fbpx

PRAY อัลบั้มใหม่ของ The Yers และบทบาทของอู๋-ยศทร โปรดิวเซอร์เต็มตัวผู้ไม่คิดทรยศตัวตน

หลายคนอาจคุ้นเคยกับอู๋-ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ ในตำแหน่งฟรอนต์แมนของ The Yers วงอินดี้ร็อกแห่ง Genie Records ซึ่งฝากฝังงานเพลงที่น่าสนใจไว้มากมายในวงการดนตรี 

ขณะเดียวกันอู๋ก็ยังควบอีกบทบาทหนึ่ง คือตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของวง พร้อมพ่วง torrayot (ทรยศ) โปรเจกต์ส่วนตัวที่การันตีเขาในตำแหน่งโปรดิวเซอร์อย่างเต็มตัว

ในวาระที่ PRAY อัลบั้มล่าสุดจาก The Yers ซึ่งบอกเล่าถึงเรื่องราวบาดแผล ความดิบเถื่อน การทดลององค์ประกอบที่หลากหลายทางดนตรี ที่อู๋เล่าเองกับปากว่า

“นี่คือ The Yers ในตอนแรกที่ผมอยากจะทำ”

พวกเราชาว Modernist ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับอู๋ และนั่นก็ทำเอาออฟฟิศคึกครื้นขึ้นมาในทันใดเมื่อ Genie Records ยืนยันนัดหมายในครั้งนี้ ไม่ว่าจะน้องฝึกงานที่ลงทุนหยิบเสื้อจากอัลบั้มแรกไปใส่อวดพี่อู๋ น้องช่างภาพที่ยกมือขอถ่ายรูปทั้งที่งานยังเต็มมือ หรือชาวกองคนอื่นๆ ที่ต่างตื่นเต้นกับนัดหมายครั้งนี้

เท่านี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าอู๋ The Yers มีอิทธิพลต่อเด็กๆ รุ่นๆ ชาวร็อกมากขนาดไหน

และในบทสัมภาษณ์นี้ เราจะพาเจาะลึกไปถึงตัวตน ทัศนคติในนามของอู๋-ยศทร การสร้างเพลงในนามของ torrayot และการเป็นฟรอนต์แมนในนามของอู๋ The Yers

ผู้ไม่เคยทรยศตัวเอง

เพลงและดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตคุณยังไงบ้าง

โห ก็น่าจะทั้งหมดครับ เพราะว่าเราไม่มีแพสชั่นเรื่องอื่นเลยอะ เล่นกีฬาก็ห่วยมากเลย ทำอะไรทุกอย่างไม่ดีเท่าดนตรีเลย ก็มันขับเคลื่อนชีวิตมาตั้งแต่จำความได้ ก็น่าจะ ป.5 เลยอะที่พอรู้จักแล้วในหัวเรามันมีอยู่เรื่องเดียวเลย ก็จะมีแบบแว๊บๆ ไปทำวีดิโอบ้างตอนอยู่สมอลล์รูม เคยถ่ายเอ็มวี ตัดเอ็มวี ทำสารคดีให้ค่ายอยู่พักใหญ่ๆ แล้วจริงๆ ผมน่าจะทำ (เอ็มวี) ให้ทุกวงในสมอลล์รูมมาหมดแล้วแหละ ในยุคที่ผมอยู่นะ แต่ว่ามันก็เป็นงานที่เราไม่ได้คิดถึงมันตลอดทั้งวัน เราคิดถึงดนตรีอยู่ตลอดเวลามากกว่า

คุณจับเครื่องดนตรีอะไรเป็นอย่างแรก

กีตาร์ครับ เพราะว่าพี่ชายอยากเรียน ก็เรียนด้วยกัน มีครูมาสอนที่บ้าน แล้วก็เราไปดูหนังเรื่องหนึ่งเรื่อง That thing you do (1996) แล้วก็หลังจากนั้นก็เปลี่ยนอยากเป็นมือกลองมาโดยตลอด แล้วก็ใฝ่ฝันอยากเป็นมือกลองมืออาชีพมาโดยตลอดแต่ก็ไม่สำเร็จ

ทำไม

จริงๆ ผมเป็นเอกกลองเลยครับ คือเรื่องกีตาร์ เรื่องเบส เรื่องคีย์บอร์ด เรื่องอะไรทั้งหลายแหล่ถ้ามาถามผม ผมแบบไม่กล้าสู้เลยอะ แต่ถ้ามาถามเรื่องกลองผมตอบได้ทุกอย่างเลย ผมเป็นมือกลองโดยกำเนิดอะ ทุกวันนี้แต่งเพลงมาทั้งหมดในชีวิตน่าจะ 50 กว่าเพลง ไม่เคยรู้เลยว่าเพลงตัวแม่งอยู่คีย์อะไร ไม่รู้เลยว่าสเกลที่ตัวเองเล่นไปนั้นคือสเกลอะไร โน๊ตอะไร แต่ว่าริทึ่ม จังหวะของกลองเนี่ยเรียกได้หมด บอกได้หมดว่ามันคืออะไรบ้าง

ช่วยเล่าตอนที่คุณตีกลองให้ฟังหน่อยได้มั้ย ว่ามันมี Magic Moment อะไร หรือคุณชอบตัวเองตอนตีกลองยังไง

โห เป็นคำถามที่ผมไม่เคยโดนถามมาเลยตลอด 10 กว่าปีมานี้ แต่เหมือนเราเป็นคนชอบอะไรที่มันเป็นจังหวะ เป็นการเคาะ แล้วเกิดเสียงอะไรประหลาดๆ ขึ้นมา แล้วผมชอบกลองเพราะว่าการได้ยินเสียงอยู่ดีๆ เราเคาะนู่นนี่ แล้วมันมี Texture อะไรประหลาดไปหมดเลยอะ แล้วคือถ้าสังเกตเพลง The Yers ดีๆ จะมีเสียงเคาะแปลกๆ อยู่ในเพลงแทรกอยู่ตลอดเวลา ผมชอบการกระทบกันของเสียง ผมเลยชอบโมเมนต์ของการเล่นกลองตรงนั้นมั้ง

ถ้าถามแบบ Magic Moment ของการเล่นกลองหรอ ไม่รู้ดิ มันมีความสุขกับการได้อยู่ข้างหลังอะ ผมอยากเป็นนักดนตรีมากเลยนะ ไม่ได้อยากเป็นฟรอนต์แมนเลยอะ ผมมีความสุขเวลาอยู่บนเวทีแล้วไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องเอนเตอร์เทนอะไร ไม่ต้องประคองสถานการณ์ ผมชอบยืนอยู่ข้างหลังแล้วแบบทำหน้าที่เล่นอย่างเดียว

แล้วในความฝันนั้นกับความจริงเหมือนหรือต่างกันยังไง

ความจริงก็คือตรงกันข้ามหมดเลย เพราะว่าเราต้องกลายเป็นคนอุ้มวง ต้องกลายเป็นคนปะทะกับคนดู ต้องกลายเป็นคนประคองสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา แต่ความฝันแบบสุดยอดเลยอะคือแบบ เชี่ย กูอยากถอยมาแบบกูได้เล่นดนตรีโดยที่หมกมุ่นไปกับสิ่งที่ตัวเองเล่นอย่างเดียว ไม่ต้องไปคอยพะวงว่า เฮ้ย เดี๋ยวคนแม่งไม่มัน เดี๋ยวคนแม่งอย่างงั้นอย่างงี้

ถ้าในทางปฎิบัติถ้าคุณได้ทำอย่างนั้นจริงๆ ความรู้สึกของคุณจะเป็นแบบไหน

ผมว่าน่าจะรู้สึกเหมือนโบ๊ท (มือเบส) ตอนนี้ โบ๊ทมีความสุขกับการที่มันมีความสุขในหู เวลาเราเล่นเราจะใส่หูฟังเพื่อฟังเพื่อนในวงกันเองเค้าเรียกว่ามันได้ใช้เวลาบนเวทีอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเล่นออกมาให้มันสมบูรณ์ที่สุดจริงๆ เราเล่นออกมาสมบูรณ์เราจะแฮปปี้มากๆอะผมว่ามันเป็นความรู้สึกแบบนั้นแหละ

ในวันที่ The Yers ยังไม่มีค่าย แล้วมีคนชักชวนไปเป็นศิลปิน ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มันเป็นอย่างนี้ครับ คือตอนผมเข้า Smallroom ตอนแรกผมไปยื่นเดโม พี่ชายผมนัดให้เลย ส่งเดโมกันและมันเฟลกลับมา มันก็เลยคิดว่า เขาปฏิเสธ เฮ้ย เราผิดตรงไหนวะ เราเท่จะตาย เราเจ๋งจะตาย เราไม่มีใครเหมือนในประเทศนี้เลยนะ พอเวลาผ่านไป มันมีอัลบั้ม Smallroom 007 (Boutique-2552) และก็พี่ชายผมอีก เป็นคนผลักดันมาก เขาก็เอาเพลงยัดเข้าไปใน Compilation ปรากฏว่าพี่รุ่งชอบการสื่อสาร มาก และก็เหมือนเรียกให้เราเข้าไปส่งเดโมอีกทีหนึ่ง ทีนี้มันเป็นช่วงระยะเวลาแบบก้ำกึ่ง มันไม่มีประโยคที่ออกมาจากพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์-ผู้ก่อตั้งค่าย Smallroom) ที่บอกว่า “เฮ้ย กูรับมึงเข้าค่ายแล้วนะ กูเซ็นสัญญาแล้วนะ” มันเป็นการพยายามจะส่งเดโมให้ผ่านไปเรื่อยๆ มากกว่า ทั้งๆที่บางเพลงผ่านไปแล้ว แต่เราไม่รู้ว่ามันผ่าน ผมจำได้ว่าโมเมนต์นึงที่ผมถามพี่ชายให้ชัวร์เลยว่าเขายังไงอะไรยังไง แล้วพี่ชายผมบอกว่า เฮ้ย พี่รุ่งเขารับมึงเข้าค่ายมาตั้งนานแล้วนะ เขาตัดสินใจเอามึงเข้าค่ายมาตั้งนานแล้วนะ ทำอัลบั้มได้เลย ผมจำได้ว่าอยู่บนรถหน้าโรงพยาบาลตรงพระราม 9 ผมจำได้เลย มีคนเข้าใจกูแล้วว่ะ และพร้อมผลักดันกูแล้วว่ะ ก็จริงๆ ก็มีโมเมนต์นั้นเกิดขึ้นแหละ แต่มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เจอพี่รุ่งโดยตรง ก็เป็นความรู้สึกที่น่าจะดีมากๆที่สุดในชีวิตครั้งนึง

ตั้งแต่วันแรกที่คุณกับเพื่อนๆ ทำวง The Yers มีเป้าหมายร่วมกันมั้ยว่าอยากให้วงไปถึงจุดไหน

มี แล้วจริงๆ เราไม่รู้จะเก็บประโยคนี้ไว้อีกนานแค่ไหนและเพื่ออะไรนะ เราพูดเลยดีกว่า มันมีช็อตที่เราเป็นเด็กมากๆ แล้วเราประมาณน่าจะอายุ 20 แล้วเราเป็นฟีลซ้อมดนตรีที่บ้านเก่าของ The Yers ตอนยังไม่อยู่ Smallroom ซ้อมๆ กันจนเริ่มทำเพลงแล้ว ก็เป็นประโยคที่คุยกันขำๆ ว่าเราต้องตั้งเป้าหมายแล้วป่ะวะว่าในวงการเพลงเราอยากเป็นใคร เราก็พูดขึ้นมาสองวง ซึ่งตอนนี้เราก็ยังตอบไม่ได้นะว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหน แต่ว่าอันนั้นก็เป็นประโยคที่ทำให้เรามีเป้าหมายดีนะว่าเราจะไปอยู่ตรงไหนของวงการ

อะไรยากที่สุดในการทำเพลงที่ไม่ให้เสียตัวตนแต่ก็ต้องแมสด้วย

ยากที่สุดคือการประคับประคองอีโก้เป็นสิ่งสำคัญ และก็ยากมากๆ เพราะตลอดระยะเวลาในการเดินทางของ The Yers มันจะมีคนเข้ามาคอยเป่าหูเราตลอดว่า “เฮ้ย มึงทำอย่างนี้ดิ” แต่เราก็ต้องเหมือนพยายามมั่นคงไว้ว่า “ไม่เอา กูไม่ทำ” แม้ว่าเราจะต้องทะเลาะกับคนๆ นั้นก็ตาม ผมทะเลาะกับคนเยอะมากเลย จนถึงวันนี้ไม่ต้องทะเลาะกับใครละ เพราะเขาเข้าใจเราว่าเราเป็นแบบไหน คือมันต้อง Blend กันให้ได้ความยากอะ เราทำเพลงแบบที่ตัวเองชอบเนี่ยไม่ใช่เรื่องยากเลยอะ เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ แต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนเข้าใจแล้วอินไปกับเราด้วยในสิ่งที่เราชอบ ผมว่าเรื่องนี้ยาก แต่คำถามนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกวงดนตรีหรือทุกศิลปิน เพราะบางคนก็เป็นตัวของตัวเองมากและก็มีชื่อเสียง แต่ผมอยู่ในยุคที่มันก้ำกึ่งระหว่างแมสกับอินดี้

คุณเคยคิดเปลี่ยนแนวทางของวงหรือตัวเองบ้างมั้ย

ไม่ เราไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ เหมือนในอัลบั้มแรกผมจะศึกษามากๆ เลยว่า ไอ้วงดนตรีที่เราชอบ วงเมืองนอกทั้งหลายแหล่ที่เราฟังอยู่ทุกวันเนี่ย มันมีคนชอบได้ยังไง พี่ชายผมที่ผมนั่งคุยด้วย บอกว่า เขาก็ยกตัวอย่างมาว่า อย่างวงนี้ที่มึงเห็นว่ามันอินดี้มากๆ เลยอะ แต่จริงๆ ตอนทำเพลงตอนแรกมันไม่ได้คิดว่ามันจะอินดี้สุดๆ ไปเลย มันมีส่วนผสมของการ Blend คนให้เข้ามาฟังอยู่ประมาณนึง กลายเป็นว่าเราสนุกกับการที่ต้องท้าทายสิ่งนั้นให้ได้ว่า เราจะทำยังไงดี ใส่เข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ดี ให้คนรับรู้ได้ด้วย ใส่ความเป็นตัวเองได้ด้วย

แล้วการเป็นตัวของตัวเองดียังไง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำเพลง

ดียังไงเหรอ เราต้องถามกลับว่า ณ วันนี้มีคนไม่เป็นตัวของตัวเองแบบไหนบ้าง เรายังไม่รู้เลยว่าคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองทุกวันนี้มันหน้าตาเป็นยังไง เราเลยตอบคำถามนี้ไม่ได้ ทุกคนเป็นตัวของตัวเองหมดอะ อยู่ที่ว่ามันจะเจอเมื่อไหร่ 

เรายกตัวอย่างแบบนี้ละกัน เมื่อก่อนมันจะมีแฟนเพลงประเภทนึงที่เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ตรงที่เค้าพยายามทำผมสีทอง และใส่แว่นโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้สายตาสั้น คือเหมือนก๊อปปี้เราทุกอย่าง การแต่งตัว รองเท้า เสื้อผ้า ถ้าใครเล่นดนตรีก็จะซื้อกีตาร์รุ่นเดียวกับเรา เรารู้สึกว่า ไอ้คนประเภทนั้นเราไม่ค่อยชอบ เรารู้สึกว่าถ้าชอบเราเนี่ย ก็เป็นตัวเองไปเถอะ ก็ชอบที่ผลงานและทำแบบที่เราทำดีกว่า อย่าไปทำที่ภาพลักษณ์เลย แต่เรารู้สึกว่า มันทำได้แต่ว่ามันไม่ได้จำเป็นต้องทำ 100 เปอร์เซ็นต์ขนาดนั้นอะ

พูดถึงอัลบั้ม PRAY กับการทำ Studio Album ในยุคนี้ การทำอัลบั้มเต็มมันยากหรือง่ายยังไงบ้าง

มันง่ายมากเลย แล้วจริงๆ คนไทยประเทศเดียวเลยที่คิดไปเองเลยว่าปัจจุบันเขาไม่ทำอัลบั้มกันแล้ว จริงๆ แล้วศิลปินที่คุณชอบทำอัลบั้มกันหมดเลยอะ คือประเทศนี้ไม่รู้เป็นอะไรเข้าใจกันไปเองว่าแบบ อุ๊ย เขาหมดยุคกันแล้ว ซึ่งสำหรับเราเป็นเรื่องง่ายมากเลยเพราะว่าเราฟังเพลงตั้งแต่เด็กๆ ถ้าสังเกตของในบ้านเรา เราฟังเพลงแบบ Physical มาโดยตลอด ตั้งแต่เทป และเราฟังแบบใส่เครื่องเล่นและนั่งอยู่หน้าเครื่องเล่น ฟังเพลงเป็นอัลบั้มมาโดยตลอด และเราก็คิดเวลาเราคิดเพลงจะทำเพลง เราก็คิดเป็นอัลบั้มตลอด แล้วก็อัดเพลง ก็จะหายไปเลยช่วงนึง เพื่อทำอัลบั้มมาตลอดตั้งแต่สมัยเราอยู่กรุงเทพมาราธอน ตั้งแต่เราเล่น Back Up ให้ Knock the Knock ก็ทำอัลบั้มมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นแบบรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องง่ายมาก และมันเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามากๆ กับการทำอัลบั้มอะ

พูดแล้วเหมือนแก่เลยอะ เด็กสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่าของการมีอัลบั้มเลยอะ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องแก่ ไม่ใช่เรื่องเชย หรือว่าหลุดเทรนด์ ถ้ามีอัลบั้มอะ หายไป 2 เดือนและมีอัลบั้มมา แฟนเพลงก็จะจับต้องได้ว่าแบบ ชุดนี้เป็นอย่างนี้ว่ะ ปัจจุบันลองคิดดูดิ เราพูดถึงศิลปินคนนั้นๆ ไม่ได้ว่าตัวตนเป็นอะไรในตอนนั้น มันพัฒนามาสู่อะไร ซึ่งเราอาจจะแก่นะ แต่เราว่าความคิดนี้ไม่แก่ แล้วทั่วโลกเค้าก็ยังทำอัลบั้มกันอยู่ และมันก็เป็นสิ่งที่แบบสะท้อนตัวตนและมันเป็นไดอารี่ที่ดีของศิลปินด้วยซ้ำว่ามึงผ่านประสบการณ์อะไรมา ณ อายุเท่านั้น เราบอกได้หมดเลยว่า ตอนทำอัลบั้ม Y (2554) เราเด็กมาก โง่มาก ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีและก็มั่วซั่วผลักดันให้เป็นอัลบั้มแรกอยู่ อัลบั้มสอง (You-2558) เข้า Genie Records แล้วก็ได้ร่วมงานกับคนนี้เป็นครั้งแรก อัลบั้มสาม (Cry-2561) อัดที่บ้านหมดเลยเว้ย อัลบั้มนี้ (PRAY) ย้ายบ้านมาอัดที่นี่เว้ย มันมีสตอรี่ของมัน เราเซ็งมากกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทำเพลงเลยๆ ออกมาเลยๆ ไม่เอาครับ ไม่ออกครับ ไม่มีไอเดียครับ ไม่อยากมีเพลงที่อยู่ดีๆ ก็คิดขึ้นมาแล้วก็หายไป ขอทำอัลบั้มเพราะเป็นเรื่องง่ายมาก

การขออนุมัติทำอัลบั้มของคุณและเพื่อนๆ ยากแค่ไหน

คือเราเป็นคนดื้อ ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้าไปในจีนี่เลยอะ แม้กระทั่ง Smallroom ด้วย บอกพี่ๆ เค้าว่า “พี่ ผมจะทำอัลบั้มนะ งานผมทุกงานจะเป็นอัลบั้มนะ” พอเราทำอัลบั้มที่ 2 เสร็จ พี่โอม (Cocktail-ปัณฑพล ประสารราชกิจ) บอกว่า “พี่ว่าอู๋ต้องเลี้ยงกระแสไว้ ต้องมีเพลงแล้ว” ตอนนั้นน่าจะจบอัลบั้มสองได้หมาดๆ ช่วงนั้นเหมือนเสพติดความเจ็บปวด กับเพียงหนึ่งครั้ง ก็เริ่มทำงานอะไรของมัน แล้วก็มีแฟนเพลงแบบมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็บอกว่าเฮ้ย เราไม่มีไอเดีย เราจะทำอะไรได้ล่ะ ทำไม่ได้ เราดื้อเราเป็นเด็กดื้ออะ จริงๆ อะสู้กับค่ายยากมั้ย มันขึ้นอยู่กับวง แต่เราก็ง่ายมากเพราะว่าเราเป็นเด็กดื้อ และเขาก็เริ่มเข้าใจว่าอ๋อ ไอ้อู๋มันทำงานอย่างนี้นะ

สารตั้งต้นของ PRAY คืออะไร

มันคือเราเริ่มทำอัลบั้มนี้เพราะว่าพวกน้องๆ Tilly Birds ครับ มาอัดเพลงที่บ้านเรานี่แหละ บิลลี่ (ณัฐดนัย ชูชาติ) หาเสียง Synthesizer ไม่เจอ แล้วถามว่า “พี่มีอันนี้มั้ย ที่บ้านมีอันนี้มั้ย” และเราไม่เคยมีเครื่องดนตรี Synthesizer เป็นแอนะล็อก แบบฮาร์ดแวร์เป็นเครื่องจริงๆ เราใช้แต่ในคอมพิวเตอร์จิ้มๆ และก็แบบคิดว่า “เชี่ย ถึงเวลาที่กูต้องซื้อเครื่องดนตรีประเภทนี้แล้วว่ะ ไม่เคยใช้มาก่อนเลย” และเราก็เริ่มแบบบ้าแบบพวก Synthesizer แบบแอนะล็อก บวกกับช่วงโควิดเราว่างมาก และเราเซ็ตห้องข้างบนเป็นห้องฟังเพลงไวนิลจริงๆ แผ่นเสียง System แบบ Professional System อะ อินมากเลย สองสิ่งนี้ ผนวกกันกลายเป็นแบบ “โห กูอยากทำอัลบั้มใหม่เลยว่ะ” คือแผ่นเสียงยุคที่เราฟังมันเป็นยุคตรงกับเครื่องดนตรี Synthesizer พวกนี้ แล้วก็ไปหาวงเก่าๆ ฟังรวมกับวงใหม่ๆ ด้วย เริ่มมีไอเดีย โห เราเจอแล้วว่ะ จากที่เราตันมานานจากที่เราหนีไปทำ torrayot เพื่อหนีจาก The Yers มาสักพักใหญ่ แล้วเจอแล้ว เจอแรงบันดาลใจในอัลบั้มใหม่ของกู กูอยากทำเสียงแบบไหน อยากทำซาวด์แบบไหน อยากเก๊กแบบไหน ก็เป็น 2 สิ่งนี้ผนวกกัน 

ทีนี้ปัญหาของการทำเพลงของเราที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือ การเขียนเนื้อเพลงซึ่งเราเป็นคนไม่อ่านหนังสือ เราเลยก็เขียนเนื้อเพลงได้ไม่เก่งมาโดยตลอด เป็นอุปสรรคที่ลำบากที่สุด เพราะ เป็นคนไม่หลงไหลในภาษาอะไรขนาดนั้นอะ แล้วก็แบบฟังเพลงแบบไม่เคยฟังเนื้อเพลงเลย แม้กระทั่งเพลงไทย ปัญหานี้มันก็เลยเป็นปัญหาใหญ่ของเรามาโดยตลอด ทีนี้เราเข้าศาสนาอิสลาม แล้วเราก็ค้นพบความเชื่อที่เราเชื่อมากๆ และเราก็ศรัทธามากๆ ทีนี้เราขอพรจากพระเจ้าทุกคืนในการทำงานอัลบั้มนี้ว่าเราขอเพลงที่มันแบบ ที่เราชอบมากๆ ที่เราจะรักมันและเราแบบจะไม่เกลียดมันไปอีกหลายสิบปี เราขอทุกคืนจากที่คิดไม่ออกมันก็เริ่มไหลมาเรื่อยๆ ชื่ออัลบั้มก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องอะไรพวกนี้แหละ ส่วนชื่ออัลบั้ม PRAY ก็เป็นตัวเลือกของชื่ออัลบั้มสำรองไว้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็ชอบมากกว่า 

การทำอัลบั้มนี้ คุณได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ มั้ย

คือเราไม่เคยมีห้องอัดที่บ้านครับ และก็เป็นความไฝ่ฝันในชีวิตอย่างสูงสุดเลยว่าวันนึงอยากมีห้องอัดที่บ้านและทำงานที่บ้าน ไม่ต้องไปสุงสิงกับคนข้างนอก ไม่ต้องไปเช่าห้องข้างนอก ไม่ต้องไปเจอคนอื่นเลย บรรยากาศการทำงานมันแตกต่างแน่นอน มันมีความสุขมาก และก็เครื่องดนตรีทั้งหมดที่เรา Recording ในอัลบั้มนี้ มันก็เป็นแอนะล็อก 95 เปอร์เซ็นต์เลย ซึ่งก็จะทำอย่างนั้นไม่ได้เลยถ้าบ้านไม่ได้เป็นห้องอัด แล้วก็กระบวนการในการทำอัลบั้มมันก็เข้มข้นกว่าอัลบั้มก่อนๆ ตรงที่ว่า มันเป็นช่วงโควิดพอดี และ 4 คนมันว่างเพราะว่าช่วงก่อนหน้านั้นเราก็มีแค่เล่นคอนเสิร์ตอย่างเดียว และพอมันว่างเราได้แบบมาเจอกันเกือบทุกวันจริงๆ อะ คือถ้าว่างวันไหนก็จิ้มวัน แล้วก็มาที่บ้านเลย และก็มันมีการทดลองเขียนเนื้อเพลงพร้อมกัน 4 คนโดยที่แบบไม่เคยทำมาก่อนเลย

การทำงานจากเวลาว่างที่มากขึ้น ทำให้คุณเห็นความเป็นไปได้อะไรอีกบ้างในการทำอัลบั้มนี้

น่าจะเป็นกระบวนการบันทึกเสียงนี่แหละครับ เพราะว่าอย่างแต่ก่อนที่เราเคยฟังแต่กลองแบบนี้ กีตาร์แบบนี้ เราไม่เคยรู้ว่ามันทำยังไง จนวันนึงเรามีห้องอัดที่บ้านแล้ว เราได้ใช้เวลากับมันยาวๆ เลยว่าเฮ้ย เสียงนี้กูจะทำได้มั้ยวะ ไอ้เสียงที่เราเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กเนี่ย ถ้าเราปลุกปั้นมันจริงๆ ใช้เวลากับมันจริงๆ เราจะทำได้มั้ยวะ และปรากฏว่าผลลัพธ์พอมันทำได้และมันแบบฟินมาก

เราชอบที่คุณบอกว่า ทุกอัลบั้มมันเหมือนไดอารี่ของศิลปิน แล้วถ้าเอาไดอารี่หลายๆ เล่มมากางรวมกัน คุณเห็นพัฒนาการของตัวเองและ The Yers เป็นยังไงบ้าง

โห เยอะมากเลยครับ เห็นว่าเราไม่เคยเขียนเนื้อเพลงแบบนี้ได้ เราไม่เคยทำเสียงกลองแบบนี้ได้ เราไม่เคยเล่นกีตาร์แบบนี้ได้ และเราไม่เคยทำ Post-Production ให้สมบูรณ์เท่าแบบนี้ได้ คือถ้าย้อนกลับไปตอนที่ทำ 3 อัลบั้มที่แล้ว เชื่อว่าเราไม่มีความรู้พอที่จะทำซาวด์ดนตรีแบบนี้ หรือแม้กระทั่งเนื้อเพลงแบบนี้

คุณทำโปรเจคต์ส่วนตัวที่ชื่อ torrayot ด้วย นิยามของมันคืออะไร

ทรยศเลยครับ ตรงตัวเลยครับ เราโคตรรักชื่อนี้เลย เรารู้สึกว่าการทำโปรเจคชื่อ torrayot มันทรยศทุกสิ่งทุกอย่างที่วงการเพลงนี้เป็นอยู่ และก็มันเป็นอะไรที่แบบเป็นเราเลยอะ โคตรชอบประชดประชันคนอื่นเลยอะ ตลอดเวลา เราเป็นคนที่ทำอะไรที่ขวางโลกอยู่ได้ และการทำทรยศคือโอเค พอเราทำ The Yers ในอุตสาหกรรมดนตรีที่มันค่อนข้างออกไปทางแมสอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าคนจะมอง The Yers เป็นอินดี้บ้าง นอกกระแสบ้าง หรือว่าก้ำกึ่งบ้าง หรือว่าในกระแสอะไรก็ไม่รู้อะ รู้สึกว่าเราอยู่ในวงการนี้เราก็ได้เจอ ได้ใช้ชีวิตอยู่กับไอ้วงการกระแสหลักเยอะเกินไปแล้ว เราเลยรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีพื้นที่เป็นของตัวเอง เราเลยทำทรยศขึ้นมา และเรามีผู้ติดตามอยู่ประมาณนึง มีคนที่เชื่อเรา พร้อมจะไปกับเรา เราก็อยากจะกระจายสิ่งนี้เพื่อให้คนรู้ว่า การทำเพลงไม่ต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลาก็ได้ ไม่ต้องแคร์ภาพลักษณ์ไม่ต้องแคร์ Arrangement ไม่ต้องแคร์ Mix ไม่ต้องแคร์เครื่องดนตรีที่ใช้ สะใจมาก ทรยศก็คือนั่นแหละ ทรยศ

คุณฝากอะไร หรือปลดปล่อยลงไปในโปรเจคต์นี้บ้าง

ในขณะที่ทุกคนชอบดู หนัง Feel Good ภาพสวย บทดี แต่ว่าหนังเรื่องทรยศคือหนังที่อยู่ดีๆ ก็ไปถ่ายศพคนตายแช่ภาพ 10 นาทีทิ้งไว้ และอยู่ดีๆ ก็มีหมาตัวนึงมากินซากศพนั้น แล้วหนังเรื่องนั้นก็ตัดจบไปโดยที่มีแต่ความทารุณ โหดร้าย จบแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย คืออะไรวะเนี่ย เราว่ามันคืออะไรแบบนั้น

ถ้าเทียบกันระหว่าง The Yers กับ torrayot สองงานนี้เหมือนหรือต่างกันยังไง

มันเหมือนกันตรงที่ผมจะมีสกิลดนตรีที่ทุกคนคิดว่าเก่งมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เก่งเลยเนี่ย ผมจะมีสกิลดนตรีอยู่เป็นเส้นที่ทุกคนจะจับได้ ถ้าเล่นดนตรีจริงๆ ก็ ผมเล่นกีต้าร์ได้แค่นี้ เล่นเบสได้แค่นี้ เล่นกลองอาจจะได้เยอะหน่อย มันจะมีเส้นนี้ที่ผมไม่สามารถหลุดพ้นไปจากมัน เพราะผมมีความรู้แค่นี้ คือเส้นที่เติมเข้ามาทั้ง The Yers ทั้งทรยศ มันคนละสีกัน แต่ว่ามันมีเส้นนี้ที่เป็นแกนกลางอยู่ วิธีการเล่นหรือวิธีใช้เครื่องดนตรีหลายอย่างมันจะเหมือนกันอยู่

นับว่าเป็นการทดลองทางดนตรีของคุณด้วยมั้ย

ทั้งสองอย่างเลยครับ ก็อยากทำด้วยและก็อยากทดลองด้วย อยากประชดประชันวงการเพลงด้วยเราไม่เคยเห็นคนที่เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงออกมาทำ Side Project ที่แตกต่างจากงานหลักของเขาแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และก็ในขณะที่คนคาดหวังให้ The Yers ทำเพลงฮิตอยู่ได้ แบบ “ขอเพลงช้าซึ้งๆ หน่อยพี่” “ขอเพลงมันๆหน่อย” ใครก็บอกเราอยู่ได้ว่าต้องมีประโยคฮิต ต้องมีเพลงฮิต เราเลยอยากทำแบบอะไรที่มันไม่ต้องแคร์ใครเลย 

ประโยคที่บอกว่า “ขอเพลงฮิตหน่อย” กัดกร่อนจิตใจคนทำงานขนาดไหน

สุดๆ เลยครับ โคตรเกลียดเลย เกลียดแบบเกลียดเข้าไส้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราทำเพลงฮิตมันทำยังไงอะ เราทำไม่เป็น เราไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเพลงที่เราทำมามันจะฮิตได้ อย่างเสพติดความเจ็บปวด ตอนเราทำเราแค่ “มันว่ะ สนุกว่ะ” แล้วคนก็คาดหวังให้มันจะต้องฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ได้ ซึ่งเราเกลียดมากเลยประโยคนี้อะ

สำหรับคุณแล้ว คุณเชื่อใน One Hit Miracle มั้ย

เชื่อ แต่ไม่เกิดกับงานของผมแน่นอนเลยอะ เพราะว่าเพลงของ The Yers ไม่เคยเกิดอะไรอย่างนั้นขึ้น เพลงที่ดัง ณ ปัจจุบันเนี่ย ซึ่งมันเป็นความฮิตที่สำหรับผมมันต้องการความฉาบฉวย ซึ่งมันมีอยู่จริง แต่ว่าผมไม่ทำและผมก็ไม่ชอบทำ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ด้วย เพราะว่าเราทำเพลงที่เราอยากให้คนฟังค่อยๆ ซึมซับมันและก็ปราณีตกับมัน ให้อยู่ใน Vibes ที่ถูกต้อง อยู่ในหูฟังรุ่นที่ถูกต้อง อยู่ในลำโพงที่เสียงดี อยู่ในอากาศที่ใช่ หรือว่าโมเมนต์ที่ใช่ แล้วฟังมัน มันซึมซับเข้าไป ซึ่งปัจจุบันคนฟังเพลงแบบนั้นน้อยมาก คนที่ยังแบบมานั่งปราณีตกับการฟังเพลงแบบเปิดคอมพิวเตอร์มา ไม่เปิดเฟซุ๊ก ไม่เปิดไลน์ ไม่เปิดอะไรเลย เปิด Spotify นั่งอยู่เฉยๆ และฟังเพลง น้อยมากเลยนะ เรารู้เลยว่าทำไมความนิยมของ The Yers น้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเพลงเรามันเริ่มต้องใช้เวลา ต้องใช้ประสบการณ์ วิจารณญาณในการฟังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันคนก็เปิด TikTok แล้วแบบ “เฮ้ย เพลงนี้มันติดหูว่ะ” หรือว่าเพลงอีกหลายๆ เพลงที่มันอยู่ดีๆ แล้วมันเผลอได้ยินแล้วมันติดหูดีก็เลยฮิตขึ้นมา ซึ่งเราไม่ทำเพลงแบบนั้น แต่ถามว่า ไอ้เพลงที่มันฮิตชั่วข้ามคืนแบบนี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เราพูดได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าเรา เราไม่ชอบเพลงพวกนั้นเลย 

คุณพูดถึงพี่ชาย รวมถึงผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ที่สนับสนุนคุณอยู่บ่อยครั้ง การที่มีคนสนับสนุนความฝันของคุณ มีความหมายต่อคุณยังไงบ้าง

มีความหมายยังไง ไม่รู้เลยอะ มันต้องตอบว่าอะไรคำถามนี้อะ (คิดนาน) ก็คือผมไม่รู้ว่ามีความหมายยังไง แต่ผมรู้สึกว่ามันมีคุณค่ามากกว่า และก็รู้สึกว่ายังเป็นบุญคุณที่เราก็ยังนึกถึงอยู่ตลอดเวลา ผมก็ยังซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำอยู่ตลอดเวลานะ ทั้งพี่ชายผม ทั้งเพื่อนในวง ทั้งพี่รุ่งเอง จริงๆ ผมจะให้เครดิตอยู่ตลอดเวลาว่า The Yers เกิดมาได้เพราะพี่ชายกับพี่รุ่ง เพราะเขาคอยดึงเราขึ้นมาจากคนที่วงที่มันไม่มีแฟนเพลงหรือคนรู้จักเลย

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า