายเพลงยุคนี้จะต้องมีความยุติธรรมต่อศิลปินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ต้องบอกว่าคนบริหารยุคไหนก็จะเป็นยุคนั้น เหมือนเมื่อก่อนคนบริหารก็จะเป็น Gen X  อย่างเราเป็น Gen Y ตอนนี้เราก็มาดูแลยุคมิลเลนเนียมแล้ว มันก็จะมีความเข้าใจว่า พอเราเป็นคนทำบริหารเราเข้าใจแล้วว่าต้องทำยังไง แล้วกับน้องๆ ที่ทำงานกับเรา เราต้องเข้าใจเขาแบไหน  ก็ต้องเป็นเรื่องที่พยายามปรับกัน ผมว่าค่ายสมัยก่อนก็คือแบบยุคนั้น ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ยุคนั้นน่ะ มันเหมาะกับยุคนั้น ยุคนี้ก็จะเปลี่ยนไป ผมว่ามันก็จะมีความใกล้กันเยอะขึ้น  Content ก็จะมีความแบบใหม่ขึ้นตามแพลตฟอร์มที่เราต้องรับใช้ YouTube, TikTok เราก็ต้องพยายามทำงานให้มันสอดคล้องกัน

ซึ่งเกี่ยวข้องกันระหว่างศิลปินกับผู้บริหารในค่ายด้วยมั้ย

ผมว่าแล้วแต่ค่าย แต่ค่ายเราอาจจะมีกิมมิคบางอย่างคือ เราเป็นคนเขียนเพลง ค่ายอื่นจะมีแบบกิมมิคของการเป็น PR เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่แก่นสำหรับ Kicks Records คือค่ายที่เขียนเพลง ถ้าเป็นหนังก็คือค่ายเขียนบท เราคือค่ายเพลงที่เขียนเพลงจริงๆ ก็คือซัดกันแต่เรื่องเขียนเพลงอย่างเดียว แล้วก็จะให้เวลากับเรื่องโปรดัคชั่นดนตรีเยอะ เรื่องการ Arrange การเรียบเรียงดนตรีหรือบีต แต่ว่าเราจะ Special เรื่องนี้มากๆ คือลงมาทำเรื่องเขียนเพลงแบบเยอะๆ เลย แล้วก็เป็นเบื้องหลังให้กับศิลปินเยอะ 

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

สำคัญจริงๆ ถ้าเป็นแบบว่าร้านอาหารก็เป็นแบบฝีมือไง ก็มีกลิ่นเฉพาะเป็น Signature ของเรา คงจะมีอย่างอื่นที่เป็นเฉพาะของค่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซาวด์ เรื่องเนื้อเพลง 

ตอนก่อนทำค่ายผมคุยกับแทนในประชุมแรกว่าว่าจะทำซาวด์ของค่ายเราไปยังไงดี หรือว่าอะไรก็คุยๆ กัน อยากให้เหมือนกับตอนแบบเบเกอรี่มิวสิค สมัยก่อนมีซาวด์ของเขาเอง โมทาวน์มีซาวด์ของเขาเอง ฟังปุ๊บก็รู้ว่าอ๋อ อันนี้ของ Smallroom ผมอยากให้ Kicks Records มันแบบว่า เฮ้ย เวลาฟังปุ๊บ อ๋อ ประมาณนี้ ของค่ายนี้

4
ศิลปินในแบบ Kicks Records

เมื่อคุยเรื่องต่างๆ แล้ว ศิลปินในจินตนาการของ Kicks Records เป็นแบบไหน

สารภาพว่าเรื่อง Scout เป็นเรื่องที่แทนทำ ก็จะมีคนที่ผมไม่ชอบบ้าง ผมก็จัดไปเลย แบบคนนี้ความคิดอย่างยังไม่ค่อยเท่าไหร่ หรือคนนี้จะไม่ตรงกับแบรนด์ค่ายของเรา บางคนอาจจะดีแต่ว่าบางทีอาจจะยังไม่เหมาะกับการทำงานกับเรา ก็จะช่วยกันตัด

แต่ว่าสิ่งนึงที่แบบแทนเขาดูแล้วอันนี้ให้เครดิตคือความดีมากก็คือ เวลาเขา Scout เขาจะมองเรื่องความเป็นศิลปินเยอะ เพราะว่าส่วนมากคนที่ Scout บางทีหลุดประเด็น เช่น Scout ศิลปินแต่ว่าไปดูคนที่จะเป็นไอดอล เป็นนางแบบ เป็นนักแสดง อย่างนี้ไม่ถูก โฟกัสที่แทนทำก็คือหาศิลปิน ก็คือหาศิลปิน คือเหมือนมองเห็นว่าส้มลูกนี้มันเล็กแต่คือส้ม เราหาส้มอยู่ เดี๋ยวเราค่อยๆ ให้ลูกมันโตขึ้นได้

ซึ่งคุณไม่ได้เลือกวิธีการ Audition ตามปกติที่หลายๆ ค่ายทำเลย

ตอนแรกผมอยากทำออดิชั่นมาก ผมอยากเปิดเพราะผมมองว่าโอกาสมันจะเยอะ แต่แทนบอกว่าแทนอยากส่งเทียบเชิญ เพราะว่าเขากลัวว่าถ้าออดิชั่นแล้วจะเหมือนกับว่าไม่สามารถดูได้ละเอียดทุกคน ไม่ได้รู้นิสัยใจคอ เลยใช้วิธี Scout เพื่อดูไลฟ์สไตล์ ดูงานเขา แทนกลัวจะได้คนที่มีเป็นสายออดิชั่นมาจริงๆ เยอะเกินไป เราก็เลยลองเทียบเชิญดูก่อน ค่ายเราก็เชิญมาก่อนหนึ่งคนแล้วก็ถามต่อๆ กันว่ามีเพื่อนไหม ลองชวนมาทำงานนี้ ดูนิสัยใจคอกันเป็นหลัก ถ้าเกิดเป็นคนที่โอเคในการทำงานแล้วก็ทำด้วยกันได้เรื่อยๆ 

เมื่อเจอศิลปินใหม่ๆ ที่เป็นคนใน Generation Z แล้ว คุณเห็นศักยภาพอะไรในเด็กยุคนี้บ้าง

ผมเคยบอกจีเนียสเหมือนกันว่า คน Generation ก่อนหน้าเรา เขาจะเป็นคนทำงานอย่างเดียวแล้วก็มุ่งไปสู่เส้นทางเดียว  คนที่ร้องเพลงก็ร้องเพลงอย่างเดียว คนถ่ายรูปถ่ายรูปอย่างเดียว คนตีกลองก็ตีกลองอย่างเดียว แต่เรามองว่าคน Generation ผม ก็จะมองคน Generation เดียวกันว่าใครทำงานได้เยอะกว่า มีความสามารถสองสามอย่างในคนเดียวกันจะดีมาก แล้วก็ต้องดีในระดับนึงด้วยนะ ไม่ใช่ว่า 3 อย่างทำเป็นแต่บ๊วยหมด ต้องดีในระดับหนึ่งเลย เพราะการแข่งขันมันก็จะสูงขึ้น

แล้วผมก็จะมองแบบ Generation Millennium ว่าเขาต้องเก่งมาสัก 5 อย่างถึงจะดี  3 อย่างไม่พอแล้ว ยุคเรามัน 2-3 อย่าง ยุคเราจะต้องเป็นพิธีกรด้วย ร้องเพลงด้วย แต่งเพลงด้วย ทำ PR ด้วย เล่น Facebook ด้วย ถ่ายวีดีโออะไรนิดๆ หน่อยๆ แต่ผมมองเจนต่อไป คือต้อง PR ให้ตัวเองด้วย ร้องเพลงด้วย เต้นได้ด้วย ทำ TikTok  ได้ด้วย ถ่ายเอ็มวีได้เองก็ดี ตัดเสื้อผ้าเองก็ยิ่งดี มันเป็นศิลปินจริงๆ ที่ครบก้อน เพราะต่อไปคนจะชอบความเรียลที่เวลาดูไอจี เขาทำอะไรคือได้ดู 24 ชั่วโมง มันก็จะมีเรื่องยิ่งอยากเล่ายิ่งเยอะยิ่งดี มันดีกับการที่คนคนนึงสามารถดูแล Social Network ตัวเองได้แล้วก็มี Storytelling ที่มันจริง แล้วก็เป็นตัวของเขาเอง เราว่ามันน่าสนใจ

ผมมองว่าทุกคนมีชีวิตที่น่าสนใจ แต่ปัญหาของทุกคนคือทุกคนไม่รู้จักจดบันทึกและอัด  คนที่นั่งเล่นกีต้าร์ริมทะเลกับเพื่อน นั่งเล่นตึ้งๆๆ สนุกจะตาย แต่พออัดวีดีโอทั้งคืน 4 ชั่วโมงแล้วตัดต่อเหลือสัก 5 นาที คุณได้ Content ดีมากเลยนะ อย่างจีเนียสเอง ที่เรารู้สึกดีเพราะเขาอัดเพลงลงยูทูปไง ถ้าเป็นคนอื่นร้องเพลงก็ยังเก็บอยู่เหมือนเดิม แต่เขาแบบอัดลงๆ แล้วแทนก็ไปเจอ ผมก็เลยอยากบอกว่าควรแบบจดบันทึก Recording หรือถ่ายรูปให้ดี ให้มันสวย ต่อไปถ้าเราอยากจะทำงานด้านนี้ควรจะมีงานคราฟต์ออกมาเยอะๆ แล้วชีวิตจะดี

5
อนาคตของ Kicks Records

สิ่งที่น่ากังวลในการปั้นศิลปินสักคนคืออะไร

มีเรื่องที่แบบกังวลสุดเลย คือผมคุยกับแทนว่า คนที่จะมาเป็นศิลปินเราเนี่ยอย่างน้อยเขาต้องเป็นเพื่อนกับเราได้จริงๆ คือไม่ได้หวังว่าจะมาเป็นครอบครัวนะ ผมไม่ได้ต้องการบีบให้ทุกคนแบบเราต้องรักกันมากเหมือนคนในครอบครัว แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดเราต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ในความเป็นมนุษย์ คืออย่างน้อยต้องไปทัวร์ด้วยกันได้ ทานข้าวด้วยกัน คุยกันได้ ทัศนคติแบบที่มันโอเคกับการจะเป็นคนรู้จักกันได้ ผมว่าอย่างนี้ดี เพราะว่าเราต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะ ในความเป็นจริงการทำงานด้วยกันหรือการเป็นศิลปิน ถ้าวันหนึ่งเรามีแบบคนนี้มาทำงานแล้วเรามองเขาเก่งมาก แต่แล้วมันคุยกันไม่รู้เรื่อง วันหนึ่งเราทำเพลงแล้วเราต้องลงทุนกับเขา แล้วเราไม่สามารถแชร์กันได้เลย ผมว่ามันไม่ดี คือผมไม่ได้พูดถึงว่าเรามองเขาด้วยนะ เราก็ไม่ได้อยากให้เขามองเราเป็นคนที่ไม่ยืดหยุ่นกับเขา

สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามพูดก็คือ ฉันจะไม่เปลี่ยนอะไรในตัวเธอเยอะ ฉันจะพยายาม เธอเนี่ยแหละ แต่พยายามทำให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น คือสิ่งที่เราพยายามทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามองหาก็เหมือนกันคือ คนที่ยืดหยุ่นกับเรา สมมุติว่าวันหนึ่งเรามองว่า เฮ้ย ทำอย่างนี้ดี แล้วเขาอาจจะบอกว่าไม่ดี เราบอกโอเค อย่างนั้นอัลบั้มนี้ฉันตามใจเธอแล้วกัน เราอาจจะตามใจเขาสักเพลงนึง แล้วก็มองว่าโอเค เขาได้ทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ ครั้งหน้าตามใจฉันบ้างนะ ถ้าอย่างนี้แล้วมันอยู่ด้วยกันมันโอเคไง มันคุยกันได้ ผมก็ทำแบบนี้กับแทนเหมือนกัน แทนบอกว่าอยากทำอย่างนี้ ได้ จะไม่เถียงเลย คือแบบอยากทำ เราจะทำให้ พอทำเสร็จปุ๊บ เดี๋ยวเราบ้างนะ เราก็อยู่ด้วยกันได้ ผมก็มองหาศิลปินหรือแบบการทำอะไรแบบนี้ด้วยกัน 

คุณคาดหวังให้ศิลปินเติบโตไปในวงการดนตรีในทิศทางไหนบ้าง

โห ไม่กล้าคาดหวังเลยนะ เวลามีคำถามพวกนี้ผมไม่เคยกล้าเลย เพราะว่าสมัยก่อนนะ คิดดูว่าไปทัวร์ก็วงมีแต่วงแบบใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย คือเราเป็นวงแบบเล็กๆ ไม่เคยเป็นที่จดจำอะไรอย่างนั้น ผมคาดหวังว่าเราแฮปปี้กับวงการดนตรีในมุมในมุมหนึ่ง ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก คือทำแล้วมีความสุขและอยู่ได้เลี้ยงชีพได้ ผมว่าอันนี้คือความคาดหวังของผม แล้วก็ดีในระดับนึง แต่ว่าบางทีก็โอเคถ้ามันมากกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็คาดหวังในเรื่องที่อยากให้แบบเด็กในค่ายคือแบบ เหมือนเราได้ไปแบบช้าๆ ค่อยๆ ไป อยากให้ทำเพลง อยากให้ค่อยๆ ไป ผมชอบความวิ่งมาราธอนไปเรื่อยๆ 

เชื่อใน One Hit Miracle มั้ย

ผมว่า One Hit Miracle อย่างที่เขาว่าส่วนมากไม่ค่อยดีนะ มันจะเป็นปังทีเดียว แล้วส่วนมากมันจะไปนะ แต่ถ้าแบบวันหนึ่งฮิตแบบ One Hit Miracle ของผมคือเหมือน Hole in one 10 คะแนนคือได้ 10 ผมว่าส่วนมากคือไม่ค่อยดีนะ จากที่ดูประวัติศาสตร์มา ที่ดีกว่าคือประมาณ 8 คะแนนเรื่อยๆ จะดีกว่า เพราะว่ามันจะชัดเจนมาก บางทีแทนก็บอกว่าถ้ามัน 10 เลยเนี่ยมันจะชัดเจนมากในภาพจากอันนั้น คือจะมองหาแต่เพลงนั้นอย่างเดียว แล้วพอมันไม่มีเพลงที่เป็นแบบนั้น มันก็จะแบบยาก ก็เลยคุยๆ กันแชร์ๆ กันว่า เรื่องอะไรที่มันคมไปมากๆ ก็จะไม่ค่อยดีในระยะยาว สมมติเพลงดังแล้ว ไปทำเพลงอะไรมันก็ไม่ได้แล้วอ่ะ มันก็จะติดอยู่แค่ภาพนั้น ทุกคนก็จะมองแบบภาพเดียวเลย แต่ถ้าเกิดแบบศิลปินมันกลางๆ มันจะมองได้กว้างอะไรอย่างนี้ ก็จะดี ในความคิดเรานะ จากประสบการณ์ที่เคยเจอ

มองการเติบโตของ Kicks Records ในอนาคตไว้ยังไงบ้าง

จริงๆ มีแผนตอน 5 ปีกับแทนไปแล้ว วางแบบเขียนใส่กระดาษเลยว่าจะเป็นยังไง นี่คือทางเทคนิคที่ต้องมี แต่ในเชิงการแก้ปัญหาเนี่ย ก็วางเอาไว้เป็นแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เจอ แต่ว่าถามว่าจะเป็นยังไงไหมก็ต้องอยู่ที่ว่าพอทำธุรกิจ ทำเพลงมาเยอะๆ ก็จะรู้ว่าอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปก็จะปรับตัว พอปีหน้ามันเป็นแบบนี้ปุ๊บ มันมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาก็เรียนรู้ แล้วก็ปรับตัว เพราะฉะนั้นถามว่ามีเปเปอร์ที่วางแผนไว้แล้วมั้ย ก็มี แพลนที่ต้องยืดหยุ่นแก้ไขไปด้วยเสมอตลอดเลย 

ถ้ามองในเชิงธุรกิจ คุณมีเกณฑ์การประเมิน Kicks Records ไว้ยังไงบ้าง

ผมอยากให้มัน Organic นิดนึง เหมือนผักสวนครัวในบ้าน ปลูกแล้วแต่ก็ไม่ต้องปลูกเยอะ ได้รับแสงและการดูแลที่ดี อาจจะไม่ได้มีผลผลิตมากแต่ว่าก็เป็นผลผลิตที่โอเค ไทานแล้วก็โอเคปลอดภัย คือมีความ Organic เยอะ มันจะพยายามไม่เร่ง ผมจะไม่ใช้เงินอัดเลย จะพยายามใช้แบบเวลาแล้วก็พยายามลงทุนกับงานคราฟต์ของเขาให้เยอะ ถ้ามีอะไรที่แบบมันจะดีขึ้น ให้เขาโดนแดดโดนแสง ผมก็อยากให้เขาเป็นอย่างนั้น

ก็จะบอกว่าค่ายเราก็ไม่ค่อยเหมือนค่ายส่วนมากในประเทศนี้ น่าจะเป็นค่ายเดียวด้วยมั้งที่แบบว่าลงรายละเอียดเยอะที่สุด ไม่ได้บอกว่าผิดถูกนี่ มันมีวิธีการทำเยอะ หลากหลายของค่าย ที่ดูมาตอนนี้เหมือนจะเป็นแบบให้ทุนไปแล้วก็ดู KPI ดูผลหรือการตลาด แต่ของเราจะเป็นการอยู่ด้วยกัน เอาเพลงมาดู เอามาทำแบบนี้กันตลอด เราค่อนข้างให้เวลากับเรื่องเขียนเพลงเยอะ แล้วก็ไลฟ์สไตล์การอยู่ด้วยกันด้วยเยอะ ก็คือการลงทุนเรื่องเวลาเยอะ

ท้ายที่สุดแล้ว คนฟังจะได้อะไรจากการฟังเพลงของ Kicks Records

พอบอกคนฟังจะได้อะไรบ้าง ผมจะไม่กล้าพูด เดี๋ยวดูเท่ไป (หัวเราะ) ถ้าเกิดว่าถ้าใครที่ฟังเพลงแบบ Lipta เนี่ยก็น่าจะได้เพลงประมาณแบบ Lipta นั่นแหละเข้ามา แต่ก็คงไม่เหมือน เพราะว่าลูกก็คงไม่เหมือนพ่อแม่ มันก็มีทางของมัน แต่ด้วยความที่ว่าเราเป็นคนฟังเพลงให้ เราช่วยดูเทคนิคให้ เพราะฉะนั้นต้องมีบ้างที่มันจะมีตา คิ้ว มีจมูก แล้วก็มีความเหมือนบ้าง แต่ว่าคงไม่ได้เหมือนหมด เพราะว่าเขาก็มีทางของเขาเองแต่ละคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะได้ก็คือ เนี่ยล่ะครับ เป็นลูกหลานของเรา แบบเพลงแบบนี้ที่แบบเป็นอีก Generation นึง เด็กลงแล้วก็ซาวด์จะเด็กลง คงจะได้นี่แหละครับ ความเป็นแบบนี้ แล้วก็ต้องลองดู

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า