fbpx

7 ล้านซับที่ไม่มีสูตรสำเร็จของ Kyutae Oppa และ “โกงพลิกเกม” หนังเรื่องแรกในชีวิตของเขา

ซิม คิวเท คือชื่อตามเอกสารทางราชการของเขา

แต่คนไทยจะรู้จักเขาในชื่อ Kyutae Oppa

อย่างที่เรารู้กัน-เขาคือยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 7,280,000 คน ที่มีคอนเทนต์ปล่อยอยู่บนช่องของเขาอย่างต่อเนื่อง และด้วยพลังงานที่เหลือล้น คอนเทนต์ชวนหัวเราะจากชายหนุ่มวัย 20 ต้นๆ คนนี้ เราจึงเผลอกดติดตามไปได้อย่างง่ายดายเมื่อได้ดูคลิปสุดสนุกของเขา

เบื้องหลังการเป็นยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดชาแนลหนึ่งในประเทศไทยต้องมีการฝ่าฟันที่เข้มข้น การต่อสู้ตลอดหลายปีที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งผ่านมาทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การเริ่มธุรกิจ ถูกโกง การตั้งรับกับความสำเร็จที่มาอย่างฉับพลันทันใด หรือรับมือกับคำตอบรับที่มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน

แต่เชื่อมั้ย ว่าทุกเรื่องที่คิวเทเล่าให้เราฟัง เขาเล่ามันด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้หนักหนาอะไรเลยสำหรับเขา

เราพบกันที่ออฟฟิศไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น เพราะวันนี้คิวเทมีนัดถ่ายสปอตสำหรับโปรโมทภาพยนตร์โกงพลิกเกม Game Changer ซึ่งเป็นภาพยนตร์บู๊แอ๊คชั่นเรื่องแรกของเขา และเป็นบทนำที่ท้าทายศักยภาพของเขามากๆ

นั่นคือสิ่งที่เขาก็ไม่ได้ทัดทานเหมือนกัน-คอนเทนต์ครีเอเตอร์ตรงหน้าบอกฉัน

“การเริ่มต้นเหนื่อยที่สุดครับ” เขาบอกฉันอีก

และจากเรื่องราวทั้งหมดที่คิวเทกำลังจะเพลย์ให้เราฟังก็บอกเหมือนกัน ว่าทุกอย่างที่เขาเป็นและได้มาจนทำให้เขาอยู่ตรงนี้ได้

มันไม่มีคำว่าโกง เพราะมันคือความพยายามล้วนๆ

อะไรทำให้คุณเริ่มอยากเป็นยูทูบเบอร์ หรือจริงๆ คุณมีความฝันอื่นอีกมั้ย

จริงๆ ผมอยากเป็นนักร้อง ร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กครับ แต่สิ่งที่ผมเจอก็คือมีเพื่อนข้างห้องเขาร้องเพลงเพราะกว่าผม ตอนนั้นก็เริ่มคิด เริ่มสร้างลิมิตว่าถ้าเพื่อนที่นั่งข้างๆ เขาร้องเพราะกว่าผม แล้วคนอีกหลายล้านทั่วโลก แล้วเราจะมีโอกาสได้เป็นนักร้องจริงหรือเปล่า ตอนนั้นก็เลยคิดว่าถ้างั้นเราไม่มีความฝันดีกว่า เราสร้างลิมิตให้ตัวเองไว้ว่าแกเป็นคนไม่มีความฝัน หลังๆ ก็เลยเริ่มอึดอัดมากๆ กับการลิมิตตัวเอง เพราะจริงๆ ในใจอยากเป็นซูเปอร์สตาร์ อยากดัง แล้วก็มาเจอช่องทางหนึ่งคือยูทูป เป็นแพลตฟอร์มที่ใครๆ ก็สามารถเปิดช่องได้ฟรี ไม่เสียตังค์สักบาท ผมก็ลองเข้ามาทำดูดีกว่า พอมาทำแรก ๆ ยอดวิวก็ยังไม่ได้ขึ้นอะไร 50-60 วิว แต่ผมก็ทำมาเรื่อยๆ ครับ พอเริ่มทำตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่หยุดทำเลย จน 4 ปีเข้านี่แล้ว ก็ไม่เคยหยุดลงคลิปเลยครับ

ที่คุณบอกว่าไม่มีความฝัน ทำไมถึงมีโจทย์นี้ขึ้นมา

เพราะว่าพอมีคนร้องเพลงเพราะกว่าผม ก็มีความคิดว่า เฮ้ย แค่ในโรงเรียน 400 กว่าคน มีคนที่ร้องเพราะกว่าผม แล้วถ้าเราเข้าเมืองไปในกรุงเทพฯ ตอนนั้นอยู่ชลบุรี แล้วเราจะมีโอกาสเติบโตเป็นศิลปินนักร้องได้หรือเปล่า ทั้งๆ ที่เราชนะคนข้างๆ ไม่ได้เลย แต่ถ้าให้มองตอนนี้ มันไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอก ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น ความเป็นจริงก็คือ เขาร้องอีกแบบหนึ่ง ผมก็ร้องอีกแบบหนึ่ง คือเหมือนไม่มีใครบอกด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพราะกว่า แต่แค่ผมคิดตัดสินไปเองว่าไอ้นี่ร้องเพราะกว่าว่ะ ในมุมของผม ผมสร้างกำแพงขึ้นมาว่าถ้างั้นเราจะไม่บอกใครแล้วว่าเราอยากเป็นนักร้อง เราบอกไปว่าเราไม่มีความฝันดีกว่า จะได้ดูไม่อายเขา นี่คือความคิดตอนนั้นนะ แต่ความฝันในการเป็นนักร้องก็ยังอยู่กับเราตลอด ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นอยู่ครับ ก็ยังไม่หยุดครับ จริงๆ ก็พยายามจะร้องเพลง คือโปรเจ็กต์ตอนนี้ ผมพยายามจะร้องเพลงให้มากขึ้น ดังหรือไม่ดังไม่เป็นไรครับ แต่ทำแล้วมันมีความสุข มันสนุกดี

ช่วงแรกๆ ที่ทำยูทูบ เริ่มทำยังไง และคอนเทนต์ที่ทำตอนนั้นคืออะไร

ก่อนจะเริ่มตอนนั้นมีช่องหนึ่งที่สอนการทำยูทูบ เป็นช่องของ bearhug ชื่อว่า The Nerd Creator จะเป็นช่องเกี่ยวกับวิธีทำยูทูบ ซึ่งมีคีย์เวิร์ดที่จำได้ว่า ‘ต้องไม่เหมือนคนอื่น’ ‘ต้องแตกต่างจากคนอื่น’ คือคลิปเราเหมือนเป็นสินค้าหนึ่ง พอเราเข้าตลาด เราต้องแตกต่าง สมมติเราทำน้ำเปล่า น้ำเปล่ามันมีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว เราต้องทำอะไรที่แปลกออกไป ซึ่งตอนนั้นเรามาดูตัวเราว่าข้อดีของเราคือเราเป็นคนเกาหลี ก็มองว่าน่าจะโตง่ายกว่าคนอื่น แล้วผมก็เลยไปดูในยูทูบ ก็เห็นว่าก็มียูทูบเบอร์เกาหลีอยู่แล้วนี่หว่า ทำงานที่ไทย เขาไม่ทำอะไรบ้าง ก็เลยนึกออกว่าช่วงนี้สายย่อกำลังมาแรง ก็เลยคิดว่าถ้าผมเต้นสายย่อ คนจะดูหรือเปล่าวะ ก็เลยลองทำคลิปเกาหลีเต้นสายย่อ ก็เป็นคลิปที่ผมทำตามสายย่อคนอื่นน่ะ ก็มารวมๆกัน ไม่มีอะไรเลย เต้นๆ แล้วก็ลงไป กระแสตอนนั้นก็อย่างที่บอกครับ ไม่ค่อยดีครับ 50 วิว เพื่อนๆ ผมดูในโรงเรียน

หลังจากนั้นพัฒนาตัวเองอย่างไร ปรับทิศทางหรือเรียนรู้อย่างไรบ้าง

การเริ่มต้นเหนื่อยที่สุดครับ พอเริ่มต้นเสร็จ สิ่งที่ผมในวัยนั้นรู้สึกเหนื่อยก็คือสายตาของเพื่อนๆ สายตาของคุณครู หรือพ่อแม่คิดยังไง จริงๆ ก็ไม่ดีอยู่แล้วครับถ้าเราทำอะไรแปลกๆ อยู่ดีๆ เต้นสายย่อตลกๆ ลงยูทูบ ตอนนั้นเพิ่งขึ้น ม.6 คุณครูก็มองว่ามันไร้สาระ หลังๆ ก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียน แต่เพื่อนๆ ก็บอกว่ามันตลก เด็กๆ ไม่นับถือรุ่นพี่แล้ว เพราะพี่คนนี้แม่งแปลก แล้วก็ไปถึงว่าพ่อแม่ แต่ท่านก็บอกว่าทำไปเถอะ 

จริงๆ การที่พ่อแม่ไม่ต่อต้าน ไม่ต้องซัพพอร์ตก็ได้ แต่แค่ไม่ต่อต้าน ถือว่าเป็นกำลังใจให้ผมมากเลย ผมก็ทำต่อ แต่อย่างที่บอกว่าทำแล้วมันไม่มียอดวิว มันก็เลยไม่ได้อะไรจากคนดู ทำคลิปสอง คลิปสาม ยอดวิวก็ไม่มาอยู่ดี พอมาคลิปที่สี่ ห้า หก แล้วมีคลิปนึงที่บูมขึ้นมา จำได้เลยว่าเป็นคลิปเกาหลีดูหนังผีไทย เป็นคลิปแรกที่มีคนแชร์กันในเฟซบุ๊กเยอะมากเลย แชร์กัน 10,000-20,000 คน วันนึงผมเล่นเฟซอยู่ แล้วเจอหน้าตัวเอง มีคนดูดคลิปไปลง แชร์กันเต็มเลย ตั้งแต่วันนั้นยอดผู้ติดตามเพิ่มมาเป็น 1000 หลังจากนั้นผมก็ลุยต่อเรื่อยๆ ครับ พยายามหาทิศทางให้ตัวเอง

ที่บอกว่าที่บ้านไม่ต่อต้านอธิบายให้ฟังหน่อยว่ามันหมายความว่ายังไง

อย่างแรกคือพ่อแม่ท่านไม่ได้ห้ามผม อย่างที่สองคือท่านให้กำลังใจ แต่ตอนนั้นพ่อแม่เขาก็คงคิดว่าเราทำสนุกๆ เพราะถ้ามองในมุมของท่าน มันเป็นไปไม่ได้ที่การทำคลิปบ้าๆ ลงยูทูบแล้วจะได้เงิน แล้วผมก็มองว่าคุณครูตอนนั้นก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่ผมก็มองว่าไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ เพราะว่าถ้าผมเป็นพวกเขา ผมก็คงไม่เข้าใจเหมือนกัน มันไม่ใช่ธุรกิจ หรือขายของเท่าไร เราได้เงินเท่าไร แต่นี่คือเราลงคลิปที่ตลกๆ แล้วได้เงินน่ะ พูดถึงตอนนั้นความเชื่อของคนคล้ายๆที่มีต่อเรื่องบิทคอยน์ล่ะครับ ซึ่งพ่อแม่ผมก็ไม่ได้ต่อต้าน เขาดู ก็ขำด้วย เขาก็มีพูดบ้างว่าให้ตั้งใจเรียน แต่ไม่ได้บอกให้หยุดทำ แต่ถ้าพ่อแม่บอกไม่ให้ทำ ไร้สาระ ผมคงไม่ได้ทำ ผมคงหมดกำลังใจ

เมื่อมีคนสนใจงานของคุณมากขึ้น หลังจากนั้นคุณต้องเรียนรู้อะไรอีกบ้าง

ตอนนั้นที่ผมได้กำลังใจมากที่สุดคือตอนไปเที่ยวสงกรานต์ มีคนทักว่า ‘เฮ้ย เกาหลีดูหนังผีนี่’ ผมก็แบบ เฮ้ย เขารู้จักผมเหรอ ไม่เคยมีใครรู้จักผมมาก่อนเลย พอมีคนรู้จักก็ อ้อ นี่คือความสุขสินะ (หัวเราะ) พอเริ่มรู้อย่างนั้น ก็มีกำลังใจเลย เขาบอกว่ามันสนุก เราก็ไม่เคยมองว่ามันสนุกนะ ถ้างั้นเราทำสนุกกว่านี้ได้ ก็เลยทำไปเรื่อยๆ หลังๆก็มีซับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอเรามีตัวเลขซับเพิ่มขึ้น สิ่งที่มีคนเคยดูถูก เพื่อนๆ น้องๆที่ ดูถูก หายหมดเลย เหลือแต่ความ Respect มากขึ้น

อะไรทำให้ตัดสินใจลงหลักปักฐานและลงทุนกับการทำคอนเทนต์ลงยูทูบ

ผมทำยูทูบไปด้วย เรียนไปด้วย และยูทูบได้ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเชิญผมไปเรียน แต่รู้สึกว่าพอไปเรียนปุ๊บ สิ่งที่ผมทำอยู่กับสิ่งที่ผมเรียนตอนปี 1 มันเหมือนกัน ผมมองว่าเสียเวลาถ้าพูดกันตรงๆ นะ เพราะเป็นสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว อีกอย่างก็คิดว่าทำไมเราต้องเรียน จบแล้วจะยังไงต่อ ก็คิดว่าถ้าเราอยากได้ภาพถ่ายสวยๆ ก็แค่จ้างคนถ่ายภาพสวยๆ คนตัดต่อสวยๆ คนดูแลเรื่องเงิน ก็จ้างมาแค่นั้น ตอนนั้นคิดอย่างนี้ ก็เลยตัดสินใจลาออก เพราะผมรู้สึกว่าตรงนี้มันใช่จริงๆ แล้ว และรายได้ค่อนข้างมั่นคง ถ้าไม่มั่นคง ผมคงไม่หยุดเรียนหรอก ผมก็คิดว่างั้นขอลองทำเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เลยได้ไหม ทุกวันนี้ผมก็มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี

คุณลาออกทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเลย?

ใช่ครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่กดดันนะกับการที่เราลาออกจากที่หนึ่ง พูดตรงๆ ว่า โลกผมค่อนข้างแคบกับการตัดสินใจครั้งใหญ่มากในตอนนั้น แต่พอเรามีความคิดว่าอยากทำตรงนี้มากกว่า จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าขอแค่ว่าเราอยากทำจริงจัง

พอลาออกปุ๊บ ก็จดเป็นบริษัทเลย พอทำบริษัท ก็รู้สึกว่าดีกว่าเรียน (หัวเราะ) ไม่รู้เป็นตัวอย่างที่ดีหรือเปล่านะ แต่ผมรู้สึกว่าดีกว่าเรียนเยอะเลย แต่ผมน่ะตัดสินใจง่ายตอนนั้น เพราะผมมีเป้าหมายอยู่แล้ว ผมไม่ได้มีเป้าหมายแค่ว่าอยากเป็นยูทูบเบอร์ที่ดังนะ แต่ผมมีเป้าหมายว่าอยากทำอะไรบ้างในอนาคต หรืออยากจะไปในแนวทางไหนบ้าง อยากเป็นคนแบบไหนบ้าง พอเราคิดอย่างนี้ ก็รู้สึกไม่ยากเลยในการตัดสินใจ

การจดตั้งบริษัทจำกัดในช่วงอายุ 18 ปี มีความเสี่ยงแค่ไหน

ไม่ได้มีเยอะนะครับ แต่มันจะไปเสี่ยงตรงเรื่องทีมมากกว่า เพราะผมก็ยังอายุน้อยอยู่ ไม่รู้ว่าจะหาทีมยังไง ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับภาษี แต่ยังดีที่เกิดยุคนี้ มีอินเทอร์เน็ต ก็ไปคลิกดู แล้วก็ไปถามเพื่อนๆ ที่เขาอายุเยอะกว่า ก็ช่วยได้เยอะเลย

มีปัญหาอะไรที่เจอในฐานะที่เป็นคนต่างชาติ ซึ่งมาทำบริษัทที่ไทย 

ผมมองว่าตอนนั้นผมอายุน้อย เป็นต่างชาติ คนที่มาโกงก็โกงค่อนข้างเยอะ ปัญหาผมเยอะมากตอนนั้น ที่จำได้ก็คือมีมอเตอร์ไซค์ลูกค้าไฟไหม้ในบ้าน เขาก็หนี ไม่รับผิดชอบ ค่าเสียหายก็เป็นแสน ผมมองว่าปัญหาพวกนี้ จริงๆ มันเกิดขึ้นแล้ว และก็ปล่อยมันไปครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่อยๆ ครับ (หัวเราะ) ถ้าเราเก็บมันไปคิด มันก็คือปัญหาอีก ปล่อยมันไปดีกว่า

คุณทำคลิป Reaction ของตัวเองในวันที่ได้ผู้ติดตาม 1 ล้านคนด้วย ช่วยทบทวนความรู้สึกวันนั้นให้เราฟังหน่อยได้มั้ย

ผมถ่ายเรียลไทม์ไว้ตอนล้านซับ จำได้ว่าตบหน้าจอมอนิเตอร์ ดีใจมากๆ แต่ที่ดีใจมากกว่าล้านซับฯ ก็คือแสนซับฯ แรก ผมดีใจแบบบ้านแตกเลย ล้านซับฯ ก็ดีใจน้อยลง สองล้านซับฯ ก็ลดลงมา เจ็ดล้านซับก็ไม่ได้ดีใจอะไรแล้ว ผมมองว่าซับไม่เท่าไรแล้ว ยอดวิวสำคัญกว่า ผู้ติดตามเยอะแค่ไหน แต่ถ้ายอดวิวไม่เคลื่อน ผมมองว่าไม่ใช่ยูทูบเบอร์ที่มีคุณภาพ ถ้าจะให้ดูแลช่องในระยะยาว เรื่องซับไม่เป็นไร แต่ขอให้มียอดวิว

นอกจากการเพิ่มยอดผู้ติดตาม มันมีโจทย์อื่นอีกมั้ยที่คุณต้องรักษาหรือพิชิตให้ได้

มีคนๆ หนึ่งบอกมาว่า ‘ชื่อเสียงอยู่กับเราตลอดได้ถ้าเราดูแลมัน มันหายตอนที่เราท้อหรือเหนื่อย’ ซึ่งพูดตรงๆ ตอนนี้การทำยูทูบมันเป็น Safe Zone ของผมครับ ไม่ได้รู้สึกว่ามันยาก เพราะมันรู้แนวทางว่ามันต้องทำอะไร ไปไหน ซึ่งตอนนี้ผมก็พยายามหาอะไรทำที่ท้าทายมากกว่านี้ เปิดช่องเป็นรายการทีวีไปเลย หรือว่าไปร่วมงานกับหลายๆ ช่อง ทำเป็นซีรีส์ยาวๆ ไปเลย ก็กำลังจะผันไปทำแบบนั้นครับ

จากสายตาครีเอเตอร์ 7 ล้านผู้ติดตาม การเป็นยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จ มีสูตรสำเร็จมั้ย

อยู่ที่ว่ายูทูบเบอร์คนนั้นจะคิดยังไงครับ พอผมคิดว่ามันรู้สึกจะสำเร็จยังไงก็สำเร็จ มันก็สำเร็จจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ปัญหายูทูบเบอร์ทุกคนเลย เจอตลอด คือท้อ คิดคอนเทนต์ไม่ออก ที่บอกว่าคิดคอนเทนต์ไม่ออกก็มาจากท้อกับเหนื่อยล่ะครับ ยูทูบเบอร์เป็นอาชีพที่เหนื่อยนะครับ เป็นความเหนื่อยทางด้านจิตใจ มันเป็นอาชีพที่จมในลูปทางลบง่ายมาก อยู่ดีๆ อาจจะมีคนมาด่าก็ได้ ใครก็ไม่รู้ ซึ่งผมมองว่าเป็นอาชีพที่ Burn Out ได้ง่าย แต่ถ้าเราปรับวิธีคิดและเข้าใจตัวเองมากขึ้น มันก็จะเห็นได้ว่าเราไม่มีทางเหนื่อยกับการทำยูทูบ

ช่วงที่ต้องเจอกับคำบูลลี่หรือ Hate Speech คุณจัดการกับมันอย่างไร

จริงๆ มีหลายช่วงเวลามาก ผมมีการจัดการแตกต่างกัน แต่เอาจริงๆ ก็ยังเรียนรู้อยู่ครับ ตอนแรกที่ผมจัดการคือเหมือนกับผมเก็บไว้ เป็นความโกรธ ความแค้น มีความคิดแค่ว่า ‘ดูถูกไปเถอะ วันหนึ่งฉันจะทำให้สำเร็จให้ดู’ อันนี้คือความคิดแรกตอนนั้น มันก็สำเร็จจริงๆ แต่หลังๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดี พอเราสำเร็จ มันก็ไม่มีอะไร ก็ว่างเปล่า หลังๆ ก็คิดในใจตลอดว่าเราจะอยู่เหนือกว่าเขาให้ได้ คนที่อยู่ต่ำกว่าเราก็ไม่สนใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพอเราทำอย่างนั้น การกระทำของผมจะมีความไม่ให้เกียรติคนอื่นมากขึ้น แล้วผมก็เลยหยุดตรงนั้น 

หลังๆ ผมก็มองในความเป็น Hate Speech ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาก็แค่ไม่ได้มีวันที่ดี เพียงแค่เจอวันแย่ๆ แล้วเขาไม่มีที่ลงมากกว่า เขาเป็นคนที่จมอยู่กับความตึงเครียดนั้น ก็เลยลงที่ที่ลงง่ายที่สุดคือยูทูบเบอร์ ในคอมเมนต์ต่างๆ เพราะลงได้ตลอด ฟรี พร้อมด่าถ้าเรามีนิ้วมือ หลังๆ ผมก็ไม่ค่อยมองเห็นพวกนั้นแล้วครับ

เท่าที่คุยกัน คุณเป็นคนมองโลกในแง่บวกมาก มันสำคัญยังไงกับการใช้ชีวิตในช่วงปีหลังๆ มานี้

ผมไม่ค่อยมองปัญหาอะไรในชีวิตเป็นเรื่องใหญ่เท่าไรนะครับ สิ่งที่ผมเจอในปีนี้คือการเรียนรู้ตัวเองนะ ช่วงโควิดนี่ละทำให้ผมเรียนรู้ตัวเองนะว่าจริงๆ ผมเป็นคนที่สร้างเรื่องราวในสมองค่อนข้างเยอะ คิดในทางไม่ดีมากๆ แต่พอวันหนึ่งผมฝัน เหมือนฝันว่าโดนพระเจ้าด่าว่ามันไม่ถูกต้องนะ มันเป็นฝันร้ายเลย แต่พอเจออะไรที่ไม่พอใจ มันจะวนอยู่ในหัวตลอดจนกระทั่งถึงตอนเย็น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราเสียวันไปแล้ว รู้สึกว่าเป็นวันที่ไม่แฮปปี้แล้ว แต่หลังจากที่โดนพระเจ้าด่า ก็ไม่คิดเลยครับว่าคนนี้คนนั้นเป็นอย่างนี้นะ 

ยกตัวอย่าง พอทีมงานลาออกอยากจะไปทำช่องตัวเอง มันก็มองได้หลายมุม คนภายนอกอาจจะมองว่าดังแล้วลาออกไปทำของตัวเอง มีรายได้แล้ว นี่ก็คือมุมหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็ถูกของเขา ทำไมเราไม่ลองคิดว่าเราให้โอกาสเขาได้ลองทำ พอเราคิดอย่างนี้ปุ๊บ ก็รู้สึกว่าสบายตัวมากเลย สบายใจ ปีนี้ค่อนข้างเป็นปีที่มีความหมายค่อนข้างเยอะในชีวิตผมนะครับ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรเครียด หรือถ้าเครียดก็มีทางออกตลอด บางทีสิ่งที่เราเครียด มันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ก็เลยมองว่าไม่ต้องไปเครียดดีกว่า

การที่เด็กๆ ยุคนี้สนใจอยากเป็นยูทูบเบอร์แบบคุณ มันบอกอะไรกับคุณบ้าง

มีความหมายว่าผมเป็นไอดอลสำหรับพวกเขานะ และถ้าดูในช่องผม จริงๆ จะรู้ว่าผมสไตล์บ้านๆ มาก ไม่ได้มีอะไรเวอร์วัง ก็พยายามทำคลิปอะไรบ้านๆ ผมอยากแค่ให้เขารู้สึกว่าผมก็เป็นพี่คนหนึ่งที่ทำเรื่อยเปื่อย ทำอะไรตลกๆ ไปเรื่อย จะมองเป็นไอดอลก็ได้นะ แต่แค่ให้เห็นว่าจริงๆ ชีวิตเรามันสนุกได้ ถ้าดูในช่องผม อะไรที่มันเศร้าๆ แทบจะไม่มี เพราะผมอยากสื่อว่าชีวิตมันสนุก ไม่ได้น่าเบื่อ มันยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ผมทำมา 700 กว่าคลิปแล้วนะ ก็ยังทำได้อีกเรื่อยๆ จะบอกว่าถ้าชีวิตไม่สนุก ก็ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง เดี๋ยวมันก็จะสนุกได้

มีอะไรอยากแนะนำที่อยากให้กับคนที่คิดอยากทำยูทูบ

จริงๆ คำแนะนำผมต่างกันตลอดเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่ครั้งแรกผมจะบอกว่าตั้งใจทำ ลงคลิปทุกอาทิตย์ มีความสม่ำเสมอ เดี๋ยวคุณก็สำเร็จเอง แต่ต่อมาก็อยากจะขอโทษพวกเขา (หัวเราะ) ความสม่ำเสมอก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าลองทำดูดีกว่า 

แต่จริงๆ มันไม่มีคำแนะนำหรอกครับ ทุกวันนี้คำแนะนำก็คือตัวเองให้ตัวเราเอง ช่องอาหาร ผมเองก็ให้คำแนะนำไม่ได้เหมือนกัน ช่องตัดผมก็มี ช่องเล่นกับลูกเจี๊ยบก็มี หรือช่องแปลกๆ อย่างเก็บยุงหรือจับมดมาเก็บในกล่อง มันมีทุกรูปแบบน่ะครับทั่วโลก ซึ่งผมมองว่าถ้าเราเจอทางที่เราชอบ ก็ทำไปเถอะ แต่ที่พวกเขามักจะถามคือทำยังไงให้ดังเหมือนผม สำเร็จเหมือนผม อันนั้นก็ไม่รู้ครับ ไม่มีใครตอบได้เหมือนกันว่าคุณทำแล้ว คุณจะรักอาชีพนี้ได้แค่ไหน

เรื่องการแสดงภาพยนตร์ดูเป็นเรื่องไกลตัวคุณมาก ทำไมถึงตัดสินใจเล่นโกงพลิกเกม

ได้โอกาสครับ ตอนนั้นจำได้ว่าเขาบอกว่ามีสัมภาษณ์หนัง ก็เลยลองไปดู แล้วก็ได้เล่นจริงๆ ว่ะ ไปเจอพี่ทอม (อิศรา กิจนิตย์ชีว์) พี่โต้ง (Twopee: พิทวัส พฤกษกิจ) ก็เลยรู้สึกว่าเยี่ยมเลย เลยตกลงเล่น พอมาเล่นก็สนุกนะ บรรยากาศที่คิดไว้มันไม่เหมือนกันเลย ตอนแรกคิดว่ามันจะตึงเครียด แต่พอเจอบรรยากาศจริงๆ ก็รู้สึกว่าเป็นกันเองมาก เป็นหนังที่มีผู้ชายสี่คน อยู่กับแก๊งผู้ชาย คุยแต่เรื่องผู้ชาย ก็สนุกดี แล้วก็ไม่ค่อยน่าเบื่อ สนุกตลอด

ตอนได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่านี่ใช่หนังไทยหรือเปล่า เพราะเป็นหนังที่ต้องบอกเลยว่าไม่เคยมีแนวนี้ในไทย เป็นแนวแบบแก๊งสเตอร์ใน Walking Street หลายๆ แก๊ง แล้วปูมหลังในหนังก็เป็นแกงสเตอร์ที่ผสมผสานกับสมัยนี้ ซึ่งหายากครับหนังแบบนี้ ตอนแรกที่อ่านบท ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรขนาดนั้น เข้าใจว่าเป็นหนังแอ็กชันที่ค่อนข้างเข้มข้น แต่พอไปดูก็ โอ้ว มันเป็นหนังที่ค่อนข้างเอาเรื่องอยู่ มีแทง ฟัน มันส์มาก

มีอะไรที่ท้าทายในการเล่นภาพยนตร์เรื่องแรกมั้ย

ถ้าพูดตรงๆ ทำยูทูบมันท้าทายกว่า เพราะยูทูบผมต้องเป็นผู้กำกับ ครีเอทีฟ นักแสดง รวมหมดทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นหนัง มันเหนื่อยแค่ตรงที่ว่าเวลามันยาว เช้า-เย็น ต้องตื่นเช้า ต้องนอนดึก แต่นอกจากนั้นก็คือผู้กำกับก็มี ครีเอทีฟก็มี ตากล้องก็มี อาหารก็มี (หัวเราะ) ซึ่งผมก็ทำหน้าที่เป็นนักแสดงคนหนึ่งเท่านั้น ก็เลยมองว่ามันท้าทายน้อยกว่ายูทูบ

แล้วมันท้าทายอีกมั้ยกับการเล่นบทซิม ซึ่งเป็นตัวหลักของเรื่อง

ยากครับ เพราะผมไม่เคยเล่นหนังหรือซีรีส์อะไรเลย ตอนผมทำเวิร์กช็อปก็ค่อนข้างเหนื่อย เพราะว่าคนอื่นเก่ง แต่ทำไมเราไม่เก่ง พอมาลองเล่นดูก็รู้สึกว่ามันก็โอเคนะ ก็ไม่ได้กากมากนะ (หัวเราะ) หลังๆ ก็เริ่มดีขึ้น แล้วก็มีเพื่อนพาไปเล่นหนังอีกเรื่อง ผมมองว่ามันท้าทายช่วงแรกทุกอย่างเลย แต่ผมก็สนุกดี ไม่ได้เหนื่อยเท่าตอนผมเริ่มทำยูทูบ

ในโกงพลิกเกม มีโอกาสได้ออกลีลาแอ็กชันบ้างไหม

มีครับ เป็นฉากในรถที่ต่อยกัน แทงกัน ผมต้องไปฝึกแยก วันที่ไม่มีถ่ายเขาก็เรียกไปฝึก ต้องจำให้ได้ว่านักแสดงคนไหนแทงเข้าไปตรงไหน ตรงไหนหลบ ต้องจำทุกขั้นตอน จำคิว เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกดีครับ

กลัวไหมกับการเข้าฉากแอ็กชัน เพราะไม่ใช้สตั๊นท์ด้วย

จริงๆ ซีนแอ็กชันผมไม่กลัวนะ ผมมองว่ามันสนุกและสบาย เพราะเหมือนเราปล่อยพลังออกมา ยังไงมันก็ธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ซีนยากของผมคือซีนเงียบๆ พูดคุยจริงจัง เพราะเราต้องสวมบทบาทเป็นอีกคาแร็กเตอร์ในหนัง และพูดด้วยคำพูดของคาแร็กเตอร์อันนั้น ผมมองว่ามันยากกว่าการที่ตะโกนร้องออกมา ซึ่งไม่ได้ยากเท่าไร เพราะในยูทูบก็ตะโกนโวยวายอยู่แล้ว (หัวเราะ) 

แล้วตอนที่เล่นซีนเงียบ กดดันมากน้อยแค่ไหน

ตอนแรกกดดันมากครับ อย่างยูทูบก็มีกล้องตัวเดียวเนอะ แต่อันนี้คือมีคน 50 คน 100 คน หลังกล้องก็มีอีก คือกดดันอยู่แล้วเพราะทุกคนจะเงียบ และจะมองมาที่ตัวผมคนเดียว ซึ่งอันนี้ผมมองว่าเป็นอะไรที่ยากสำหรับนักแสดง ตอนแรกก็มีคัต หลายคัตเลย แต่พอหลังๆ ก็เริ่มชิน ก็เห็นว่าการที่คัต ถ่ายใหม่ ก็เป็นเรื่องปกตินี่หว่า นักแสดงคนอื่นก็เจอทุกคนนี่หว่า ก็เลยได้เห็นว่ามันก็แล้วแต่อารมณ์นี่หว่า (หัวเราะ) ก็โอเค หลังๆ เริ่มชิน เพราะทุกคนมีพลาดเหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการเข้าฉากร่วมกับนักแสดงคนอื่นบ้าง

ตอนแรกผมกลัวพี่โต้ง เขาเป็นแรปเปอร์ ผมไม่เคยมีเพื่อนเป็นแรปเปอร์เลย ยังคิดว่าเขาจะแรปด่าเราหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่พอเจอตัวจริงก็เรียบร้อย เป็นคนน่ารัก ส่วนพี่ทอมก็สนิทกัน เขาชอบรถ มีเรื่องคุยกันตลอด ส่วนปอนด์ (คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ) ก็วัยเท่าๆ กัน คุยกันจนกลายเป็นเพื่อนสนิททั้งในหนังและในชีวิตจริงครับ

สิ่งที่ดีที่สุดที่ได้รับการการเล่นหนังเรื่องแรกในชีวิตคืออะไร

ผมคิดว่าคนในกองครับ รู้สึกว่าทุกคนใจดีนะ คอยช่วยกัน ดูใกล้ชิดกันมากเลย ชอบบรรยากาศกอง มีความเฮฮา สนุกสนานดีครับ

ผู้ชมจะได้อะไรจากโกงพลิกเกม

อย่างแรกคือเป็นหนังไทยที่ไม่เหมือนใคร อย่างที่สองคือได้เห็นผมเล่นหนังนี่ล่ะ (หัวเราะ)สุดท้ายเป็นหนังแอ็กชัน สิ่งที่จะได้คือมีมิตรภาพ ความสัมพันธ์ของครอบครัว เพื่อน ความเป็นแก๊ง ซึ่งในหนังก็มีหลายแก๊ง แล้วในแต่ละแก๊งก็มีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน ก็มีการดูแลซึ่งกันและกันไม่เหมือนกัน เราก็จะได้เห็นว่า Dictatorship มันเป็นยังไง มีแฝงเข้าไปในหนังเรื่องนี้ครบถ้วนทั้งหมดเลย ซึ่งผมก็มองว่ามันก็เป็นหนังที่ดูแล้วสนุก

เพราะตอนไปผมดู เกร็งทั้งเรื่องเลยนะ แต่พอดูเสร็จ ก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาอย่างนี้เลย ก็โอเคเลยนะ รู้สึกว่าภูมิใจที่ทุกอย่างมันจบลงแล้ว เราทำเสร็จแล้ว แล้วในเรื่องนี้มีแม่ผมจริงๆ มาร่วมแสดงด้วยครับ คือหนังถ่ายที่พัทยา ผมก็เลยถามแม่ไปว่า แม่สนใจมาออกซีนไหม แม่เขาก็ดีใจ แม่เขาก็เล่นดีครับ เป็นแม่ตัวเองเล่น (หัวเราะ)

อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน Modernist 

ขอบคุณที่อ่านบทความนี้ครับ อยากจะบอกว่าภาพยนตร์โกงพลิกเกม Game Changer เข้าฉายวันที่ 28 ตุลาคมนี้ (ชมได้บน Netflix-บรรณาธิการ) ฝากด้วยครับ เพราะว่าเป็นหนังที่ผมเล่นเรื่องแรก ดูแล้วก็มีฟีดแบ็กให้หน่อยแล้วกันครับ (หัวเราะ) 

แล้วใครที่อยากเป็นยูทูบเบอร์ ก็แนะนำอย่างเดียวว่าลองทำดูก่อน ลองดูว่ามันจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็ขอบคุณทุกคนที่นั่งอ่านบทความนี้ และฝากติดตามช่องยูทูบคิวเทโอปป้าด้วยนะครับ

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า