fbpx

ความหมายของคำว่านักแสดงตัวที่ไม่ตายตัวของมีน-พีรวิชญ์ และบทสุดท้าทายในพี่นาค 3

ปีนี้มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร อายุ 24 ปี

นักแสดงผู้เริ่มต้นเส้นทางด้วยบทเด่นในซีรีส์วายจนเริ่มมีฐานแฟนอย่างเหนียวแน่นๆ ค่อยๆ เพิ่มพูนแฟนคลับด้วยการทะยานสู่บทบาทใหม่ๆ บนหน้าจอทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ จนถึงการเป็นนักแสดงในวิกใหญ่ย่านพระรามสี่ ที่หลายคนคงได้เห็นเขาในบทบาทที่ท้าทายมากขึ้น

และชายหนุ่มวัยใกล้เบญจเพสที่เพิ่งเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เพิ่งเปิดโปรดัคชั่นเฮาส์เป็นของตัวเอง เขาขยับขยายบทบาทขึ้นไปเป็นผู้จัดซีรีส์ที่เตรียมผลิตคอนเทนต์คุณภาพสู่สายตาผู้ชม

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นนักแสดง-อาชีพแรกที่ทำให้เราได้รู้จักหนุ่มตี๋คนนี้

เราตามติดชีวิตของเขาและทีมนักแสดงพี่นาค 3 จากคำชักชวนของไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ในทริปบวงสรวงภาพยนตร์ที่ถ้ำนาคา เขาภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และชวนมีนคุยกับเราสั้นๆ ตามสูตรสำเร็จของบทสนทนาหลังบ้านที่ Modernist ทำเสมอๆ 

ดังนั้นย่อหน้าด้านล่างนี้ คือเรื่องราวการเป็นนักแสดงที่ไม่มีคำว่าตายตัว ชีวิตของผู้จัดในนามจำรัส จำสัส เอ้ย จำกัด (ชื่อนี้จริงๆ) และไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวเองจริงๆ ของหนุ่มวัย 24

ที่เติบโตเกินกว่าที่เราจะเชื่อว่า นี่คือเด็กจบใหม่ที่สู้เพื่อโอกาสของตัวเองล้วนๆ

จำชีวิตก่อนเข้าวงการบันเทิงได้มั้ย

มีนเข้าวงการตอนประมาณอายุ 17 ตอนนั้นอยู่ ม.5 ตอนนั้นเป็นเด็กนักเรียนทั่วไปนั่นแหละ ชอบทำกิจกรรม เป็นประธานนักเรียน เป็นนักกีฬา ไม่ชอบอยู่ว่างๆ ชอบทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยๆ

ซึ่งจริงๆ คุณไม่ได้มาจากครอบครัวที่ฐานะดี

บ้านไม่ได้มีตังค์เลย ไม่ได้มีตังค์มากๆ ฮะ ตอนนั้นที่บ้านก็ทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่ ที่บ้านเปิดร้านอินเทอร์เน็ตอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วพ่อแม่ก็ไม่มีเวลามาส่งมารับ เราก็ต้องไปเอง บางทีก็นั่งรถตู้ไปจากฉะเชิงเทรา ไม่ใช่รถตู้ส่วนตัวนะ แต่เป็นรถตู้สาธารณะแบบเที่ยวละ 100 บาท ต้องไปต่อคิวรอที่ขนส่งแล้วก็นั่งมาทำงานเสร็จ รถตู้หมดสองทุ่ม ถ้าวันไหนงานดึกกว่านั้นก็ต้องเหมาแท็กซี่ ก็ใช้เงินเยอะเหมือนกันครับ หรือบางทีก็นอนห้องพี่สนุ๊ก (ผู้จัดการส่วนตัว) แล้วตอนเช้าค่อยกลับ

แล้วด้วยคุณเติบโตในบ้านที่เปิดร้านเกม คุณติดเกมมั้ย

เด็กๆ พ่อกับแม่คิดว่าผมติดเกม แต่ว่าพอเปิดร้านเกม พ่อกับแม่ผมก็เลิกด่าว่าผมเป็นเด็กติดเกม เพราะว่าพอเจอคนอื่นเข้าไป เจอลูกค้าที่มาเล่นเกมเข้าไปคือเรากลายเป็นว่าคนไม่ติดเกม แล้วมีนเล่นเกมน้อยมาก คือมีแค่ช่วงประมาณ 6 เดือนแรกที่เปิดร้านเกมมั้ง หรือปีแรกที่เราเห่อหน่อย แต่ว่าพอถึงเวลามันเบื่อ มันอยู่กับเกมตลอด มันเล่นทุกอย่างจนไม่รู้จะเล่นอะไร ถ้าไม่มีเพื่อนผมไม่เล่นเลย ทุกวันนี้ก็แทบไม่ได้เล่นเลยฮะ

จำได้มั้ยว่างานแรกที่คุณเคยไปทดสอบหน้ากล้องคืองานอะไร

งานแรกสุดเลยคือแคสติ้งซีรีส์ Love Sick The Series ครับ คือตอนนั้นเป็น Season 2 แล้วก็มีคนไปสมัครหลายร้อย เป็นพันคนเลยมั้ง แล้วเราติดรอบ 20 คนสุดท้าย แต่ว่าสุดท้ายก็ตกรอบครับ ไม่ได้เล่นเรื่องนั้น แต่ว่าก็มีโอกาสได้ไป Workshop ได้ไปรู้จักการแสดงจากเรื่องนั้น

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความฝันของคุณคือการอยู่ในวงการบันเทิงเลยมั้ย

มันไม่ได้เป็นความฝันของมีนเลยนะ มีนไม่เคยคิดว่าจะจริงจังหรืออะไรแบบนี้ ตอนเข้ามาคืออยากลอง อยากรู้ว่าวงการบันเทิงมันเป็นยังไง ทำยังไงหน้าเราถึงจะได้ไปอยู่บนทีวี ก็ลองๆ เล่นๆ ดู ไม่ได้จริงจัง ไม่ได้คิดอะไรเลย ทำเอาสนุกอย่างเดียวเลย แล้วก็พอไปอยู่ก็กลายเป็นว่าเราชอบ ดันไปชอบคุยกับผู้กำกับ คุยกับตากล้อง ชอบงานเบื้องหลัง ก็เลยตัดสินใจว่าเราเรียนเกี่ยวกับเบื้องหลังดีกว่า ความสนุกของมันคือความหลากหลายฮะ วันนี้ผมถ่ายโฆษณา พรุ่งนี้ผมไปถ่ายแบบ ถ่ายแบบคาแรคเตอร์ก็เปลี่ยนไป ละครก็เปลี่ยนไป ได้เจอคนที่หลากหลายตลอด แบบนี้ก็ไม่ซ้ำซากจำเจ อาจจะเป็นคนที่ไม่ชอบงานอะไรแบบที่มันเป็นรูทีนประจำตลอด

เจออุปสรรคอะไรในการอยู่ในวงการบันเทิงบ้าง

อุปสรรคคร่าวๆ อาจจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องเวลาดีกว่า เพราะว่าอย่างวงการบันเทิงไทย คนถ่ายละครก็จะเป็นคิว 6 โมงถึง 4 ทุ่ม 6-7 โมงก็ต้องตื่นตั้งแต่เช้า สมมติถ่ายเสร็จสี่ทุ่มกลับมา ถ่ายติดกัน 3 วัน กว่าจะถึงบ้านก็ 5 ทุ่มกว่า กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน ตีสี่ครึ่งตีห้าต้องตื่นอีกแล้ว เรามีเวลานอนค่อนข้างน้อยมาก เราก็ต้องจัดสรรปันส่วนเวลากับอย่างอื่นด้วย ซึ่งมีนเคยถ่ายติดกันสูงสุดแบบ 20 วันเลย หนักสุดคือประมาณ 21 วัน

แล้วดูแลตัวเองยังไง

ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีแอบงีบในกองบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าเห็นนักแสดงงีบในกองไม่ต้องตกใจ คือบางทีเราก็ทำการบ้านไปเต็มที่แล้วแหละ แล้วถ้าในกองมันมีช่วงเวลาพัก เราต้องพักร่างกายบ้างให้มันโอเค พร้อมสำหรับการถ่ายทำต่อ ในกองมันก็อาจจะมีเวลาพักบ้าง อันนั้นก็จะเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการทำงาน บางทีเราเห็นพวกนักแสดงหลายๆ คน จะไม่ค่อยสูง ไม่ค่อยโตกันเพราะอย่างนี้ล่ะครับ เพราะทำงานกันหนัก

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยกับช่วงทำงานปรับตัวเองยังไงบ้าง

มีนว่าง่ายขึ้นนะ มีนว่าตอนมีนเรียน ถ้าเป็นมัธยมมันเรียนจันทร์ถึงศุกร์เลยใช่ไหม แต่ถ้ามหาลัยมันก็จัดตารางได้บ้าง เราก็โชคดีที่มหาลัยเรามันจะเลือกลงเองหมดเลย ไม่มีตัวบังคับ คือมีตัวที่บังคับ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนวันนี้ เวลานี้ เราก็จัดได้ เลือกเซค (Section)  ที่มันแบ่งเวลา อาทิตย์นึงก็จะเรียนประมาณ 4 วัน เราก็จะมีเวลาพัก 3 วัน ซึ่ง 4 วันนี้มันก็จะแบ่งได้อีกว่าวันไหนที่ห้ามขาดเรียน ขาดเรียนได้กี่ครั้ง ผมขาดตามโควตาที่มีให้เลยนะ แต่ว่ามันก็ยากตรงที่ต้องแบ่งเวลาให้ดี มันต้องไปคุยกับอาจารย์ทุกคาบว่าขาดได้กี่ครั้ง ขาดยังไง เราทำงานอะไรก็ต้องไปบอกเขา แต่สุดท้ายก็จบมาได้

เทียบข้อดี-ข้อเสียกับการทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย มันต่างกันยังไงบ้าง

มันก็มีดีมีเสียนะ ข้อดีเราว่ามันก็อาจจะโตกว่าเด็กทั่วไปที่ทำงานก่อน เรียนจบแล้ว แล้วก็ยังไม่ทันได้เรียนจบ ก็มีประสบการณ์ไปแล้ว 4-5 ปี ประสบการณ์สูงแล้วก็เหนื่อย ก็ดีนะ เราว่าพอมันเป็นเด็กมหาลัยที่ทำงานด้วยมันก็มีความเป็นเด็ก ก็มีพลัง

แต่ว่าข้อเสียก็คือ เราว่าช่วงเวลากับเพื่อนหายไปบ้าง ช่วงมีนทำงานหนักๆช่วงปี 2-3 ก็แทบจะไม่มีเวลาใช้ชีวิตกับเพื่อนเท่าไหร่ เพื่อนไปเที่ยวไปไหนเราก็ไม่ว่างว่ะ หรือว่าเวลาเราเรียนเสร็จปุ๊บก็ต้องรีบเข้ากรุงเทพฯ เข้าเมืองไปทำงานเลย ช่วงเวลากับเพื่อนก็จะหายไป เหนื่อยขึ้น จะสอบก็ต้องให้เพื่อนมาติวให้ แต่โชคดีที่ได้เพื่อนดีตลอดก็เลยแบบมาติวมาทวนให้

สิ่งสำคัญที่คุณได้จากชีวิตการเรียนมาจนถึงการทำงานคืออะไร

สิ่งสำคัญ มีนว่าสิ่งสำคัญมันคือเวลา หมายถึงแบบว่าเวลามันสำคัญมากๆ ทุกช่วงเวลามันอาจจะแบบถ้าเราตัดสินใจผิดพลาดไป หรือว่าตัดสินใจไม่ดีอาจจะทำให้เสียบางโอกาสไปได้ง่ายๆเลย เวลากับโอกาสเป็นอะไรที่สำคัญมากๆในชีวิต แล้วก็การแบ่งเวลาให้ตัวเอง แบ่งเวลาให้คนอื่น แบ่งเวลาให้ครอบครัว แบ่งเวลาให้งาน เราก็ต้องบริหารจัดการมันให้ดีเพื่อที่จะให้ทุกอย่างมัน Balance กัน ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเสียเวลาสำหรับบางอย่างไป

เราจำได้ว่าคุณเป็นที่รู้จักกจากซีรีส์วาย พอจำได้มั้ยว่าตัดสินใจยังไงบ้าง

ตอนแรกก็ตัดสินใจนะ มีวินาทีที่ตัดสินใจเหมือนกันเพราะว่าไม่เคยรับบทชาย-ชาย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะถ่ายทอดได้ขนาดไหน แต่พออ่านคาแรคเตอร์แล้วก็ค่อนข้างมีส่วนที่ใกล้กับตัวเรา มีส่วนที่เราอยากสื่อสารกับบทนี้ แล้วผู้กำกับก็คือพี่นิว (ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล) ที่เป็นคนที่สนิทกัน เขาเจอเราตั้งแต่งานแรกเลย เขาให้โอกาสเรา เราก็อยากลองไปดู ไปลองคุยกับนักเขียน ไปคุยกับผู้กำกับดู แล้วพอคุยก็ทุกอย่างมันก็ดูโอเคมาก ทุกคนมีพลัง เรารู้สึกว่าการทำงานที่มันมี Passion เยอะๆ มันก็สนุกดี ก็เลยตัดสินใจเลือกรับบทติณณ์ 

ตอนแรกก็กดดันเหมือนกันนะ เพราะว่าเป็นคาแรคเตอร์สุดท้ายเลยมั้งในเรื่องที่ได้ เหมือนตอนแรกเขาหาคนอื่น ถามคนนั้นคนนี้ สุดท้ายโชคดีมาลงที่เราครับ ก็กดดันเหมือนกันแล้วก็มีความคาดหวังสูงกับแฟนนิยายด้วย แต่ว่าพอกระแสมันดีเราก็ดีใจ แบบทุกคนเชื่อว่าเราเป็นติณณ์ได้

แล้วรู้สึกยังไงที่ผลลัพธ์เกินความคาดหมาย

ก็ตกใจนะ ก็ตกใจเหมือนกัน เพราะเราก็ทำงานของเราไป พอมันออกฉาย แถมยังไม่ได้ขายด้วยซ้ำ ก็แบบ หูย มีคนมาดูเราเยอะมาก มีคนมาตามเราเยอะมากเลย เราก็แบบ เอาแล้วไง ทำตัวยังไงวะเนี่ย แต่ว่าเราก็คิดว่า โอเค เราก็ทำตัวเหมือนเดิมดีกว่า ตอนแรกมีวินาทีที่คิดว่า ทำยังไงดีวะ ทำตัวยังไงดี ต้องเรื่องเยอะได้ไหมเนี่ย หรือว่าไม่เรื่องเยอะ สุดท้ายแล้วเราก็คิดได้ว่า มันก็เท่านั้นแหละ เดี๋ยวคนเขาตามเรารักเรา เราก็อยากให้เขารักเราที่เราเป็นเรา เพราะฉะนั้นเราก็เป็นตัวของเราเหมือนเดิมแล้วกัน ไม่พยายามที่จะเป็นคนดีขึ้นหรือว่าไม่พยายามจะแย่ลง

คุณรับบทบาทที่หลากหลายมาก แล้วการเป็นนักแสดงที่ดีคืออะไร

คำว่านักแสดงที่ดีมันก็ไม่ตายตัวหรอก มีนว่าก็ต้องเป็นคนที่สามารถถ่ายทอดตัวละครนั้นออกมาได้ ไม่ใช่คนดูแล้วคนก็จำว่ามีนๆ เห็นหน้าแล้วก็บอกว่าเป็นมีน เราก็อยากเป็นคนที่ถ่ายทอดตัวละครได้ วันนี้เราเล่นเป็นภพ เราก็อยากให้คนเชื่อว่าเราเป็นภพ สามารถพลิกบทบาท สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้คนลืมคำว่ามีน แล้วก็เชื่อในตัวละครนั้นได้ 

คุณเปิดบริษัทรับผลิตซีรีส์ของตัวเองที่ว่า

จำรัส จำสัส เอ้ย จำกัด (หัวเราะ)

ทำไมถึงเป็นชื่อนี้

คือวันหนึ่งที่รู้ตัวว่าต้องตั้งบริษัท ก็คิดว่าจะเอาอะไรดี แล้วเราหงุดหงิดกับคำว่าจำกัดที่มันอยู่ข้างหลังมาก ทำไมต้องบังคับว่าต้องมีคำว่าจำกัดตามหลังในชื่อบริษัทตอนตั้ง มีคำว่าจำกัดแล้วเราก็เลย โอเค งั้นเราเล่นอะไรกับคำว่าจำกัดดี ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัท สมมติชื่อบริษัท มีน พีรวิชญ์ จำกัด เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบคำว่าจำกัดเลย ก็เลยพยายามจะเล่นกับคำนี้ ตอนแรกก็คิดหลายชื่ออย่างเช่น ใครไม่กัดจำกัด แต่มันก็แห้งๆ หน่อย แล้วอยู่ๆ ก็เล่นมุกโบราณๆ ดีกว่า มุกแบบ “เอ้ย ถูกแล้ว” แล้วมันก็เริ่มมาจากว่าชื่อมันก็ดี เราก็คิดไปเรื่อยๆ มีคำว่าอะไร คำว่าจำ จำอะไรดี คำแรกก็จำรัส แล้วมันก็แปลงมาจากจรัส แปลว่าโดดเด่น เหมือนเป็นดาว แล้วก็จำสัสก็คือ ตอนแรกคิดว่ามันจะไม่ผ่านเพราะว่ามันดูเป็นคำหยาบ แต่ว่ามันก็ได้ครับเพราะว่ามันเป็นคำเฉพาะ ผมก็ลองให้เขาลองดูว่าผ่านไหม สรุปว่าผ่าน ก็เอาเลย เพราะว่าอยากให้คนจดจำไง มันจำมากๆ แล้วก็แบบ เอ้ย จำกัด เราอยากให้บริษัทเรามันอารมณ์ดีแล้วก็มีคนจำได้แล้วก็โดดเด่น ซึ่งทุกอย่างมันก็ตรงกับบริษัท 

แสดงว่าความฝันของคุณไม่ใช่นักแสดง แล้วความฝันจริงๆ ของคุณคืออะไร

ปลายทางดีกว่า คือคนเรามันก็มีหมุดหมายในหลายๆ ช่วงชีวิต แต่ตอนนี้ก็คงมีอาชีพนักแสดงเป็นหลักแหละ แต่สุดท้ายในอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็อาจจะมีอีกหนึ่งอาชีพที่เราก็อยากทำเหมือนกันก็คือ เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เป็นผู้กำกับ เป็นคนเขียนบท

หนึ่งในงานที่คุณทำในนามบริษัทใหม่คือหนังสือรุ่น เดอะซีรีส์ คิดว่าผลงานตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง

เยอะเลย มันเป็นเรื่องแรกด้วยที่มาทำในฐานะคนเบื้องหลัง แล้วก็อาจจะไม่ได้รู้กระบวนการทั้งหมด ไม่ได้มีความสามารถมาหขนาดนั้น แล้วเราว่า เราต้องศึกษาเพิ่มอีกเยอะนะครับในหลายๆ เรื่องเลย

ยกตัวอย่างอุปสรรคที่เกิดจากการทำซีรีส์เรื่องนี้หน่อยได้ไหม

ถ้าเป็นของมีนก็อาจจะเป็นเรื่องความหมายในการกำกับ ทำให้ความเข้าใจซีนบางทีก็อาจจะถ่ายมาเยอะเกินไป ก็เสียเวลาในการถ่ายทำ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันใช้แค่นี้ หรือบางทีก็ถ่ายมาน้อยเกินไป เหมือนภาพในหัวเรามันแค่นี้ก็พอแล้วแต่ถึงเวลาไปตัดต่อจริงๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้มันอาจจะต้องใช้ประสบการณ์มากขึ้น

ละครกับซีรีส์ต่างกันยังไง

มีนว่าหนึ่งเลย ทุกวันนี้ก็ไม่มีสวิชเชอร์แล้วนะ มันอาจจะมีบ้างแต่ที่เจอมาก็ไม่มีแล้ว เราว่าความต่างคือซีรีส์มันยังมีฐานของการแสดงแบบค่อนข้างจะเบากว่า อาจจะมีความเป็นหนังมากกว่าประมาณหนึ่ง แต่พอมันเป็นละคร มันอาจจะต้องเล่นชัดมากขึ้น เล่นให้คนเข้าใจง่ายมากขึ้น อาจจะเป็นวิธีการที่ต้องเพิ่มขึ้นมา ซึ่งถ้าเราไปเจอคนที่เล่นละครมาจัดๆ แล้วพอเราไปเล่นในวิธีการเดิมๆ อาจจะกลายเป็นว่า มีน ขออีก ขอชัดอีก ขอใหญ่อีก อะไรแบบนี้ แรกๆ ก็โดน ก็ไปศึกษาเพิ่มมา ก็ต้องพยายามจัดการตัวเอง สุดท้ายเวลากลับมาเล่นซีรีส์หรือว่ามาเล่นหนัง ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการบ้างเล็กน้อย 

เราเห็นในอินสตาแกรมแล้ว คุณแต่งตัวจัดมาก รู้ตัวเองไหมว่าตัวเองเป็นคนชอบแต่งตัว

ไม่รู้ ไม่รู้ตัวเองเลย แค่เราชอบแต่งตัวเฉยๆ ตอนแรกเราคิดว่าคนอื่นจะเป็นนิสัยเหมือนเราด้วย พอเราไปเจอเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครเป็น ก็โอเค ก็แปลว่าเราน่าจะชอบแต่งตัวมากกว่าคนอื่นเขาหน่อย

ก็เลยเป็นที่มาของการทำรายการ Meantrosexual

ใช่ มันก็ล้อมาจากคำว่า Mentrosexual นั่นแหละ ที่แปลว่า ดูแลตัวเอง เราเป็นคนชอบให้ตัวเองดูดีในสายตาตัวเองนะ ก็ชอบดูแลตัวเอง ชอบสกินแคร์ ชอบศึกษาเครื่องแต่งหน้าเซตผมแต่งตัวนู่นนั่นนี่ จริงๆ ก็มีช่วงนึงที่มีเวลาก็เลยอยากลองทำ YouTube ทำอะไรบ้าง แต่สุดท้ายพออาชีพนักแสดงมันไม่มีเวลาแบ่งไปขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะแบ่งเวลาไม่ค่อยเก่งด้วย กับไม่ค่อยมี Passion กับมันเท่าไหร่ ไม่มีทีมช่วยทำ ทำอยู่คนเดียว สุดท้ายมันก็ไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่

พอถึงเมื่อคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในช่อง 3 ปรับตัวเยอะไหม

เยอะนะ คือเด็กๆ เคยได้มีโอกาสเล่นละครครั้งหนึ่ง ถ่ายไปแล้ว 5-6 คิวแต่ว่าเล่นไม่ได้ ไม่เข้าใจ ละครมันก็มีวิธี คือเราไม่รู้เลยว่าคืออะไร สุดท้ายโดนเปลี่ยนตัว เปลี่ยนคนอื่นไปเล่นแทน ค่อนข้างเป็นเป็นปมในใจเราเหมือนกันนะ  ไม่กล้าเล่นละครเลย แล้วพอชีวิตผ่านวัยนึงมา กลายเป็นว่าแทบจะกลายเป็นพี่ใหญ่ในวงการซีรีส์ไปแล้ว เพื่อนๆ ทีมงาน ตากล้อง ผู้จัด แทบจะรู้จักกันหมดแล้ว วันนึงเราก็รู้สึกว่า โอเค เราอยากเติบโตขึ้น อยากไปเปิดงานใหม่ๆ แล้วก็ได้มีโอกาสกับทางช่อง 3 เข้ามาพอดี ก็เลยลองดูแล้วกัน แต่ก็กดดันครับ เราก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมเยอะเหมือนกัน ไปเรียนแยกเฉพาะสำหรับงานละครเลย คือคนดูอาจจะไม่รู้สึกถึงความต่างเท่าไหร่ แต่จริงๆ มันก็มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการเป็นนักแสดงอยู่เหมือนกัน

แล้วการขึ้นจอภาพยนตร์ล่ะ เป็นเรื่องใหญ่ของคุณขนาดไหน

พี่นาค 3 นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ให้โอกาสมีน ก็ตั้งแต่ภาค 2 แล้ว ก็ดีใจครับ แล้วฟีลมันก็ต่างกันพอสมควร กับการที่เราได้ไปดูตัวเองในจอที่ใหญ่มากๆ ในโรงหนังที่คนตัดสินใจเสียเงินเข้าไปดูเรา ก็ดีใจครับ แล้วก็ตื่นเต้น แล้วก็เป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ของเราเหมือนกันนะที่ได้อยู่ตรงนั้น ก็อยากทำให้มันดีที่สุดแหละครับ แต่ก็อยากให้คนชื่นชอบในผลงานเรามากที่สุด

พูดถึงพี่นาค 3 แตกต่างจากสองภาคแรกยังไงบ้าง

คือภาค 1 มันเป็นห้ามบวช กับภาค 2 มันเป็นห้ามสึกใช่ไหม แต่ว่าภาคนี้เมนหลักของมันก็คือห้ามตาย ก็คือพูดถึงความแค้นที่แค้นมากๆ แค่ยกโทษให้มันไม่หาย แค่ขอโทษมันไม่หาย หนักกว่าความตายก็คือความทรมานที่ไม่ยอมให้ตาย คือคนอยากตายแต่ตายไม่ได้ ต้องทรมานกว่านี้อีก เราว่ามันก็น่าจะโหดขึ้น หลอนขึ้น น่ากลัวขึ้น อีกอย่างนึงที่มันมากกว่าก็คือ 2 ภาคแรกมันถูกเล่าอยู่ในวัด อยู่ในโลเคชั่นที่ปิดนิดนึง ก็อาจจะทำงานง่ายกว่า ซึ่งถ้าหลายๆ คนชอบภาพสวย บอกเลยว่าภาคนี้ดีกว่าเดิมมาก เราทุ่มเทมาก เราเดินทางมาภาคอีสาน เดินทางแบบอีกหน่อยก็จะข้ามไปต่างประเทศแล้ว ข้ามไปลาวแล้ว แต่ละโลเคชั่นถูกคัดมาแล้ว ถูกเลือกมาแล้วแล้วก็ทุ่มทุนมากขึ้น ใช้พลังกับมันมากขึ้น

เล่าความสนุกของพี่นาค 3 ให้ฟังหน่อย

ถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบแฟรนไชส์พี่นาคอยู่แล้ว ซึ่งมันก็มีพี่นาคภาคแรก กับพี่นาค 2 มาแล้ว แล้วก็การันตีด้วยยอด 100 ล้านหรือมากกว่านั้น เราก็เชื่อว่าน่าจะมีคนชอบสไตล์นี้อยู่ ซึ่งความสนุกของมันก็คือ มันดูง่ายเข้าใจง่าย ตลก หลอน คือความเป็นพระความเป็นผีในไทยมันก็ค่อนข้างจะขายง่าย คนเข้าใจง่าย เราอยากให้คนดูตามเพลินๆ ดูแล้วสนุกว่ะ ดูอันนี้แล้วน่ากลัวจังเลย แล้วสุดท้ายพอดูจบเราได้เข้าใจธรรมะบางอย่างที่มันถูกสอดแทรกแอบๆเนียนๆเข้าไปในนั้น สุดท้ายได้มีอะไรกลับไปนั่งคิดเล็กๆน้อยๆกัน เราว่ามันก็เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้ แล้วก็น่าจะเป็นจุดขายที่ทำให้หนังเรื่องนี้ขายได้ครับ โดยเฉพาะภาค 3 ที่มีความแปลกใหม่มากขึ้น มีโลเคชั่นที่สวยงามมากขึ้น มีวิธีการเล่น บทบาท หรือว่าบทต่างๆที่มันค่อนข้างจะมากขึ้น

แฟนคลับมีส่วนที่ทำให้คุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เติบโตขึ้นเยอะมาก ณ วันที่เรามีแฟนคลับ เราก็อยากให้เขารักเราที่เราเป็นเรา แต่สุดท้ายการเป็นเรามันก็อาจจะมีทั้งสิ่งที่คนชอบและคนไม่ชอบ ซึ่งด้วยกำลังใจ ด้วย Feedback หรืออะไรก็ตามจากแฟนคลับ มันก็ทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นมาก แล้วอีกอย่างหนึ่งคือว่า การมีแฟนคลับมันก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ทำให้เราอยากผลิตผลงานไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่าถ้าเรามีผลงานที่ดีต่อไป มีอะไรให้คนติดตาม มีอะไรให้คนรัก มีอะไรให้คนชื่นชอบต่อไป คนก็จะยังอยู่กับเรา รักเรามากขึ้น เราก็เลยอยากผลิตผลงานดีๆ ตอบแทนเขาไปเรื่อยๆ อยากให้ทุกคนดีใจที่อย่างน้อยๆ เขาชื่นชอบเรา ตอบแทนเขาด้วยผลงาน 

คุณมีอะไรอยากบอกแฟนคลับในวันคล้ายวันเกิดปีนี้บ้าง

ก็ดีใจที่ได้ผ่านวันเกิดอีกปีนึงไปกับแฟนคลับทุกคนนะครับ ทุกๆ วันที่เราเติบโตขึ้นก็เพราะว่าแฟนๆ ทุกคนให้การสนับสนุนเรา แล้วก็อยากให้ทุกคนอยู่กับเรามีความสุขกับเรา อยู่ Happy Birthday เราไปในทุก ๆวันเกิด ขอให้ทุกคนมีความสุข แข็งแรง และไม่ว่าทุกคนจะอวยพรอะไรเรามา ก็ขอให้คำอวยพรนั้นกลับไปสู่ทุกคนที่คุณรักแล้วก็เรารักด้วย

วันนี้เติบโตขึ้นยังไงบ้างในวงการบันเทิง

เริ่มมีผมหงอก 2-3 เส้น แปลว่าเริ่มเติบโตมาก (หัวเราะ) เราว่าเราได้งานที่หลากหลายมากขึ้น เข้าใจวงการบันเทิงมากขึ้น ก็โตมากับมันครับ รู้จักคนมากขึ้นแล้ว แต่ก็โตได้อีกเยอะครับ ก็อยากสื่อสารอะไรได้มากขึ้น

แล้วจากนี้มองอนาคตตัวเองไว้ว่ายังไง

ตอนนี้ก็อยากมีผลงานที่มันหลากหลาย อยากมีงานดีๆ มาสเตอร์พีซเยอะๆ ในวงการนี้ แล้วก็อาจจะมองงานเบื้องหลังไว้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากจะค่อยๆ ขยับขยายตัวเอง อยากลองอะไรบ้าง เผื่อจะมี Original Series ของจำรัส จำสัส เอ้ย จำกัด สักเรื่อง

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า