fbpx

นักแสดง โลกหนังสือ และการเมือง ของอ๋อม-สกาวใจ พูนสวัสดิ์

หากจะพูดถึงนักแสดงที่ใครหลายคนคุ้นหน้าจากการรับบทบาทที่หลากหลาย ทั้งการเป็นนางเอก นางร้าย หรือแม้กระทั่งนางแบบ มาจนถึงการเป็นพิธีกร ชื่อของสกาวใจ พูนสวัสดิ์ ต้องเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ทุกคนนึกถึงอย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาอ๋อม-สกาวใจก็ถูกพูดถึงอีกครั้ง กับการออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีวัคซีนโควิด-19 และการบริหารจัดการของรัฐบาล แน่นอนว่าเราคงไม่ได้พูดเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักแต่อย่างใด และวันนี้เราก็ได้เจอเธออีกครั้ง

แต่กว่าที่จะเป็น “อ๋อม สกาวใจ” ในวันนี้ เขาต้องฝ่าฝันอุปสรรคอะไรมาบ้าง? แล้วโลกหนังสือมีผลต่อตัวเขาอย่างไรบ้าง? ตลอดจนถึงมุมมองต่อความเปลี่ยนไปของวงการบันเทิงที่คนรุ่นใหม่มาทำงานมากขึ้น ตลอดจนมาฟังเหตุผลของการ Call Out ในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด แน่นอนว่าในประเทศไทยเรื่องการแสดงความเห็นคงเป็นเรื่องยากในหมู่นักแสดงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับนักแสดงรุ่นใหญ่ด้วยเช่นกัน

ซึ่งอ๋อม-สกาวใจคือหนึ่งคนที่ลุกออกมาเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านเสียงของเขา วันนี้ลองมาฟังแนวคิดและทัศนคติต่อความเห็นที่มีความแตกต่างกัน รับรองว่าคุณจะได้เห็นมุมมองที่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน

จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงของคุณคืออะไร

ผลงานเรื่องแรกที่ไม่ใช่ละครก็จะเป็นโฆษณาก่อน เป็นโฆษณาเครื่องเสียง ตอนนั้นอายุประมาณ 13 ปีแล้วก็หลังจากนั้นก็มีถ่ายโฆษณาครีมเทียม แล้วก็มาเล่นละครตอนอายุ 15 ปีซึ่งเรื่องแรกจะเป็นเรื่องเทพบุตรสุดเวหา ออกอากาศช่อง 5 และหลังจากนั้นก็ยาวเลย ก็จะมีเรื่องหลายเรื่องเลยค่ะ แต่เริ่มแรกเราก็เป็นนางเอกก่อนนะ

ตอนที่ได้รับบทเป็นนางเอกครั้งแรก เครียดแค่ไหน

ความฝันตั้งแต่เด็กของเราคืออยากเป็นดาราตั้งแต่จำความได้ เป็นอาชีพในฝันของพี่อ๋อมมาก แต่คำว่าดาราในรุ่นของเรานี้จะเป็นคำเฉพาะ คือเราเป็นคนชอบดูทีวี เราเป็นคนชอบดูละครดูจักรๆ วงศ์ๆ สมัยก่อน ดูละครตอนเย็นก่อนที่จะทำการบ้าน และเราก็รู้สึกว่าเราเป็นลูกคนเดียว เราก็รู้สึกว่าอยากอยู่ในนั้น เราอยากไปเที่ยว อยากจะได้เพื่อนเยอะๆ อาชีพในฝันของเราก็คือนักแสดง แล้วมันมีคนทักบ่อยๆ ว่าเด็กคนนี้เหมือนจะมีชื่อเสียง แล้วจะรู้สึกว่าคนชอบมอง ไม่รู้หรอกว่าสวยไม่สวยไม่สนใจ แค่คิดว่าทำไมคนชอบมองจังแบบนี้ และก็มีคนชวนไปถ่ายโฆษณาตั้งแต่เด็กแล้วแหละ เรารู้สึกว่าการมาเป็นนักแสดงตอนโตแล้วเป็นนางเอกเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องที่กดดันมาก แต่ว่ามันคือความฝันที่เป็นจริง ในสมัยก่อนพอคุณครูถามตอนเด็กๆ ว่าเด็กหญิงสกาวใจโตขึ้นมาอยากเป็นอะไร ในใจคือเราตอบโดยไม่ต้องคิด คืออยากเป็นดารา แต่เราไม่ได้พูดออกมา เพราะคำว่าดาราสมัยก่อน มันแก่แดด มันความหมายเป็นแบบนั้น มันดูดัดจริตอะไรแบบนี้ ไม่เหมือนกับน้องๆ สมัยนี้ที่คำว่าดาราเป็นคำปกติ แต่สมัยอ๋อมไม่ปกติไง ความฝันของเราในใจคือดารา แต่พูดออกไปกับครูว่าอยากเป็นสถาปนิกค่ะ

ความฝันนั้นเป็นความฝันเดียว เป้าหมายชีวิตของอ๋อมคือเราจะมีเส้นทางเดียวคือเส้นทางนี้ เราไม่ได้วอกแวกแต่มันต้องบวกกับดวงด้วย มันจะเป็นจริงได้เมื่อดวงมันมาด้วย จังหวะชีวิตมันมา เมื่อเราเดินมาทางนี้แล้วจังหวะชีวิตมันมาพอดีตอนอายุ 13 ปี และมันก็ฉายแววมาจนอายุ 15 ปีแล้วมาเป็นนางเอก พอมาเป็นนางเอกก็รู้สึกว่า เรายังไม่เคยเรียนไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีโอกาสที่มีสถาบันต่างๆ นานา และมีเวทีเยอะมากๆ ที่จะให้เขาแสดงความสามารถซึ่งเราไม่เคยได้เรียน เราเคยแต่ดู เราไม่เคยเรียนทฤษฏี เราเคยแต่นั่งดูและจำ เพราะฉะนั้นการเป็นนางเอกมันคือภาพจำ มันยังไม่เข้าใจตั้งแต่ตอนแรกก็เลยมีความยากสำหรับเรา

ผลงานที่ทำให้ทุกคนรู้จักคืออะไร

จริงๆ แล้วงานถ่ายโฆษณาชิ้นแรกนั้นคือคนรู้จักแล้ว เพราะเป็นการประกวดซึ่งเขาประกาศในทีวีว่าเหมือนว่าจะหาพรีเซนเตอร์ แต่เราไม่ได้ประกวดเอง เพื่อนส่งไปให้แล้วตอนนั้นปิดเทอมก็เลยไปประกวด กลายเป็นว่าคนทุกคนก็จับตาดูว่าใครจะมาเป็นพรีเซนเตอร์ครีมเทียม ก็เลยเป็นที่รู้จัก แล้วมาดังอีกครั้งก็คือเรามาเล่นเป็นนางเอกเรื่องแรกคนก็จับตามอง มันก็ทยอยๆ แต่ถ้าเปรี้ยงๆ เลยคือเป็นนางร้ายเรื่อง “บ้านทรายทอง” นั้นคือเป็นจุดพีค จุดเปลี่ยนจากนางเอกมาเป็นนางร้าย อันนั้นคือดังมากเพราะเรื่องนั้นคือใครเล่นก็ดังทุกคน

การออกจากบ้านของคุณเป็นเรื่องยากแค่ไหน จากที่เปลี่ยนไปเล่นเป็นบทร้าย

มันเป็นช่วงกึ่งๆ ยุคสมัยก่อน ยุคนั้นเป็นยุคที่ฮาร์ดคอร์คือคนที่เล่นร้ายไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ แต่ว่ายุคเราจะเป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลง ครึ่งหนึ่งก็จะยอมรับ อีกครึ่งหนึ่งก็จะยังไม่ยอมรับในเรื่องร้าย ก็ยังเกลียดอยู่ เขาก็จะไม่ขายของให้ก็จะพูดแบบประชดประชัน แต่พอเราอ้อนๆ เขา เขาก็โอเค แล้วก็จะมีเวลาเราไปเดิน ถ้ามีละครไหนออกอากาศ จะมีชื่อนำหน้าตัวละครนั้นทันที ไอ้ อี เราจะไม่ค่อยชินเท่าไหร่ในการที่คนจะมามองว่าเราแบบร้าย เราเป็นตัวไม่ดี เราก็รู้สึกว่าจริงเหรอ แต่ในทางกลับกันคือว่าแสดงว่าเราเข้าถึงบทบาท

ตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนบทบาท มันเปลี่ยนยากไหม

เปลี่ยนยาก เราใช้เวลาสองปี พี่ไก่ (วรายุฑ มิลินทจินดา) ก็ติดต่อมา แล้วตอนนั้นเราเป็นนางเอกอยู่ เรารู้สึกว่าการเป็นนักแสดงมันต้องเล่นได้หลากหลาย และเป็นบทที่มีความท้าทาย มีความยากที่เราอยากจะเล่น เพราะฉะนั้นนักแสดงในคำจำกัดความเขาเราไม่ได้แค่ต้องเป็นนางเอกเสมอไป แต่ว่าเราจะทำยังไงให้ได้ให้คนดูรักตัวละครและเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้น ฉะนั้นการที่เปลี่ยนมาเป็นนางร้าย เราตัดสินใจยาก เพราะเราได้ทำพฤติกรรมซ้ำๆ ตอนเรารับบทเป็นนางเอกเยอะมาก แล้วอยู่ดีๆ จะมาพลิกเป็นแบบว่า ฉันต้องร้ายนะ เราก็ต้องหาข้อมูลว่าการที่จะพลิกบทบาทจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด ถ้าตัดสินถูกก็ต้องทำให้สุดความสามารถ ทุกคนเห็นแล้วมันเปรี้ยง มันพลิกแล้วมันต้องเปรี้ยง มันตัดสินใจหลายอย่าง ก็เลยใช้เวลานาน 2 ปี คิดและก็ไปหาข้อมูลต่างๆ กับรุ่นพี่นักแสดงที่เคยได้รับเล่นบทนี้อย่างแม่ตุ๊ก (ดวงตา ตุงคะมณี) เคยเป็นหญิงเล็กก็ไปบอกว่าต้องเล่นนะ เพราะเป็นบทที่ดีมาก

แสดงว่าสิ่งสำคัญที่คุณจะเลือกรับเล่นละครคือบท

ใช่ คือพี่อ๋อมเป็นนักแสดงอิสระ ไม่มีสังกัดตั้งแต่เข้าวงการ ฉะนั้นความยากของมันก็มี อย่างนักแสดงที่เขามีสังกัด ความยากของเขาจะไม่หนักเท่าคนที่เป็นอิสระ คนที่เป็นอิสระจะต้องสร้างผลงานตนเองให้คนเห็น เพื่อที่ให้ผู้จัดไว้วางใจเลือกเราให้เราไปเล่น แต่คนที่มีสังกัดเขามีตัวกลั่นกรอง แล้วก็มีผู้จัดการมาคอยดูว่าเหมาะไม่เหมาะกับบทอะไร

อะไรสำคัญที่สุดในการเป็นนักแสดง

พี่ว่าเป็นความสามารถนักแสดงที่ไม่ใช่ว่าหลายๆ คนจะเป็นก็ได้นะ สมัยนี้คนหน้าตาดีเยอะจริงๆ ยอมรับว่าไปไหนมาไหนรู้สึกว่าทำไมน้อง ๆ น่ารักจังเลย ทำไมสวย ทำไมหล่อกันเยอะแบบนี้ แต่ว่าจังหวะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อคุณได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง ได้มาเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงแล้ว จะรักษามันยังไงให้มันอยู่กับเราไปตลอด หนึ่งเลยก็คือคุณต้องมีวินัยและก็เป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ มันต้องเติมความรู้ไปเรื่อย ๆ สมัยนี้มันมีเวทีที่คุณได้โชว์ความสามารถ แต่สมัยพี่อ๋อมก็คือไม่มี คือเราต้องเก็บประสบการณ์และเรียนรู้ด้วยตนเอง มันจะไม่มีทางลัด ฉะนั้นทางนี้คือมันจะยาก วินัย การตรงต่อเวลา และก็เคารพผู้ร่วมงานทุกคน ทุกอย่างมันยากและลำบากค่ะ ไม่ใช่ใครจะมาเป็นก็ได้หรือว่าจะอยู่ได้นาน

แสดงว่ามาตรฐานของนักแสดงไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่ความสามารถ วินัย สำคัญด้วย

ใช่ อันนี้สำคัญเลย จริงๆ นักแสดงไม่จำเป็นต้องหน้าตาดี แต่เขามีจุดเด่นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนักแสดงตลก หรือเป็นซุปเปอร์สตาร์ทางด้านอื่นๆ อย่างนี้คือมันแยกเป็นเฉพาะตัวตนมันสำคัญ คุณอย่าไปเลียนแบบคนอื่น การเป็นนักแสดงมันไม่ใช่การไปเลียนแบบ แต่คุณเอาแรงบันดาลใจของเขามาใช้ได้ อย่างพี่อ๋อมก็ดูนักแสดงต่างประเทศหรือนักแสดงเมืองไทยที่เก่งๆ แต่ไม่จำเป็นจะต้องไปเลียนแบบเขามา แต่ไปดูว่าเขาอาจจะเล่นแบบนี้ เราชอบความเป็นธรรมชาติของเขาตรงนี้ แล้วนำมาปรับใช้เป็นตัวตนเรา มีความโดดเด่น มีความชัดแบบนี้ดีกว่า พูดถึงคนนี้เรานึกถึงอะไร แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าไม่ซ้ำ

ช่วงที่หยิบจับงานอื่นๆ ต้องมีทักษะที่แตกต่างกันยังไงในการทำงาน

วงการบันเทิงมันคืองานศิลปะ และส่วนตัวเป็นคนชอบงานศิลปะอยู่แล้ว แต่ว่านอกจากศิลปะการแสดงแล้วยังมีศิลปะการเป็นพิธีกร การเป็นนางแบบด้วยซึ่งมันปรับเปลี่ยนด้วยกันได้ไหม อันนี้ต้องอยู่ที่เนื้องาน อย่างละคร เราเล่นเป็นตัวละคร แต่อย่างพิธีกรเราทำของตัวเอง หรือเดินแบบต้องเป็นนางแบบนำเสนอเสื้อผ้าแต่ละชุดว่าเราจะนำเสนอยังไง มันอยู่ที่การปรับเปลี่ยนของงานแต่ละอย่าง มันมีความยากของมันอยู่แล้วค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วพี่ชอบที่เป็นทั้งพิธีกรและนักแสดงควบคู่กันไป เพราะว่าพิธีกรมัน เป็นตัวของตัวเอง แต่ว่านักแสดงเราเล่นเป็นคนอื่น เราก็ชอบในการเปลี่ยนบทบาทของเรา บางทีบทบาทชีวิตเรามันเล่นบทบาทแบบนี้ไม่ได้ในชีวิตจริง อย่างร้ายนี้เราไม่ได้ร้ายอย่างในละคร มันท้าทายว่าเราต้องเล่นเป็นคนอื่นแบบนี้ค่ะ มันก็สนุกดี

มีวิธีการพัฒนาตัวเองยังไงบ้าง

คือพี่อ๋อมเป็นคนชอบเรียนรู้ก็คือจะดู ฟัง จะศึกษาจากนักแสดงรุ่นพี่และเป็นคนชอบดูละครหลากหลายแนว ก็จะดูภาพรวมและมาดูอีกทีว่าตัวตนที่เขาเล่นมันเป็นธรรมชาติยังไง นี่คือการพัฒนาของตัวเอง เพราะว่าโลกมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ สมัยนี้หนังแต่ละอย่างที่ผู้สร้างได้สร้างขึ้นมาก็บอกว่าสุดยอดนะ เก่ง ไม่ใช่เฉพาะหนังต่างประเทศนะ คนไทยก็เก่ง และก็จะดูน้อง ๆ ด้วยนะ ไม่ได้ดูแค่ดารารุ่นเก่า ก็ดูดารารุ่นใหม่ที่มีความสามารถว่าเขาเก่ง เขาพัฒนาตัวเอง บางทีก็จะมาซ้อมหน้ากระจกด้วย

การทำงานกับคนรุ่นใหม่ ช่องว่างระหว่างวัยมีผลไหม

ก็มีผลเหมือนกันในเรื่องความคิดแล้วโลกมันก็เปลี่ยน คนสมัยก่อนอาจจะแบบว่ารุ่นน้องบางคนไม่มีระเบียบวินัย สมัยก่อนจะว่าง่ายๆ ในบางคนนะ เขาก็อาจจะแบบมองหรือพี่อ๋อมเห็น พี่อ๋อมอาจจะไปบอกเขาซึ่งมันมีผลในการร่วมงาน การเข้าบทด้วยกันบางทีมันอาจจะไม่มี คือเขาคัดมาแล้วว่าต้องมีความสามารถในการแสดง แต่ว่าคุณอาจจะมาเรียนรู้เพิ่มเติมในประสบการณ์ของคุณอีกในการเข้าบท เข้าฉากมันไม่มีความช่องว่าง แต่ว่าอยู่ธรรมดาแบบนี้ก็อาจจะเกรงใจรุ่นพี่แบบนี้ เราต้องทลายกำแพงนั้นออกไปโดยที่ต้องจะไปคุยกับเขาก่อน บางทีเขาอาจจะไม่กล้าคุยกับเรา เพราะอาจคิดว่าเรารุ่นใหม่ เราอาจจะต้องไปคุยกับน้อง ๆ ทักทาย สร้างความเป็นกันเองมากกว่า จะได้ละลายพฤติกรรมไปด้วย

การมีคำว่านักแสดงรุ่นพี่แปะป้ายหน้าชื่อของคุณ รู้สึกอย่างไรบ้าง

คือเท่าที่มองเห็นคนที่เราร่วมงาน เรารู้สึกว่าเก่งและมีความสามารถ คืออนาคตไกล ถ้าเขาเกร็งก็ต้องไปละลายพฤติกรรม ชวนเขาคุย ชวนเขาตอบ เขาก็จะไม่ค่อยเกร็ง แล้วก็คุยกับเขาในเรื่องอื่นด้วย ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องงาน เวลาเข้าบทจะได้ครั้งเดียวผ่าน ฉะนั้นที่ดูน้อง ๆ แต่ละคนมีความสามารถแต่อาจจะขาดประสบการณ์ บางคนอาจจะหน้าใหม่เหมือนที่เราตอนแรกๆ ที่เราหน้าใหม่เราก็ต้องเรียนรู้จากตรงนี้แหละ แต่เชื่อว่าน้อง ๆ ที่มีความสามารถไปไกลแน่นอน คือเก่งเยอะ เก่งจริงๆ นอกจากหน้าตาดี ความสามารถก็เก่ง

คุณอ่านหนังสือแนวไหน

จริงๆ แล้วเป็นคนชอบอ่านหลากหลายแนว เริ่มจากว่าเราอยากหาความรู้ใส่ตัวมากกว่า เราอยากรู้ว่าโลกมันไปถึงไหนแล้ว เราอยากรู้ว่าแนวคิดของนักเขียนแต่ละคนคือเป็นอย่างไร อยากจะรู้ความจริงเรื่องไหนบ้าง คือชอบอ่านหลากหลายแนวมาตั้งแต่เด็ก เริ่มแรกซึมซับมาโดยที่เริ่มจากการอ่านหนังสือพิมพ์ก่อน เราอ่านหนังสือพิมพ์เพราะว่าสมัยก่อนหนังสือพิมพ์ส่งบ้านเราทุกวัน เราอ่านหนังสือพิมพ์จากพาดหัว เราสนใจเรื่องไหนก็จะพยายามอ่านให้หลากหลายเรื่อง เวลานั่งรถไปกับคุณพ่อ คุณพ่อก็จะให้อ่าน ฝึกการอ่านโดยการชี้ให้เราอ่าน แล้วก็พยายามอ่านไปเรื่อย ๆ

ทำไมคนเราต้องอ่านหนังสือ

มันจำเป็นต้องอ่านค่ะ คุณอยากจะมีความรู้คุณต้องอ่านและตัดสินใจ แยกแยะ วิเคราะห์ด้วยตัวเอง ตำราเรียนเข้าใจได้แต่คุณต้องอ่านหลากหลายแนวนะ คุณต้องเปิดโลก ไม่ใช่ต้องอ่านเฉพาะแนวนั้นแนวเดียว คุณอยากจะรู้แค่แนวนี้มันไม่ได้ เพราะว่าโลกมันมีหลากหลายแนว คุณจะได้รับข้อมูลแค่แนวเดียว จำเป็นต้องอ่านเพื่อฝึกสมอง และฝึกให้เราคิดจินตนาการ ไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสืออะไรขอแค่เป็นหนังสือที่อ่านสร้างสรรค์ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและมีเหตุผล ไม่ใช่หนังสือที่ไม่ได้สร้างสรรค์อย่างนั้นก็ไม่อยากให้อ่าน แต่ก็อยากให้อ่านหนังสือที่เป็นความรู้เพื่อที่เราได้ฝึกสมอง เพราะว่าบางทีการอ่านอาจจะทำให้เราได้เห็นมุมมองหลากหลายอย่าง บางคนพวกที่มีกำลังทรัพย์พอเขาอาจจะเปิดโลกโดยการไปท่องเที่ยวและเห็นวัฒนธรรมต่างๆ แต่บางคนกำลังทรัพย์เรามีพอแต่อยากจะซื้อหนังสือสักเล่ม บางทีเราก็เหมือนไปเปิดโลกแบบนั้นได้เหมือนกัน เราคิดว่าการที่เด็กไทยอ่านหนังสือพี่มองว่าเป็นสิ่งที่ดี อ่านไปเถอะ อ่านอะไรก็อ่านไปเถอะ ขอให้มันเป็นความรู้ มันจะฝึกสมอง ฝึกพัฒนาการ และได้ความรู้หลากหลายมุมหลากหลายแนว

คุณเชื่อวาทกรรมที่ว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่เกินปีละ 8 บรรทัด ไหม

ก็เชื่อนะ เพราะว่าสังคมไม่ได้ปลูกฝังให้รักการอ่าน ในความรู้สึกเราการที่สังคมให้ปลูกฝังรักการอ่านเด็กก็จะได้รับความรู้ และคนจะมีความคิดหลากหลายแนว แต่เท่าที่ดูสมัยนี้คือวิวัฒนาการโลกมันเปลี่ยน หนังสือมันเป็นอะไรที่อมตะ เวลาเราหยิบมาก็ดูแต่ละหน้า บรรณาธิการแต่ละคนมันน่าสะสมนะ สมัยนี้โลกมันเปลี่ยนด้วย พอโลกมันเปลี่ยนเทคโนโลยีมันเข้ามา คนมันสนใจอย่างอื่นด้วย มันมีความหลากหลายให้เราไปดูในโลกออนไลน์ ดูรูปภาพก็พอ อ่านไปก็ดูรูปภาพดีกว่าไหมแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วการอ่านเป็นสิ่งที่ดีนะ

มีหนังสือเล่มโปรดมั้ย

จริงๆ แล้วชอบหลากหลายเล่มนะ พูดไปแล้วกลายเป็นดราม่าหรือเปล่า อันนั้นที่ถ่ายใน Instagram คือเป็นลิสต์ที่ชอบค่ะ แต่ว่าบางคนก็เห็นต่างนะคะ เราก็เข้าใจได้นะ นอกเหนือจากที่เราถ่ายรูป ก็จะชอบหนังสือในแบบเรียนแต่ก่อนคือเรื่อง มอม เป็นเรื่องที่ชอบมาก เป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ คือตอนเด็กเราฝังใจกับเรื่องมอม เพราะว่าเรามองว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญ ความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ของหมาตัวนึงเนี่ยกับเจ้านายที่ให้สัญญาไว้ สัญญาว่าฉันจะมาอยู่ตรงนี้ ฉันจะกลับมา แล้วก็สำหรับอาจารย์ที่เขียนไว้ทุกท่านก็ขอบคุณมากๆ สำหรับหนังสือที่เป็นความรู้ที่อยู่นอกตำราเรียน ที่ถ่ายรูปลงไปเพราะว่าเราอยากรู้นอกเหนือจากในตำรามากกว่า เราก็เลยอยากจะไปอ่านของอาจารย์แต่ละท่าน ก็ได้รับความรู้อีกมุมมองหนึ่งด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสังคมไทยในปัจจุบัน คุณมองเรื่องนี้ยังไง

เป็นเรื่องปกติ มีทุกยุคทุกสมัยในเรื่องความคิดที่มันแตกต่าง ขนาดแฝดยังมีความคิดแตกต่างกันเลย ขนาดเขาหน้าเหมือนกัน แต่ความเหมือนของเขาก็มีความต่าง ฉะนั้นเราจะไปตัดสินใจไม่ได้ว่าคุณต้องคิดเหมือนฉันหรือฉันต้องคิดเหมือนคุณ ซึ่งทุกคนนั้นมีความคิดของตัวเอง แต่ว่าความแตกต่างนั้นอย่าไปสร้างความแตกแยกในความรู้สึกของพี่อ๋อมนะคะ ความแตกต่างเราคุยกันได้ เราสามารถมาแชร์ เราสามารถมาสร้างความเข้าใจกันได้ ไม่ใช่ว่าคุณแตกต่างและเห็นตรงข้ามกับฉันคือคุณนิสัยไม่ดี คุณไปชี้เขาแบบนี้ไม่ได้ ความแตกต่างคุณต้องมากรองก่อนว่าข้อมูลที่คุณพูดไปจริงหรือเปล่า มันมีเหตุผลไหมในการพูดของเขา มันเห็นต่างได้แต่อย่าไปสร้างความแตกแยก

การที่เรามีสื่อออนไลน์แล้วมีคำที่เป็นรุนแรงเข้าตัวเราได้ง่าย เราจัดการยังไงบ้าง

Hate Speech มันคือสร้างความแตกแยกไง จริงๆ แล้วในความรู้สึกของพี่อ๋อมคือประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาที่เราแสดงความเห็น มันเกิดประเด็นเพราะเรา Call Out ออกมา แล้วเราเป็นคนมีสปอตไลท์ เวลาเราพูดอะไรมันส่งผลกระจายวงกว้างได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีสปอตไลท์ส่อง ฉะนั้นพี่อ๋อมคิดแล้วว่าการที่พี่อ๋อมออกมาแบบนี้ พี่อ๋อมจะโดนอะไรบ้าง ถามตัวเองว่าอยู่เฉยๆ ได้ไหม ก็ได้นิ ไม่ต้องออกมาก็ได้ ฉันอยู่ของฉันเฉยๆ ไม่ต้องมีใครมาโยนก้อนหินมาหา ฉันก็ปกติก็ใช้ชีวิตได้ เราก็ถามกลับว่าเราจะมีความสุขไหมในความหมายของตัวเอง เพราะว่าเราก็อายุเยอะแล้วละ หลายคนที่ด่าเราว่าแก่ จริง ใช่ 45 ปีก็แก่แล้ว มีลูกแล้ว แต่เราจะมองเห็นคนรุ่นหลังที่เค้าเติบโตเห็นอนาคตเขาจะอยู่ยังไงก่อน ถ้าเกิดว่าสังคมยังเป็นแบบนี้อยู่ ถามตัวเอง เฮ้ย ไม่มีความสุขนี่หว่า ลูกเราก็มี เราอยากให้ลูกเราและทุกๆ คนที่เราเห็นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และตอนนี้มันเกิดปัญหา ฉะนั้นถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็จะเป็นหนึ่งในคนนั้นที่คุณไม่เดือดร้อน ฉันอยู่เฉยๆ แล้วสังคมก็ยังคงมีปัญหาแบบนี้ต่อไป

แล้วถ้ามองว่าถ้าออกมาทำแล้วมันไม่แก้ล่ะ ก็ถือว่าเราได้ช่วยแล้ว ได้ทำแล้ว เราได้มีความคิดว่า ฉันอยากทำเพื่อให้มันดีขึ้น ฉันอยากออกมาพูดถึงปัญหา ฉันอยากได้รับการแก้ไขมากกว่า คิดไว้แล้วว่าถ้าออกมามีคำพูดอะไรแบบนี้อยู่แล้ว และมีคนที่เขาต่อต้านอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติ แล้วออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ศาสนา มันเป็นสิ่งต้องห้ามอยู่แล้ว แต่ทำไมเราไม่มีสิทธิ์เหรอ แล้วคำว่าสิทธิของเรา เราจะพูดไม่ได้เหรอ ฉันอยู่ประเทศไทยหรือฉันต้องไปพูดที่อื่นเหรอ ฉะนั้นในเมื่อประเทศมีปัญหาก็เลยออกมาพูด เพราะว่าเราได้ดูข่าวแล้วว่าแต่ละพื้นที่เขามีการจัดการวัคซีนค่อนข้างดี ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แต่ว่าเหลือประเทศเรานี่แหละ ทำไมถึงยากเย็นจัง เราก็เลยอยากให้มันเร็วๆ ได้ไหม เพราะว่าเชื้อโรคมันกลายพันธุ์ไปไหนต่อไหนแล้ว และคนยังไม่ได้ฉีดมีตั้งเยอะ เรารู้สึกถึงผู้สูญเสียไง เรารู้สึกว่านี่เป็นสงครามโรคไม่ใช่สงครามโลก แล้วคนไทยจะอยู่แบบนี้จริงๆ เหรอ แล้วด้วยคุณภาพชีวิตของแต่ละคนเขาต้องหาเลี้ยงครอบครัว เขาต้องดูแลครอบครัว เหมือนทำลายฝัน เหมือนที่พี่อ๋อมบอกว่าความฝันคือนักแสดง และเราจังหวะชีวิตมันได้ เราโชคดีเราได้มาตรงนี้

แต่น้อง ๆ ความสามารถของเขามีความรู้สึกว่าความสามารถเด็กๆ เก่งนะ ทำไมถึงต้องมาหยุดชะงัก 2 ปีนี้ แล้วบางคนอยากจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ อยากหาเงินมาทำงานให้คุณพ่อคุณแม่ เราเลยรู้สึกว่า คำด่าหรือคำที่เขาว่าต่างๆ นานา เราจัดการโดยการที่ก็ต้องให้เขาเป็นคนผิด เพราะยังไงเขาด่ามาเขาไม่ได้มาตั้งคำถามที่เราถามไป เขาด่าตัวเรา เขาด่าไปถึงครอบครัว ฉะนั้นคุณผิดแล้วมันก็มีกฎหมายอยู่ ฉันพูดถึงปัญหา ฟังก่อนไหม อ่านก่อนไหม แสดงว่าคนไทยอ่านแค่ 8 บรรทัดนี่ไง โพสต์แต่ละโพสต์มันมีความหมาย คุณไปตีความก่อน แต่ละโพสต์เราคิดและหาข้อมูลแล้ว เราไม่แค่คิดอย่างเดียว เราหาข้อมูลด้วย แต่ละคำพูดที่ Call Out ออกไปมันคือปัญหาจริงๆ และต้องการการแก้ไข ฉะนั้นคุณไปอ่านก่อน ขนาดบางโพสต์แค่ 2 บรรทัดเองนะ คุณยังอ่านไม่ละเอียดเลย คือมีปัญหากับการอ่านจริงๆ ฉะนั้นต้องอ่านเยอะๆ อ่านละคิดตามด้วย ต้องมีเหตุผลด้วย อย่าคิดแค่ว่าการที่เราออกมาพูดถึงปัญหา กลายเป็นว่าทำให้ประเทศล่มจม แบบถ้าทำประเทศล่มจม ฉันจะออกมาพูดทำไม เราอยากให้มันดีแค่นั้นเอง

การจัดการ Hate Speech ที่เข้ามาก็อาจจะต้องให้กระบวนการทางกฎหมายจัดการ และอีกอย่างถ้าเกิดมันไม่ไหวจริงๆ ก็บล็อคไง ไม่ต้องไปตอบโต้จะได้ไม่ต้องสร้างความเกลียดชังหรือว่าขัดแย้ง ยิ่งเราไปโต้ตอบกับคนที่สร้างความเกลียดชังในหมู่มากแบบนี้ เรารู้สึกว่าเราไม่มีความจำเป็นจะโต้ตอบกับคนเหล่านี้ เพราะว่าฉันพุ่งตรงประเด็นที่ปัญหาแต่คุณสร้างปัญหาให้กับเรา เราก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องตอบโต้เราก็แค่บล็อกหรือให้ทนายจัดการไป อันไหนที่มันเข้าข่ายต้องจัดการให้ฟ้องร้องไป

การ Call Out มีราคาที่ต้องจ่ายไหม

หลายคนถามว่าไปเป็นนักแสดงทำไมต้องออกมาพูด นักแสดงก็ลอยตัวแล้ว คือการที่เรา Call Out แต่ละอย่าง มันต้องจ่ายด้วยคำด่าไง คำด่าของเราเป็นราคาที่ต้องจ่ายเหรอ หรือมีคนมาขู่ฆ่าเรานี่ต้องเป็นราคาที่ต้องจ่ายด้วยเหรอ ฉันมาเพื่อให้มันดีขึ้นนะ ถ้าเกิดว่าฉันมาบอกแย่ๆ ทำไปสิ ยังไงค่อยมาด่าเรา คือดูเจตนารมณ์เราก่อนว่าเราอยากจะเรียกร้องให้ปัญหามันดีขึ้น หรือคุณหลับตาโดยมองไม่เห็นปัญหาเลยเหรอ ปัญหามันมี อย่าฟังข่าวด้านเดียวหรืออย่าอ่านอะไรที่เป็นด้านเดียว ออกมาหลากหลายมุม ออกมาเปิดโลกหน่อยว่ามันเกิดปัญหาอะไรบ้าง

ฉะนั้นราคาที่อ๋อมต้องจ่ายคือพี่อ๋อมเอาตัวเข้ามาในตรงนี้ พี่อ๋อมแลกด้วยชื่อเสียงของพี่อ๋อมที่สะสมมา 30 ปี พี่อ๋อมอยากประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรารักประเทศชาติ เราอยากเห็นประเทศไทยที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่เป็นประเทศกำลังพัฒนา เราอยากเห็นทุกคนในโลกเขามองประเทศไทยเราว่าสุดยอด เราอาจจะเป็นตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยากจะส่งเสียง แต่ถ้าเกิดว่าทุกคนอยู่นิ่งๆ เงียบๆ พลังมันก็จะไม่กว้างไกล อยากจะบอกว่าถ้าเห็นปัญหาก็อยากจะให้บอกให้รีบแก้ไขแค่นั้นเอง ฉะนั้นชื่อเสียงของพี่อ๋อมก็อยากจะให้มันเกิดประโยชน์ เราไม่อยากให้ต้องมาเสีย เราอยากให้มันเกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเอาตัวของเราลงมาตรงนี้ เพื่อที่จะให้คนที่มีคุณภาพชีวิตของเขาที่แย่ มันก็มีคนที่คุณภาพชีวิตที่ดีอยู่แล้วนะ ถ้างั้นเราขอโทษด้วยที่เราไปแตะต้อง แต่ว่าคนที่กำลังแย่อยู่มันเยอะไง อันนี้เป็นความรู้สึกเรานะ

เท่าที่ดูข่าวมา คุณอยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยใช่ไหม ถ้าใช่แสดงว่าเรามีสิทธิที่จะบอกถึงปัญหา มีสิทธิที่จะพูด ถ้าไม่มีสิทธิพูดงั้นเราอยู่ในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์เหรอ เราเป็นคนไทยเรามีสิทธิพูด มันคือประชาธิปไตย เราไม่ได้พาดพิงเรื่องอื่น เราแค่พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไรบ้าง ผลที่ตามมาไม่รู้แหละว่ามันจะดีหรือไม่ดีแต่เราได้ทำแล้ว ชื่อเสียงที่เราได้พูดออกไปค่ะ

พูดถึงละครเรื่องล่าสุดบ้าง อยากให้อธิบายว่าทำไมมารับบทในซีรีส์วาย

ก็ตอนแรกที่น้องติดต่อมานะคะ ทางกองละครติดต่อมาคือบอกว่าซีรีส์วาย เราก็มาอ่านบท ตอนแรกเราคิดว่าซีรีส์วายจะเป็นละครแบบกุ๊กกิ๊กน่ารัก เป็นแบบโรแมนติก แต่มันดราม่าแฝงแบบเรื่องราวต่างๆ นานา แบบเรื่องนี้น่าสนใจ มันมีหลายมิติ และก็รู้สึกว่าโลกมันเปิดกว้าง คือสมัยก่อนซีรีส์วายมันไม่มีนะ แต่สมัยนี้คือโลกมันเปิดกว้าง รู้สึกว่าทุกคนเท่าเทียมกันค่ะ เราก็อยากจะเข้ามาเรียนรู้และอยากเล่นเรื่องนี้ จริงๆ ก็ดีใจนะที่สังคมยอมรับและเปิดรับ ความรักมันไม่แปลก ความรักมันก็คือความรัก เราเป็นผู้หญิงก็รักกับผู้หญิงก็ได้นิ คุณเป็นผู้ชายจะรักกับผู้ชาย มันผิดตรงไหน มันไม่มีใครผิดเลยในสายตาพี่อ๋อมนะคะ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิด มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ความถูกต้องของเขา เขาก็รัก มันไม่ควรไปกีดกันน่ะ และมันก็เปิดกว้างแล้ว แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้สนุก มีรุ่นน้องหน้าใหม่เยอะแยะมากมายเป็นนักแสดงที่เป็นเด็กๆ บางคนก็รู้จักเคยเจอกัน เคยร่วมงานกัน ก็เลยรับเล่น

พูดถึงการอยู่ในวงการมากกว่า 30 ปี เห็นอะไรในการเติบโตตั้งแต่วันแรกจนตอนนี้บ้างไหม

เห็น แบบตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่าทำไมยังไม่เก่งเลย ทำไมไม่เก่งสักที อยากเป็นเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับว่านักแสดงที่ชื่อสกาวใจเป็นแบบนี้ ตอนนั้นเราก็รู้สึกเป็นเด็กใหม่ความรู้เรายังไม่เยอะ ประสบการณ์ยังเราไม่พอ พอมาถึงตอนนี้ประสบการณ์เรามาถึง 30 ปี มันมีคำว่า อ๋อม สกาวใจ บางทีเราก็แอบดีใจนะ พี่อ๋อมอาจจะใช้เวลานานเรียนรู้ถึงว่าการแสดงคืออะไร เราครูพักลักจำ เราเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่พอเรียนรู้ปุ๊บมันคลิกเลย เราแบบได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เราได้พัฒนาและเข้าอยู่ในวงการที่ยาวนานแล้วมันเป็นความฝันของเราแต่เด็ก เหมือนที่บอกว่าฝันที่เป็นจริง เรารู้สึกว่าภูมิใจกับตัวเอง เป็นแบบอย่างให้น้อง ๆ ที่เขาชื่นชอบเรา ก็มีน้อง ๆ ส่งข้อความเข้ามาว่าเป็นต้นแบบของเขาเลยนะ ก็รู้สึกดีใจค่ะ

แฟนคลับมีส่วนช่วยยังไงทำให้มีวันนี้

จะบอกว่าแต่ก่อนมันไม่มีแฟนคลับแบบนี้นะ ไม่มีแฟนคลับเหมือนน้อง ๆ แบบนี้ น้อง ๆ หนูที่เป็นซีรีส์วายมีแฟนคลับเยอะๆ ป้ายไฟแบบนี้ไม่เคยมี มีแต่บอกว่าเป็นแฟนละครเจอกันทั่วไปอะไรแบบนี้ เรารู้สึกได้ว่าอยู่ได้เพราะแฟนคลับนี่แหละ ตอนนี้เราก็เหมือนเริ่มมีแฟนคลับเป็นของตัวเอง ซึ่งก็รู้สึกดีใจนะ ก็รู้สึกอ่านข้อความที่แฟนคลับเขาเขียนมา น้ำตาซึมเลยนะ เราตัวอย่างให้กับเขาแบบนี้เลยเหรอ เขาชื่นชอบเราขนาดนี้เลยนะ ก็รู้สึกดีใจและขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ที่เห็นความพยายามของพี่อ๋อมมาตลอด

ถ้าวันนี้ สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ไม่ใช่นักแสดง คิดว่าผู้หญิงคนนี้ทำอะไรอยู่

มันจะไม่มีวันนั้นค่ะ ไม่เคยมองเลยว่ามันจะไม่ใช่นักแสดง จริงๆ อย่างที่บอก มันน้อยคนที่อยากเป็นอะไรแล้วจะได้เป็นแบบนั้น มันจะมีน้อยคนจริงๆ คิด่ว่าพี่อ๋อมอาจจะโชคดีและเป็นหนึ่งในนั้น มันจะมีคำว่าอ๋อม สกาวใจเป็นนักแสดง คำถามนี้จะตอบว่ามันจะไม่มีวันนั้น

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า