fbpx

การเดินทางในสายครีเอเตอร์ของ mintchy & earth กับคำถามของตัวตนและคนดี

In Partnership with TEDxBangKhunThian

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง อากาศเย็นสบาย ณ ริมคลองบางขุนเทียน เรามีนัดคุยกับเหล่า Speaker ของ TEDxBangKhunThian ก่อนที่จะได้ฟังพวกเขาขึ้นพูดสดๆ ในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายนนี้

และ Speakers 2 คนแรกที่เราได้มีโอกาสพูดคุยด้วยคือมิ้น-สมัชญา อัศวนิเวศ และ เอิร์ท-วสวัตติ์ หาญลำยวง 

มิ้นและเอิร์ทเป็นครีเอเตอร์ที่ลงทุนลงแรงสร้างคอนเทนต์สนุกๆ ผ่านทางช่องยูทูป mintchy & earth มาตลอดหลายปี ก่อนแนวทางของทั้งสองค่อยๆ จะชัดเจนขึ้น จนทั้งคู่ต่างออกไปทำช่องยูทูปของตัวเอง

แต่เส้นทางของทั้งสองคนก็ยังไม่แยกจากกัน ยังคงอยู่เคียงข้างกันมาเสมอ 

จุดเริ่มต้นของการเป็นครีเอเตอร์

มิ้น: มิ้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่ชอบดูยูทูป จริงๆ ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ แค่อยากมียูทูปของตัวเองแค่นั้นเลยแล้วพอเริ่มทำเองก็รู้สึกว่ามันยากมาก ตัดที 8 ชั่วโมง เผลอกดลบโปรเจกต์ แล้วก็ต้องเริ่มตัดใหม่ มันท้อแท้มาก ตอนนั้นเลยทำแค่ 4 คลิปแล้วก็หยุดลงไป 

จนผ่านไปปีหนึ่งแล้วก็มารู้จักกับพี่เอิร์ท ซึ่งเขาก็พอมีแบ็คกราวนด์เกี่ยวกับการทำเบื้องหลังมาบ้างก็เลยได้มาร่วมงานกัน 

เอิร์ท: จริงๆ รู้จักกันเพราะตอนนั้น มาร้องเพลงทำเพลงอะไรสักอย่าง ผมเป็นนักดนตรีอยู่ แล้วมันก็มีความบังเอิญอะไรบางอย่างที่แบบ เออ ลองทำดูแล้วกัน คือมิ้นเขาเคยทำอยู่แล้วอะครับ เขาหยุดไป พี่ที่รู้จักเขาก็แบบ “เฮ้ย น่ากลับมาทำนะ”  แล้วก็เลยทำ แค่นั้นเอง

ช่วงแรกๆ เป็นอย่างไรบ้าง

มิ้น: งงมาก ที่มันมาไวกว่าที่คิดค่ะ ลงไปคือยอดวิวขึ้นมา 2,500 วิวภายใน 3 ชั่วโมง แล้วแบบ “โอ้มายก็อด” (น้ำเสียงตื่นเต้น) เราแค่ทำเป็นงานอดิเรก ไม่คิดว่ามันจะขึ้นได้ขนาดนี้ เพราะส่วนตัวไม่รู้ว่ามันเป็นอาชีพได้ค่ะ แค่อยากทำเพราะว่ามันสนุกเฉยๆ 

เอิร์ท: เหนื่อยมาก แล้วทำทีแบบ คลิปหนึ่งอย่างน้อยมี 3 วันอะครับเพราะใช้โปรแกรมไม่เป็นเลย เพราะเรียนดนตรีมาก็เป็นอีกโปรแกรมหนึ่ง พอมาทำสายวิดีโอก็แบบ… (ชะงัก) งงมากๆ กับเมนูทุกอย่าง ก็เลยแบบ 3 วันปะ คลิปแรก (หันไปถามมิ้น)

มิ้น: โอ้ย กลับบ้านตอนฟ้าสว่างอะค่ะ 6 โมงเช้า ตัดไม่เป็นเลย

เอิร์ท: แต่สนุกมากตอนแรก

พอเราบอกครอบครัวว่าจะทำยูทูปเป็นอาชีพ เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง 

มิ้น: ก่อนที่จะมาทำยูทูบมิ้นเคยเป็นนักร้องอยู่แล้ว อยู่ในเกิร์ลกรุ๊ป เสร็จปุ๊ปก็มาลองเล่นละคร แต่ว่าพอเลือกที่จะมาทำยูทูบ พ่อแม่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย อย่างนั้นเป็นดาราไปเลยดีกว่าไหม อยู่ในวงการบันเทิงมันดูน่าจะมั่นคงกว่าหรือเปล่า ในช่วงแรกเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองนิดนึงว่า มันเป็นอาชีพได้จริงๆ นะ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่

พอทำไปเรื่อยๆ มันมีจุดไหนไหมที่เราเริ่มไม่สบายใจที่จะทำ

มิ้น: มีเยอะเลยค่ะ (ตอบทันที) ด้วยความที่เริ่มทำแต่เด็กประมาณอายุ 17 พอคอมเมนต์อะไรมาแม้แต่คอมเมนต์เดียวที่เขาติเรา เราจะรู้สึกไม่ดี แล้วด้วยมีความไม่มั่นใจในตัวเองนิดนึงอยู่แล้ว ติคนเดียวปุ๊ป อยู่ในใจไปหลายเดือนเลย แล้วมันก็เหมือนทับถมเข้ามาเรื่อยๆ 

หรือการที่เราเป็นยูทูบเบอร์เราก็ต้องมานั่งดูว่า ยอดวิวคลิปนี้ไม่ค่อยดีเลย เราต้องปรับอะไรบ้าง บางคนดูชอบอันนี้มากกว่า แต่มันไม่ค่อยเป็นตัวเองเลย เราต้องปรับไหมนะ มันก็เลยมารบกวนความเป็นตัวเรานิดนึง ทำให้เราพยายามทำให้คนดูพอใจมากกว่า เพราะเราเป็นคนแคร์คนมาก สิ่งนั้นก็ทำให้ขาดความเป็นตัวเองพักใหญ่ๆเลย แล้วก็เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า งั้นหยุดทำยูทูบก่อนดีกว่าแล้วก็พักไปเดือนหนึ่งเลยค่ะ 

(หันไปถามเอิร์ท) มีอะไรอยากจะพูดไหม? มิ้นพูดอย่างเดียวเลย 

เอิร์ท: ของผม อ่า… ปวดหลังมั้งครับ (ทุกคนหัวเราะ) ความโชคดีของผมคือผมจะเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของมิ้น ผมจะไม่ได้คิดมาก ถ้าเขาด่าเล่นๆ ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่ถ้าเขาด่าแล้วติ ก็จะเป็นคนที่ ต้องการจะแก้มันเลยทันที

พอทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ บาลานซ์อย่างไรระหว่างสิ่งที่เราเป็นกับสิ่งที่คนดูอยากเห็น

มิ้น: มันจะมีตรงกลางค่ะ บางอย่างที่เป็นเทรนด์ สมมติว่ามิ้นเป็นสายเมทัลอย่างนี้ แต่ว่ามันมีแบบเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีที่มันมาแรงมากๆ เราก็แบบ “อุ๊ย ถ้าเราทำคลิปแต่งหน้าวงนี้มันน่าจะมามากเลยนะ” แต่มันก็ไม่ใช่ตัวเราเพราะเราไม่ได้ฟัง สมมติ BLACKPINK ปล่อยเพลงมาแล้ว มิ้นรู้สึกว่าเพลงนี้โคตรเท่เลย ปกติเราไม่ค่อยได้ฟังแต่เพลงนี้เราชอบมาก เราก็ทำเลย ถ้ามันเป็นเทรนด์แล้วมันตรงกับความชอบเราพอดีมันก็คลิกกัน แต่ว่ามิ้นก็จะไม่ได้ทำทุกอย่างที่คิดว่ามันน่าจะมาเสมอไป เพราะว่าอยากรักษาความเป็นตัวเองไว้ด้วยค่ะ พี่เอิร์ทมีอะไรเสริมไหม

เอิร์ท: ความเป็นตัวเองหรอ… (คิด) เราต้องคุยกับตัวเองบ่อยๆ เพราะว่าบางทีเราตอบสนองคนอื่นมากเกินไป มันจะทำให้เราไม่รู้จักตัวเอง บางทีก็จะเริ่มหมดไฟ มันเกิดขึ้นบ่อย จริงๆ ในวงจรการทำงานตลอด 7 ปี ก็จะมีการหมดไฟบ่อยมาก ก็เลยคิดว่าจุดพวกนี้คือจุดที่มีปัญหาบ่อย จริงๆตอนนี้ยังมีปัญหาอยู่เลย เพิ่งเริ่มมา reflect เรื่องนี้กันช่วงนี้ครับ 

สิ่งที่เรียนมาได้นำมาใช้กับการทำยูทูปมากแค่ไหน

เอิร์ท: ผมเรียนวิศวะแล้วก็ซิ่วไปเรียนดนตรี เราก็คิดว่าทั้งชีวิตน่าจะดนตรีหัวปักหัวปำ แต่ว่าจริงๆ แล้วหลักๆ คือการเปิดใจครับ พอมันเปิดใจแล้วมันได้ลองทำอาชีพอื่นๆ มันกลับได้รู้ว่ามันมีบางอย่างที่เราเรียนจากดนตรี วิศวะ มันถูกใช้ในงานนี้ได้หมดเลย จุดเล็กๆ น้อยๆ เราอาจจะไม่ได้มาเล่นดนตรีในช่องแต่ว่ามันมีการตัดต่อหรือจังหวะ มันก็อยู่ในงานพวกนี้ได้ เหมือนมันเป็นศิลปะที่มีความความเชื่อมโยงกัน

มิ้น: เหมือนเอาความรู้ที่มีมาสร้างสิ่งใหม่ได้ 

เอิร์ท: ใช่ มันก็เลยมีจุดที่สนุกครับ เช่น เราจะเลือกเพลงแบ็คกราวนด์อย่างไรให้ส่งซีนนี้ได้ดีขึ้น มันก็สนุกครับ 

การทำงานกับลูกค้าที่เข้ามายากไหม

เอิร์ท: คือไม่ใช่ว่าลูกค้าไม่ดีนะครับ แต่ความยากของลูกค้าคือมันจะมี Key Messege ที่เราต้องเอามาเบลนกับคอนเทนต์เรา

มิ้น: เอามาพูดให้เป็นธรรมชาติ คือปกติถ้ามีการขายของในคลิปมันจะไม่เนียนอยู่แล้ว เราจะบอกไปเลยว่าเราขายนะ แต่ต้องพยายามคิดคอนเทนต์ สมมติว่าโฆษณามันเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเราก็พยายามหาว่าวันนี้ถ่ายอะไรดีให้มันเหงื่ออก เราจะได้เดินไปซื้ออะไรมากิน บางอย่างมันก็จะดูไม่ธรรมชาติอะค่ะ มันก็เลยอาจจะทำให้เหนื่อย หลังๆ เลยพยายามที่จะถ่ายตามสิ่งที่เราถ่ายทำ แล้วตัดเข้าช่วงโฆษณาไปเลยมันจะได้ไม่รู้สึกไม่เป็นตัวเอง

อะไรที่คิดว่าคนดูหรือคนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นยูทูบเบอร์หรือครีเอเตอร์มากๆ 

มิ้น: ที่ได้ยินบ่อยๆ เหมือนจะเคยได้ยินว่ามันเป็นงานง่าย Easy Money ได้เงินง่าย แต่ว่าปัจจุบันคนเข้าใจในสายงานยูทูบเบอร์มากขึ้นแล้วนะคะ 

เอิร์ท: ความเข้าใจผิดหรอ… ผมคิดไม่ออกจริงๆ คิดว่าคนดูยุคนี้ ค่อนข้างเข้าใจงานนี้ในระดับหนึ่งก็เลยไม่มีปัญหานี้มานานมากๆ แล้วครับ 

มิ้น: หรือถ้าเข้าใจผิดจะเป็นการเข้าใจผิดในตัวบุคคลมากกว่า เช่น สมมติยังดูคลิปไม่จบแล้วคิดไปก่อนว่าเราจะสื่ออีกแบบหนึ่ง 

เอิร์ท: มันเล็กน้อยกว่าเมื่อก่อนอะ มันไม่มีแล้วแบบ โอ้ย งานรวยง่าย สปอนฯ เยอะ เราสบายไปเลย คือคนเขาเริ่มเข้าใจว่าเราก็มีรายจ่าย มีอะไรที่เราต้องแลกบ้าง

อะไรที่มันเป็นความยากของการเป็นครีเอเตอร์ในยุคนี้

มิ้น: สิ่งที่ที่สุดในยุคนี้คือการที่คนจะสมาธิสั้นลงเรื่อยๆ แต่ก่อนคือถ้าเราทำให้คนดูสนใจภายใน 15 วินาทีไม่ได้เขาก็กดออก แล้วมันก็สั้นลงเหลือ 8 วิ แล้วมันก็สั้นลงอีกๆ และด้วยความที่เป็นคนสโลว์ไลฟ์ ชอบทำคลิปยาวๆ เฉื่อยๆ จะให้มาเร็วขึ้นมันก็ไม่ใช่เรา แต่ว่ามันก็มีสิ่งที่ต้องปรับตัวเพื่อให้มันเป็นคลิปที่เหมาะกับยุคนี้มากขึ้น

เอิร์ท: ที่คิดว่ายากขึ้นก็คือเรื่องของแพลตฟอร์มด้วยครับ เรื่องของการมองเห็น เรื่องของ reach อะไรแบบนี้ ถ้าเป็นคนเริ่มใหม่เทียบกับสมัยก่อน โอโห มันแทบจะเป็นศูนย์เลยนะ เดี๋ยวนี้สร้างเพจขึ้นมาจะให้คนมากดไลก์สักคนหนึ่งถ้าเราไม่จ่ายตังค์ไป หินมากๆ ต่อให้คุณดีมากๆ คุณอาจจะต้องทำร้อยคอนเทนต์ที่ดีมากๆ ก่อนเพื่อให้มีคนเข้ามาสักกลุ่มหนึ่งอะ เมื่อก่อนทำคลิปหนึ่งมันอาจจะเริ่มไปเลย ลงรูปหนึ่งได้อาจจะไปละ เพราะว่าผมคิดว่าคนทำเยอะขึ้นด้วยอะครับ การมองเห็นมันก็เลยต่ำลง

มิ้น: ใช่ แล้วทุกอย่างมันต้องคิดมากมากขึ้น  แต่ก่อนมันจะค่อนข้างอิสระอย่างปกคลิปชื่อคลิปมันไม่ต้องอะไรเยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้คือทุกอย่างมันต้องเป๊ะมาก ปกคลิปสีต้องอย่างนี้ ฟอนต์ต้องอยู่ตรงนี้ หน้าเราต้องอยู่ตรงไหน ใหญ่แค่ไหน หรือชื่อคลิปคำไหนต้องมาก่อน ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก แต่ก่อนจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนี้

คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เขาเหมือนจะกังวลหรือหมกมุ่นกับตัวเลขมาก ยอดวิว หรือ ยอด reach เราทำมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันรับมือกับตัวเลขพวกนี้อย่างไร 

มิ้น: แต่ก่อนหนักเลยค่ะ อย่างที่เล่าให้ฟังก็น่าจะดูออกว่าเป็นคนคิดมาก ซึ่งการอยู่ในยูทูบมันง่ายมากที่จะหมกมุ่นกับตัวเลข โดยเฉพาะตอนที่มันมีแอพฯ ที่ชื่อว่า Creator Studio จัดอันดับคลิปให้เราด้วยว่าคลิปที่เพิ่งลงใหม่เนี่ย “โอโห อันดับ 10 เลย” “อันนี้ทำดี ได้อันดับ 1” หรือ “เอ้า ทำไมคุณไม่อัพฯ คลิปมานานแล้ว ยอด engage คุณตกลงเยอะมาก ยอด subscribe คุณต่ำลงเยอะมาก” ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเลขทั้งวิว ยอด sub เขาจะแจ้งหมดเลย แล้วถ้าเราเอาคุณค่าของเราไปผูกกับตัวเลขมันจะหมดไฟแน่ๆ 

ตอนนี้มิ้นก็เลยคิดว่าสุขภาพจิตของมิ้นมันไม่คุ้มเลยกับการที่ลงคลิปแล้วยอดวิวมันแย่ แล้ววันนั้นจะเป็น Bad Day ของมิ้นไปเลย แล้วถ้าวันไหนยอดวิวดีวันนั้นจะเป็น Good Day ของมิ้น ถ้าเราจะทำอาชีพนี้ไปยาวๆ มิ้นไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ก็เลยแค่เอาตัวเองออกมาแล้วก็เตือนตัวเองเสมอว่าเราจะฟังเสียงหัวใจตัวเองมากที่สุด เราอยากจะทำอะไรเราก็ทำ และถ้ามันเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเรา ยอดวิวมันจะไม่ได้สำคัญกับเราขนาดแล้วเพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีความหมายกับเราและเรารู้ว่ามันมีประโยชน์กับคนดูค่ะ

เอิร์ท: ของผมเรื่องที่คงจะมีปัญหามากที่สุดคือเวลาเราทำอะไรอย่างตั้งใจมากๆ แล้วรู้สึกว่าอันนี้มันสุดยอด ดีโคตรๆ คนต้องชอบมาก แต่พอลงไปแล้วไม่มีใครดู ไม่มีใครกดไลก์ ผมว่าจุดนี้ทำให้คนรู้สึกแย่ได้มากที่สุด เคยเป็นอย่างนั้นเหมือกันนรู้สึกว่าคลิปนี้ดีมากๆ masterpiece มาก แต่ลงไปแล้ว เฮ้ย ไม่เลย แล้วตัวเลขมันก็ยิ่งขยี้เราอะ

มิ้น: แล้วยูทูปก็จัดอันดับด้วย อันนี้อันดับต่ำสุดเลย

เอิร์ท: ใช่ มันก็เป็นฟีลนั้น รู้สึกว่าตัวเลขสำคัญนะ ถ้ามันเป็นงานไม่ใช่ทำเล่นๆ ยังไงตัวเลขก็สำคัญ เพียงแต่ว่าเราต้องเอาตัวเลขออกมาแล้วดูว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ มันมี target มันมีคำตอบของมันอยู่ในตัวเลข แต่ถ้าเราผูกจิตอยู่กับความมั่นใจว่าอันนี้มันต้องดีแน่นอน มันก็จะหมดไฟ

สมมติว่าเราปล่อยวางได้ว่าตัวเลขก็เป็นแค่ตัวเลข แต่ทางลูกค้าหรือแบรนด์เขาก็ยังให้ความสำคัญกับตัวเลขอยู่ ตรงนี้มันยังกดดันเราอยู่ไหม 

มิ้น: โชคดีที่ก่อนหน้านี้มิ้นทำแต่งหน้า สิ่งที่มิ้นขายเป็นหลักจะไม่ใช่วิวอยู่แล้ว มิ้นจะขายความน่าเชื่อถือ เพราะมิ้นจะแนะนำสิ่งที่คิดว่าดีจริงๆ คือถ้าไปซื้อตามมันดีแน่ๆ อันไหนที่เราไม่เชื่อในมันเราจะไม่รับค่ะ เพราะฉะนั้นลูกค้าก็ไม่ได้ให้ความสนใจในวิวเป็นอันดับหนึ่งด้วย 

เอิร์ท: ยูทูบเบอร์จะมี 2 สายครับ ก็คือสายทำคอนเทนต์เพื่อให้ลูกค้าเข้า กับอีกอันคือรีวิวของจนมีความน่าเชื่อถือจนลูกค้าอยากให้เราถือของเขา ผมว่าแล้วแต่คนชอบดีกว่า แต่คนที่ต้องทำตัวเลขให้สูงๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้าแน่นอนว่าความกดดันเยอะแล้วครับ เพราะถ้าร่วง สมมติวิวเคยล้านหนึ่งลดลงเหลือสัก 8 แสนก็ถือว่าน้อยลงแล้ว

มิ้น: หรือถ้าเหลือ 2 แสนปุ๊ป โอ้..

เอิร์ท: ใช่ แต่อย่างคือได้ 1 แสน เฮ้ย โอเค (น้ำเสียงโล่งใจ) ประมาณนั้นครับ 

ลองไปดูในช่องพบว่ามีการปรับแนวทางคอนเทนต์หลายครั้ง การหลงทาง การหาตัวตน การที่เรารู้สึกหลงทาง หาตัวเองไม่เจอมันเป็นอย่างไรบ้าง 

มิ้น: จริงๆ เป็นมาตลอดค่ะ เพราะจะเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามแปลกๆ ว่าเราเกิดมาทำไม หรือเราชอบดู รถแข่ง Formula 1 ก็จะสงสัยว่าทำไมการขับรถวนใน circuit มันถึงสนุก แล้วทำไมคนถึงชอบดู แล้วทำไมเราถึงชอบดู เราชอบเต้นแล้วมันมีประโยชน์อย่างไร ชอบฟังเพลงแล้วมันมีประโยชน์อย่างไร ตั้งคำถามกับอะไรไปหมดเลยค่ะ ตั้งไปตั้งมาก็มาตั้งกับหน้าที่การงานตัวเองด้วยว่า  แล้วการที่เราถ่ายหน้าตัวเองลงยูทูป ซึ่งมันแปลกเหมือนกันนะ มันมีประโยชน์จริงไหม นี่คือสาเหตุของการหลงทางคือไปตั้งคำถามมันเยอะเกินค่ะ (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่จริงแล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมกันหมด การที่เราทำคลิปอะไรที่เป็นประโยชน์ไปแล้วมันสามารถทำให้ใครบางคนมีวันที่ดีได้ เขาก็ไปทำสิ่งดีๆ ต่อโลกใบนี้ แต่ว่าโมเมนต์ของการหลงทางมันจะเด้งขึ้นมาในหัวมิ้นบ่อยๆ 

แล้วปัจจุบันจัดการกับความรู้สึกหลงทางอย่างไร

มิ้น: ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ ตอนที่ตัดสินใจว่าเราจะเลิกตั้งคำถามแล้ว เพราะว่าตั้งมาทั้งชีวิตไม่เห็นได้คำตอบเลย แล้วทำไมเราต้องหยุดทำสิ่งที่เราเอนจอยด้วย แค่เราเอนจอยมันก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นหยุดคิดมากเถอะ 

เอิร์ทในฐานะคนที่อยู่ข้างๆ เราซัพพอร์ตเวลาที่มิ้นหลงทางอย่างไร 

เอิร์ท: ผมก็แค่อยู่ข้างๆ เขา มันแค่นั้นเลย เราไม่ต้องไปเขียน direction ให้เขาว่าเขาต้องไปอย่างนี้ ผมเคยเป็นคนแบบนั้น พยายามให้เหตุผลกับทุกอย่างว่า นี่ไงคนดูก็แฮปปี้ นี่เราช่วยคนได้ตั้งเยอะ ก็บอกเขาไปอย่างนั้นกลายเป็นว่าทะเลาะอีก กลายเป็นว่าไปยัดเยียดความคิดให้เขาเพราะเขาก็งงอยู่แล้วเราไปพยายามยัดเหตุผล หลังๆก็เลยทำแค่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ เนี่ย อยู่ดีๆเขาก็หลุดออกมาได้โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่ถ้าพูดจะยิ่งหลง เพราะเหตุผลยิ่งทำให้มิ้นเขาหลงทาง เพราะเขาจะงงว่าก็รู้แล้ว แต่มันไม่ได้รู้สึก

มิ้น: แต่อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หลงทาง เดี๋ยวมันจะนำเข้าทอล์กของพี่เอิร์ท คือหนูโตมาในบ้านที่พ่อแม่หวงมาก เขาจะกำหนดทิศทางให้เราอยู่บ่ายๆ เราก็เลยยังไม่รู้จักตัวตนของเรา พอเรามีแฟน เราเจอแฟนที่คล้ายพ่อมากเลยค่ะ ไปหาหมอมาหมอก็บอกว่าตัวตนเรายังไม่ค่อยได้งอกออกมาเท่าไหร่เราเลยยังรู้สึกหลงทางอยู่บ่อยๆ แต่ว่าตอนนี้ไม่เป็นแล้ว

คนทั่วไปจะชอบคิดเองว่าคนที่อยู่บนหน้าจอ อยู่ในหน้าสื่อต้องเป็นคนดี คิดเห็นอย่างไรกับมุมมองนี้

เอิร์ท: จริงๆ เรื่องความเป็นคนดีมันทำร้ายคนมาหลายยุคหลายสมัยแล้วนะ ผมว่ามันอยู่ในทุกวงการเลย ยิ่งเป็นคนที่มีอำนาจเหนือเรา ยิ่งเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนดีหรือได้รับการชื่นชมมากๆ ว่าเป็นคนดี การไปแตะต้องมันจะยากมาก รวมถึงตัวผมเองด้วย เพราะผมเคยรู้สึกว่าผมเป็นคนดีในความสัมพันธ์ของทุกคน ของพ่อแม่ ของแฟน ของเพื่อน แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองถูกทำร้าย กลับกลายเป็นว่าผมเริ่มทำร้ายคนอื่นจากการที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี เพราะเราไม่ปรับปรุงอะไรเลย ไม่ฟังไม่อะไรทั้งนั้นเพราะรู้สึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

อันนี้พูดแบบไม่ตัดสินใครแล้วกัน แต่ผมว่าเราเป็นคนดีของทุกคนไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราดูช่องนี้แล้วรู้สึกว่าเขาดีกับเราจังทำให้ยิ้มได้ทุกวันนี้ ผมว่าแบบนั้นก็โอเค เป็นสิทธิ์ของเราที่จะรู้สึกแบบนั้น แต่บางครั้งคือดีจนเขาทำผิดก็ยังรู้ว่าเขาดี แบบว่า เฮ้ย เขาไม่ได้ตั้งใจ ปกป้องเขาทุกอย่างจนทำให้บุคคลนี้ไม่ได้ปรับปรุงอะไรเลย ผมว่ามันคือ..

มิ้น: รักในทางที่ผิดว่างั้น

เอิร์ท: ทุกวันนี้มันมีความผิดพลาดในเรื่องนี้เยอะนะ เพราะตัวผมคนดูก็ชมเยอะว่าเป็นแฟนที่ดี คือไม่ได้ว่าคนดูนะครับ แต่ว่าในคลิปคนก็เห็นแค่ด้านนั้นของผมไง เราก็รู้สึกว่าเรายิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยเวลาคนดูบอกอิจฉามิ้น มันก็กลายเป็นอีโก้

มิ้น: มันเสริมอีโก้เรา ทั้งๆ ที่สิ่งที่คนเห็นมันก็คือด้านด้านหนึ่ง 

เอิร์ท: ใช่ ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ว่าผมดีทั้งหมดแต่เราก็ไป take มันเองว่าเราดีทั้งหมด

มีจุดที่เราเริ่มไม่สบายใจกับการตีตราหรือแปะป้ายว่าเป็นคนดีไหม 

เอิร์ท: ตอนทะเลาะกับมิ้น ที่เราเลิกกัน 

มิ้น: ตอนถูกชมมันคงรู้สึกไม่ดีได้ยาก ทุกครั้งที่เราถูกชมเราก็ “อืม ใช่แหละ เราก็คงเป็นคนดีแหละ” 

เอิร์ท: แต่มีตอนหลังจากที่ทะเลาะกันแล้วก็เลิกกับมิ้น จริงๆ มันจะไปอยู่ในทอล์ก คือเราเริ่มไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง คือเรารู้สึกว่าเราเป็นคนดีมาตลอด แล้วได้มารู้ว่า เฮ้ย เราดีหมดเลยหรอวะ เลยกลายเป็นว่ารู้สึกว่าตัวเองเลวเลย คือซ้ายสุดกับขวาสุด เราแย่มากๆ มันเป็นการห้อยป้ายว่าคนนี้ห้ามแตะต้อง และมันเสริมอำนาจให้คนนั้นด้วย ทำอะไรได้แบบไม่ต้องนึกถึงคนอื่นขึ้นไป ผมไม่รู้นะว่าใครทำบ้าง ในการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่ามันควรมีแค่ทำสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ไม่ดี อันนี้ปรับปรุงได้ อันนี้เฉยๆ ผมว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่พอเป็นคนดีปุ๊ป ก็ดี 100% ผมว่าภาพในบ้านเรานะ คนดีคือดี 100%

มิ้น: แตะต้องไม่ได้

เอิร์ท: แล้วถ้าทำพลาดคือเขาไม่ได้ตั้งใจ อะไรแบบนี้

ดีแบบพระโพธิสัตว์

เอิร์ท: ใช่ ดีแบบสุดๆ ครับ 

ถ้าเพิ่งรู้จักคนคนหนึ่งแล้วเพื่อนแนะนำว่าเขาเป็นคนดี จะรู้สึกอย่างไร 

มิ้น: ต้องดูว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร เชื่อถือได้ไหม (หัวเราะ)

เอิร์ท: เมื่อก่อนจะเชื่อเลยเพราะเราเติบโตมาอย่างนั้น แต่นานมากแล้วนะ เปิดใจง่าย แล้วก็ถ้า impression ดี คุยไม่นานแล้วมันดี เราก็ยิ่งเชื่อว่าคนนี้ดีมากๆ แต่ทุกวันนี้ก็ต้องข้อสงสัยกับความสัมพันธ์มากขึ้นครับ เมื่อก่อนจะโตมากับการที่ผู้ใหญ่บอกว่าคนนี้ดี แต่พอทุกวันนี้ เช่น วันก่อนดูดีเบตผู้ว่าฯ ก็สนุกมากเลย เราก็แค่นั่งดูว่าเขาพูดอะไร คนนี้โอเค คนนี้ไม่โอเค บางที่เราไม่ชอบ แต่เขาพูดอะไรที่ก็โอเค แต่แบบแปลกๆ ว่ะ มันทำให้การคิดประมวลผลในชีวิตมันดีขึ้น

มิ้น: คือไม่ได้เห็นว่าใครดี 100% ไม่ดี 100% 

เอิร์ท: ใช่ แล้วก็ไม่ได้เกลียดใคร ไม่ได้ชอบใคร ดีก็คือดี ไม่ดีก็คือไม่ดี 

แล้วเดี๋ยวนี้พฤติกรรมของคนที่ดูยูทูบเขาคาดหวังให้ครีเอเตอร์ต้องเป็นคนดีไหม

มิ้น: ด้วยความที่ influencer ไม่รู้ว่าจะมีใครมาดูบ้าง บางทีอาจจะเป็นเด็กมาดู เราก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ควรคิดก่อนที่จะลงอะไรอยู่แล้ว เราจะได้ไม่ influence สิ่งที่ไม่ดีให้คนอื่น แต่สุดท้ายแล้วเราก็เป็นมนุษย์ มีบ้งได้ ในอดีตเราก็เคยทำผิดพลาด แล้วเราก็ปรับปรุงได้ ถ้าคาดหวังให้เพอร์เฟกต์เขาจะผิดหวังแน่นอน เพราะสุดท้ายเราก็ต้องทำอะไรพลาดสักอย่าง

เอิร์ท: ผมว่าคาดหวังมากครับ อย่างที่บอกคือรู้สึกว่าการพลาดมันติได้ คนทำสื่อก็ควรฟังได้ จริงๆ เรื่องมันไม่ยากครับ แต่พอมันมีความกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างหนึ่งในโลกออนไลน์ก็คือ คาดหวังให้คนนี้จะต้องเป็นแบบนี้ เขาคิดอะไรแปลกๆ ขึ้นมานิดนึงไม่ได้เลย ผมว่ามันทำให้ตัวตนของคนที่ทำงานด้านสื่อมันสับสนว่าเรารู้สึกได้ปะวะ เราแสดงความเห็นเรื่องนี้ได้ไหม เราไม่เห็นด้วยได้ไหม  

รู้สึกอย่างไรกับการได้มาเป็น Speakers ของ TEDxBangKhunThian

มิ้น: โอ้โห ตื่นเต้นมาก (น้ำเสียงตื่นเต้น) เหมือนฝัน เพราะว่าดู TED Talks มานานมากๆ แล้ว เคยเป็นหนึ่งใน bucket lists อย่างหนึ่งว่าถ้าวันหนึ่งได้พูดก็น่าจะดี แล้วอยู่ดีๆ มันก็เกิดขึ้นแล้ว แบบ โอ้ มายก็อด มันเกินฝันเลยค่ะ 

เอิร์ท: ของผมก็… มันเป็นความงงนะ (ทุกคนหัวเราะ) มันงงๆ นิดนึงครับ ตอนแรกก็ถามอยู่ว่าให้มิ้นพูดคนเดียวไป เพราะเราไม่มีอะไรจะพูด แต่การที่ได้มา TED มันกระตุ้นด้านหนึ่งของตัวเองออกมา แล้วก็ได้สำรวจตัวเองมากขึ้น อันนี้คือข้อดีของการมาพูด TED คือได้สำรวจตัวเองว่า อ๋อ.. 

มิ้น:  พูดเท็จ (TED) คือพูดโกหก (หัวเราะ) 

เอิร์ท: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองพอดี ตอนนั้นคิดว่าเราไม่เหมาะที่จะพูด แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วก็รู้สึกเป็นเกียรติที่จะมีคนที่ยังอุตส่าห์มองว่าเราควรขึ้นมาพูดงานนี้

เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ทำงานร่วมกับ Curator ให้หน่อยได้ไหม รู้สึกหรือมีประสบการณ์อย่างไรบ้าง

มิ้น: ส่วนตัวสนุกมากเลยค่ะ ปกตินัดคุยกัน 1 ชั่วโมงแต่จะลากยาวไป 3 ชั่วโมงตลอดเลยเพราะ Curator ทุกคนน่ารักมาก และทุกคนเปิดใจแล้วก็เห็นสิ่งที่เราต้องการสื่อสารไปในทางเดียวกันอะค่ะ เขาเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อ แล้วเขาไม่มีการตัดสินอะไรเลย เราชอบระบบของเขามากที่จะมีคนหนึ่งรู้จักเรา อีกคนไม่รู้จักเรา เราก็จะได้ฟังหลายๆ ความเห็นค่ะ 

เอิร์ท: ประมาณนั้นแหละครับ รู้สึกเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรับฟังแล้วก็พร้อมจะแชร์ และพร้อมที่จะไม่เห็นด้วยซึ่งกันและกัน จริงๆ มันเป็นพื้นที่คล้ายๆ แบบการเมืองคนดีที่พูดไปนั่นแหละ คือไม่ต้องคิดว่าเราดีที่สุด ทุกคนติเราได้ เราก็คอมเมนต์เขาได้ ผมว่ามันเป็นพื้นที่ที่สนุกเพราะเราไม่ได้ใช้อารมณ์ไง เราไม่ได้แบบ “กูคิดมาดีแล้วนะ ทำไมรู้สึกอย่างนี้ล่ะ”  

มิ้น: ใช่ๆ การติก็จะติตรงๆ ซึ่งมันดีมากเลย

จุดที่ยากและท้าทายที่สุดในการขึ้นเป็น Speakers ของ TEDxBangKhunThian ครั้งนี้

มิ้น: พี่เอิร์ทเป็นสายด้น ให้เขียนสคริปต์ไม่ได้เลย ด้นได้อย่างเดียว (หัวเราะ)

เอิร์ท: ใช่ ยากมาก ผมเป็นคนอื่านหนังสือนานๆ ไม่ได้ แล้วก็เป็นคนค่อนข้างฟุ้ง ชอบให้มีคำถามเดียวแล้วพูดไปเรื่อยมากกว่า แบบโอเควันนี้จะมาพูดหัวข้อนี้ 8 นาที โหย ยากมาก (หัวเราะ)

มิ้น: ส่วนมิ้นไม่รู้สึกว่าท้าทายเลยค่ะ 

เอิร์ท: โอ้โห!

มิ้น: (หัวเราะ) เพราะว่ารอมานานแล้ว  มันเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝัน เลยไม่รู้สึกว่ามันยาก เพราะเราพร้อมที่จะทำมาก โดนติเรื่องสคริปต์มาเราก็พร้อมที่จะปรับ พร้อมที่จะหาเรื่องมาเล่า มันดีใจ 


 TEDxBangKhunThain 2022 เวทีทอล์กระดับโลกที่จะพาคุณเข้าสู่กระบวนการ Re-cover, Re-invent และ Re-Think กระบวนการที่จะทำให้ ตัวคุณเอง คนรอบข้าง และสังคม ได้เกิดใหม่ด้วยไอเดียที่ควรค่าแก่การเผยแพร่จาก Speakers ทั้ง 13 ท่าน ในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2022 นี้ On-site ณ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ สามารถซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ที่ https://www.tedxbangkhunthian.com/…/tedxbangkhunthian…/

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า