fbpx

เมื่อนักแสดงคือการเรียนรู้นอกห้องเรียน : เพชร โบราณินทร์

ในวงการบันเทิงโดยส่วนใหญ่เราก็มักจะนึกถึงคนที่เข้ามาในวงการบันเทิงว่าต้องมีพื้นฐานในชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางเศรษฐกิจ หน้าตา หรืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนั่นคือภาพจำที่เรามักจะจำเขามาอย่างช้านาน อันที่จริงก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางส่วนก็มีแบบนั้นอยู่จริงๆ ซึ่งทำให้บางครั้งเราก็ขาดนักแสดงที่มีความสามารถที่แท้จริงได้นั่นเอง

แต่วันนี้ Modernist จะพามาทำความรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ที่เพิ่งก้าวมาเป็นพระเอกเต็มตัวครั้งแรกของช่องวัน 31 ผู้ที่พยายามและเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และเลือกที่จะก้าวออกจากการเรียนในห้องเรียนแคบ ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง จากการเป็นพนักงานรายวันสู่เส้นทางในวงการบันเทิงที่เขาบอกได้เลยว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เขาต้องพยายามและเรียนรู้เป็นอย่างมากกว่าจะก้าวมาเป็นนักแสดงในวันนี้

ใช่ครับ เรากำลังจะคุยกับ “เพชร โบราณินทร์” นักแสดงของช่องวัน 31 ผู้ที่ฟันฝ่าสิ่งต่างๆ ที่เราได้พูดถึง ซึ่งกำลังมีผลงานอย่าง “ห้องสุดท้ายหมายเลข 6” ละครผี ๆ ที่น่าสนใจไม่น้อยให้ได้ติดตามกัน เรามาฟังเส้นทางชีวิตและการเรียนรู้จากการแสดง ตลอดจนถึงแฟนคลับมีผลต่อเขาอย่างไรบ้าง? เปิดใจแล้วอ่านบทสัมภาษณ์นี้ไปด้วยกัน

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าวงการบันเทิง

มันก็คืออีกอาชีพหนึ่งที่ถ้าสามารถทำให้ชีวิตเรามีความมั่นคง หรือ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพราะเงินตอบแทนอะไรต่างๆ ก็ค่อนข้างที่จะดี แล้วเราก็อยากที่จะประสบความสำเร็จกับชีวิตในรูปแบบใดก็ได้ แล้ววงการบันเทิงก็เป็นงานอีกรูปแบบที่เข้ามาในชีวิตเรา เมื่อมีโอกาสตรงนี้ เราก็เลยเข้ามาลองดูครับ

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้เข้ามาวงการบันเทิงคือจากเหตุการณ์หรือจากเวทีใด

บางคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่า เพชร อยู่ในความดูแลของพี่ปิ๊ก ชาญฉลาด คือพี่ปิ๊กเขาเป็นญาติกับเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งที่ชื่อบอม เราก็ไปเล่นเกมกับเขาตั้งแต่เด็ก ก็เจอพี่ปิ๊กตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นพี่ปิ๊กก็เฉยๆ ไม่ได้อะไร  พอห่างกันไปประมาณ 4-5 ปี ผมกลับไปเจอพี่ปิ๊กอีกที แต่คราวนี้พี่ปิ๊กจำผมไม่ได้ เพราะว่าผมโตขึ้นเยอะ แล้วพี่ปิ๊กก็น่าจะเห็นอะไรในตัวผม ก็เลยชวนผมเข้ามาทำงานด้วยครับ

ความรู้สึกแรกที่เรามีโอกาสได้เข้ามาช่องวันเป็นอย่างไรบ้าง

กดดันครับ (หัวเราะ) กดดันมาก เพราะว่าเราเคยอยู่แต่ในบ้านเล็กๆ ที่เป็นเหมือนครอบครัวอย่างบ้านพี่ปิ๊ก เด็กๆ หรือเพื่อนๆ เราที่อยู่ด้วยกัน เรายังแข่งขันกันเองค่อนข้างสูง แข่งขันในที่นี้คือใครพร้อมก่อนก็จะได้ทำงานก่อน จากตรงนั้นที่เราได้เริ่มทำงาน เราก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยและยากมาก แล้วพอเราเจอบ้านใหญ่อย่างช่องวันที่เป็นสถานีโทรทัศน์แล้ว เราก็รู้สึกว่าเราจะต้องแข่งกับใครบ้างนะ แข่งกับตัวเองก็ว่าเหนื่อยแล้ว ต้องมาเจอกับพี่ๆ นักแสดงหลายๆ คน ซึ่งเป็นพี่ๆ ในวงการที่เก่งแล้ว เก่งมากๆ เราก็กดดันตรงนี้  แต่เราจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เราต้องพร้อมพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา

การเข้ามาในวงการบันเทิง โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเข้ามายากมากแค่ไหน

การเข้ามา มันอาจจะไม่ยากมาก แต่การที่จะอยู่ในวงการ แล้วเราทำให้เรามีงาน  และสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ สามารถที่จะโตในหน้าที่การงานตรงนี้ได้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยากกว่าการเข้ามาในวงการครับ หลายๆ คนก็รู้อยู่แล้วว่าวงการบันเทิงไม่ใช่แค่คิดแล้วจะเข้าได้เลย ไม่ใช่ยื่นใบสมัครแล้วทุกคนจะได้เข้าเลย ต้องมีบทพิสูจน์อย่างอื่น เช่น การออดิชันบ้าง ทดสอบร่างกาย ทดสอบศักยภาพตัวเอง มันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มันยากด้วย มันเหนื่อยด้วย ต้องรักษาโอกาส และมันต้องพึ่งอะไรหลายๆ อย่าง

กำลังจะบอกว่าการเข้ามาในวงการนี้ มันไม่ได้เข้ามาได้ง่ายกันทุกคนใช่ไหม

ใช่ครับ คือถ้าถามตัวผมเอง ผมอาจเข้ามาในวงการได้ง่ายกว่าเพื่อนคนอื่น แต่สำหรับคนอื่นอาจจะต้องไฟต์มากกว่า อาจจะต้องล้มลุกคลุกคลานมากกว่าเพชร แต่เพชรอาจจะเจอประตูบานใหญ่กว่าเพื่อนคนอื่นเท่านั้นเอง  แต่ก็อย่างที่บอกว่า เข้ามาแล้วจะดูแลตัวเองอย่างไรให้อยู่ต่อไปได้ ก็พิสูจน์ตัวเองกับหลายๆ คน กับหลายๆ อย่าง ผมว่ามันยากตรงนี้มากกว่า จนถึงทุกวันนี้เพชรมองว่ามันยังยากอยู่เลยครับ

พื้นเพเป็นคนที่ไหน เรียนอะไรมา

เป็นคนจังหวัดกรุงเทพฯ ครับ ตอนนี้ไม่ได้เรียน คือ เพชรเกเรมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเลย มันก็เหมือนอารมณ์หัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต ช่วงม.ต้นที่เกเรมาก บวกกับที่บ้านปลูกฝังอยากให้เราเป็นข้าราชการ เป็นนายร้อย จปร. ใจลึกๆ เราก็อยากจะเป็นนะ แต่พอเราเริ่มโตขึ้นๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของเรา เรารู้สึกไม่อยากอยู่ในกรอบ ไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียนนายร้อยอะไรพวกนั้น ก็บอกกับที่บ้านว่าไม่เอาได้ไหม เราเรียนมหาวิทยาลัยกับเพื่อนๆ ปกติได้ไหม ที่บ้านก็โอเค  ม.ต้นก็เรียนที่โรงเรียนวัดราชาธิวาส พอจบม.3 ผมมาต่อม.ปลายที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตามพี่สาวมา เพราะพี่สาวเรียนตั้งแต่ม.ต้นแล้ว เสร็จปุ๊บ ผมเรียนสุรศักดิ์ได้แค่ ม.4 ผมก็บอกที่บ้านว่าผมไม่อยากเรียนแล้ว และ ม.5 ก็ไม่ไปเรียนเลย

ก็พยายามทำงานทุกอย่างที่ตอนนั้นเด็กอายุ 15-16 สามารถทำเองได้ ทำอะไรก็ได้ โดยที่เราไม่เกี่ยงว่าจะเหนื่อย มันมีความคิดเข้ามาอย่างหนึ่งตอนนั้นว่า ถ้าเราเริ่มก่อนคนอื่น เราก็อาจประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่น ผมมีความคิดแบบนั้น แต่เราไม่รู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันคืออะไรบ้าง เราอยู่แค่ในรั้วโรงเรียน รั้วที่บ้าน เราเจอเพื่อนแค่นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ออกมาลุยเองเลย พูดตรงๆ ที่บ้านเขาก็ว่าเราล่ะ ดุเรา แต่จังหวะนั้นผมไม่ฟังเขาแล้ว  ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไรอยู่บ้าง รู้แต่ไม่ฟัง แล้วเราก็บอกกับที่บ้านว่า เราไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับเขาอีก เราจะไปทำงานหาเงินเลี้ยงดูตัวเองนะ เราจะไม่ขอเงินพ่อแม่ ไม่ทำให้เขาลำบาก  แล้วเราก็ใช้ชีวิตของตนเองมาจนมีโอกาสได้เข้าวงการที่ผมเล่าไปตอนแรกที่ได้รู้จักกับพี่ปิ๊กน่ะครับ

เคยมีความคิดที่อยากจะกลับไปเรียนอีกไหม

มีครับ มีตลอดเวลา แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ และอะไรหลายอย่าง มันยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ว่าถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปเรียนอีกแน่นอนครับ เพราะพอเราโตขึ้นมา ก็เข้าใจว่าการเรียนมันสำคัญ และการที่เราออกมาใช้ชีวิตแบบนั้น มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะโชคดี ได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้เหมือนกันหมด การศึกษาจึงสำคัญ เราต้องมีความรู้ติดตัว

งานแรกที่ทำที่ไม่ใช่ดารานักแสดงคืออะไร

เป็นพนักงานในร้านอาหารครับ ทำทุกอย่างเลย ตั้งแต่อยู่ในครัว เสิร์ฟ ล้างจาน ขัดพื้นนู่นนี่นั่น ทำอะไรที่เราจะสามารถทำได้โดยที่วัยวุฒิหรือวุฒิด้านการศึกษาเราจะทำได้ ผมก็ทำอย่างเดียวโดยไม่ได้เหนื่อยอะไรด้วย เราก็สนุกกับสิ่งใหม่ๆ ถามว่าคิดถึงเพื่อนๆ ในโรงเรียนไหม? คือตั้งแต่เด็กแล้วครับที่ผมเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และไม่ได้มีเพื่อนเยอะขนาดนั้น ส่วนมากชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ เท่าที่จำได้ตอนอยู่โรงเรียนในห้อง เวลาว่างจะหยิบหูฟังมาใส่ หาอะไรทำอยู่คนเดียวตลอดเวลา ผมเป็นคนอย่างนี้มากกว่า เลยสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งใครครับ

พอมาเป็นนักแสดง ได้เจอคำปรามาส สบประมาทบ้างไหม

มีอยู่แล้วครับ มันเจอตั้งแต่แม้กระทั่งเพื่อน แม้กระทั่งคนในครอบครัวเราก็มีครับ เราโดน แต่ไม่ได้เก็บไปคิดเยอะขนาดนั้น เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนของเรา แล้วเรามั่นใจตัวเองว่าเราสามารถทำได้ แล้วเราจะทำให้ทุกคนดูโดยที่เราไม่ต้องพูด ไม่ต้องโต้ตอบอะไรพวกเขา เขาก็จะบอกอารมณ์ประมาณว่าเฮ้ย มันจะดีเหรอ เรามั่นใจว่าเราจะไปกับมันรอดเหรอ เราจะไม่เป็นข้าราชการจริงๆ เหรอ เหมือนกับคนที่อยู่ที่บ้าน เขายกตัวอย่างคนในครอบครัวที่เป็นข้าราชการไม่ว่าจะขั้นไหน ชั้นสูง ชั้นกลางนู่นนี่นั่น เขาจะบอกว่าตอนเกษียณก็จะมีบำนาญ มีสวัสดิการมาดูแลครอบครัว เขาก็จะพยายามกล่อมเราทุกอย่างให้เรากลับไปอยู่ในกรอบที่เขาเคยตั้งให้เราอยากจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา จนอายุเราเลยที่จะสมัครข้าราชการได้ เขาเลยไม่พูดแล้ว จนทุกวันนี้เขาก็แฮปปี้กันหมดแล้วครับที่บ้านหรือครอบครัว ก็ดีใจที่เราทำให้เขาเห็นได้

พอเจอคำปรามาส มีวิธีการปรับตัวหรือแก้ไข หรือมองกับคำพวกนี้อย่างไรบ้าง

พยายามไม่ใส่ใจมากกว่าครับ มองหรือได้ยินแล้วก็เก็บเอามาเป็นแรงผลักดันมากกว่า อย่างที่บอกว่าเรามั่นใจว่าจะทำได้ และเราตั้งเป้าหมายของเราไว้แล้วว่าเราจะไปถึงตรงนี้ แล้วเราจะทำให้เขาเห็นโดยที่เราไม่ต้องไปนั่งแจกแจงให้เขารู้ว่ามันทำอย่างนี้ๆ มันต่างจากข้าราชการอย่างนี้ๆ คือผมก็พยายามที่จะฟังแล้วก็ครับๆ รับทราบ แล้วก็ไม่เป็นอะไร เราก็ทำในเป้าหมายของเราดีกว่า

บทแรกที่แสดง รู้สึกอย่างไรกับการได้รับบทบาทนั้น

ดีใจครับ ดีใจที่เราได้เริ่มทำงานแล้ว เป็นตัวละครตัวหนึ่งแล้ว เพราะว่าในระหว่างที่เราจะได้เริ่มทำงาน อยู่กับพี่ปิ๊กมา ในนั้นจะมีหลายๆ คลาสให้เราทำ แม้กระทั่งแอ็กติ้ง ร้องเพลง เต้นอะไรต่างๆ ที่พี่ปิ๊กเขาจัดมาให้ ครูทุกคนจะพยายามบอกเราว่าภาพที่เราคิดกับความเป็นจริงของวงการบันเทิง มันอาจจะไม่เหมือนกันนะ กับตัวละครในคลาสแอ็กติ้งกับบทจริงที่เราได้รับทำงาน มันไม่เหมือนกันจริงๆ นะ แล้วพอเราได้จับ อย่างแรกเลยคือเราดีใจ แต่อย่างที่สองที่ตามมาคือมันไม่เหมือนกับที่เราคิดไว้จริงๆ เราไม่รู้จะไปคุย ไปพูด ไปปรึกษาใครได้มากกว่าตัวเอง ณ ตอนนั้น เพราะว่าเรื่องแรกที่เพชรได้ มันเป็นทุนร่วมของไทยและกัมพูชาที่ไปทำอยู่ที่โน่น พี่ปิ๊กส่งไป มันเป็นนายทุนที่พี่ปิ๊กรู้จัก เขาเป็นนายทุนที่ทำกับช่อง 3 แล้วเขาก็ไปทำที่โน่น แล้วก็ส่งเพชรไป

พออยู่ที่โน่น มันกลายเป็นว่าปรึกษาใครไม่ได้ แล้วด้วยเราต้องทำการบ้านคนเดียว ต้องทำอะไรคนเดียว นึกออกไหมว่าเราอยู่แค่ในโรงแรม ห้องที่เราอยู่ หลายๆ คนก็พูดภาษาไทยกันไม่เป็น เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาชีวิตรอดจากการทำงานตรงนั้นได้อย่างไร นี่มันคือละครเรื่องแรกในชีวิตเรานะเว้ย แต่เราไม่เข้าใจบทตรงนี้ เราก็ไม่รู้จะไปถามใคร ผู้กำกับก็อยู่ที่กองหรือที่โลเคชั่นหรือทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ คนที่เป็นคนไทยก็พยายามอยู่กับผู้กำกับ พยายามเป็นล่ามช่วยทำโน่นทำนี่ให้เขา เราก็แบบไม่รู้จะไปทำอะไรกับใคร แอ็กติ้งโค้ชก็ไม่มี มันก็เลยต้อง survival อยู่คนเดียว มันยาก แต่ว่ามันก็เป็นภูมิคุ้มกันแรกที่ดีที่สุดในการทำงานเลยนะ มันเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีมากๆ

บางคนคิดว่าการแสดงเป็นเรื่องง่าย สำหรับคุณ คิดแบบนั้นไหม

ไม่เลยครับ เป็นเรื่องที่ยากมาก ตอนแรกผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายนะ เพราะเราเองชอบดูหนังมาแต่ไหนแต่ไร เราก็มองว่า เฮ้ย หนังเรื่องนี้มันก็สนุกดี นักแสดงเขาก็เล่นดี เขาเป็นนักแสดงไง มันก็ไม่มีอะไร แค่อ่านบทแล้วก็ไปพูด พูด พูด เราก็คิดว่ายากที่สุดคือจำบทล่ะ แต่กลายเป็นว่าพอเราเป็นนักแสดง จริงๆ แล้ว อะไรที่ง่ายที่สุดคือการจำบท (หัวเราะ) สิ่งที่ยากที่สุดคือการเป็นนักแสดงจริงๆ การเป็นตัวละครจริงๆ มันยากที่สุดละ คือมันมีหลายองค์ประกอบสำหรับแอ็กติ้งอย่างนี้ครับ แล้วเราต้องทำองค์ประกอบนั้นทุกอย่างให้มันเป็นองค์ประกอบหลักองค์ประกอบเดียว มันยากมาก ซึ่งก็คือตัวละคร หลายๆ คนอาจจะไม่เข้าใจหรือเปล่า อย่างพ่อกับแม่ก็เคยมาถามว่ามันยากง่ายอย่างไร เวลาเขาดูละคร หนัง ก็พยายามอธิบายในสิ่งที่เราเรียนว่าตัวละครตัวหนึ่งมันจะพูด คิด ทำ มีลำดับขั้นตอนอย่างนี้นะ เพราะเวลาเราเป็นนักแสดงแล้ว แล้วพอเราได้ดูหนัง เพชรจะดูหนังละเอียดขึ้น ดูและคิดตามอย่างที่ตัวละครมันเป็น มันจะทำเองโดยอัตโนมัติ ผมว่านักแสดงทุกคนก็เป็น

พอมีโอกาสได้แสดงละคร เราเก็บฟีดแบ็กคนดูมาพัฒนาปรับปรุงบ้างไหม

เก็บมาหมดเลยครับ เพราะเพชรคิดเสมอว่าเรายังใหม่ เก็บแม้กระทั่งฟีดแบ็กของคนรอบๆ ตัวเรา ก็เก็บมาทั้งหมดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เพื่อนนักแสดงด้วยกัน หรือคนในครอบครัว เพื่อฟังปัญหาหลายๆ ด้าน เราเก็บแล้วก็เอาไปพูดกับครูสอนแอ็กติ้ง ขอคำปรึกษาว่าเราเป็นอย่างนี้ๆ  อยากให้ครูช่วยแก้ไขอย่างไร  หรือมีอะไรที่ครูคิดว่าเราต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง  ก็ค่อยๆ แก้ไปทีละจุดกับครูสอนแอ็กติ้งครับ

มันมีความกดดันในการทำงานบ้างไหมครับบางที

มีตลอดเวลาครับ มีทุกวันที่ไปกองถ่ายครับ มันมีตั้งแต่วันที่ออดิชันแล้วล่ะครับการเป็นนักแสดงนี่ เพราะวันออดิชันเราก็เหมือนเป็นการตัดเกรดของเราแล้วว่าเราจะเล่นเรื่องอะไร แล้วเราจะเหมาะกับตรงไหน แล้วไปได้ถึงตรงไหน มันก็เป็นการกดดันขั้นแรก แล้วพอเราได้คัดเลือกให้เป็นตัวละครในเรื่องนั้นแล้ว มันก็เป็นการกดดันอีกในขั้นที่สอง ถ่ายทำก็เป็นการกดดันอีกครั้งหนึ่ง แล้วพอเสร็จปุ๊บ มันก็ถึงวันส่งข้อสอบ ก็คือวันออนแอร์ ทุกขั้นตอนมันคือกดดันหมด แต่ว่ามันกดดันคนละแบบกัน  แต่ระหว่างทางที่ทำการแสดง ก็ต้องพยายามลืมๆ ไป เพื่อให้เราโฟกัสกับตัวละครมากที่สุด

มีการทำการบ้านหนักแค่ไหนในแต่ละวันที่ต้องไปออกกองหรือแสดง

สมมติพรุ่งนี้เพชรไปกอง เพชรก็จะมาทวนบทวันที่เราจะถ่ายพรุ่งนี้ แต่ว่าเพชรยอมรับตรงๆ ว่าเพชรเป็นคนที่ไม่ได้ทำการบ้านหนักมากสำหรับบทที่จะทำพรุ่งนี้ เพราะเพชรเป็นคนที่พอทำบ่อยๆ แล้วมันจะเล่นได้แบบเดียวที่เราทำ นึกออกไหมครับ ถ้าเราทำการบ้านแน่นๆ ข้อมูลที่เราได้ก็จะเป็นบล็อกๆ หนึ่งไป พอเราไปถึงกอง แล้วผู้กำกับไปได้อีกแบบหนึ่ง เราจะเล่นไม่ได้หรือว่าเล่นยากสำหรับเรา เราก็จะทวนแค่เบาๆ ว่า อ๋อ พรุ่งนี้เราจะไปเจอซีนนี้นะ พูดอะไรบ้าง อารมณ์ประมาณนี้ แต่จะยังไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่ว่าการบ้านที่เพชรทำหนักที่สุดคือการอ่านองค์ประกอบทั้งหมดของเรื่องว่าใครเป็นใคร เราโตมาอย่างไร เราอยู่ในครอบครัวแบบไหน เราไปเจอกับใคร แล้วทำไมเราต้องมาเจอสถานการณ์นี้ และแบ็กกราวนด์ตัวละครที่บทไม่ได้เล่าเอาไว้ เราก็ต้องสร้างตัวละครขึ้นมาว่าตัวละครเราไปเจออะไรมาบ้าง แต่พอถึงบทที่เขาเล่า ทำไมเราถึงต้องมาอยู่ในโลกใบนี้ จะเป็นอย่างนี้มากกว่าครับ ซึ่งผมว่าทุกคนก็ทำ

ห้องสุดท้ายหมายเลขหกถือเป็นพระเอกเรื่องแรกเลยไหม

จริงๆ แล้วต้องเล่าว่า ก่อนที่ผมจะมาอยู่ช่องวัน ผมเคยได้รับบทพระเอกครั้งแรกในชีวิต คือละครเรื่อง “รักนิรมิต” ช่องทรู  กำกับโดย ป้าต้อ-มารุต สาโรวาท ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เข้ามาในช่องวัน จากนั้นหลังจากมีโอกาสได้ก้าวเข้ามาอยู่ในช่องวัน ผมก็ได้แสดงละครเรื่อง “รักไม่ลืม” และที่ทำให้หลายคนรู้จักผมมากขึ้น ก็คือละคร “4 เทพผู้พิทักษ์” ที่ออนแอร์ในช่วงเวลา 1 ทุ่ม จากนั้นก็ขึ้นมาเป็นพระเอกเต็มตัวให้กับช่องวันเรื่องแรก ในละคร “ห้องสุดท้ายหมายเลข 6” ที่ออนแอร์อยู่ตอนนี้  และก็มีละครเรื่อง “ภูผาผีคุ้ม”  ซึ่งยังไม่ได้ออกอากาศ รออยู่อีกเรื่องหนึ่งครับ 

พอมาเป็นพระเอกละครหลังข่าวในช่องอันดับต้นๆ มีความหนักใจอะไรบ้างไหมในการรับบทครั้งนี้

ตอนที่เราตกลงว่าจะรับพระเอก เราไม่หนักใจที่เราจะตกลงนะครับ (หัวเราะ) แต่พอเจอฟีดแบ็ก เสียงของผู้ชม เราก็รู้สึกว่าที่ตรงนี้ที่เราอยู่ มันค่อนข้างที่จะกดดันนะ เราเจอคำวิจารณ์ คือพอเราพูดถึงหนังเรื่องหนึ่ง ปกของหนังก็คือหน้าของเราครับ พอพูดถึงชื่อหนัง เขาก็จะคิดถึงหน้าเราก่อนละ มันก็จะมาเป็นอันดับต้นๆ ของฟีดแบ็กทุกอย่าง

เป็นพระเอกช่องวัน มีฟีดแบ็กกดดันจากผู้ชมมากน้อยแค่ไหน

มันมีอยู่แล้วครับความรู้สึกกดดัน แต่ว่าไม่ได้รู้สึกว่ามันนอยด์นะครับ เพชรก็มองว่าคนดูก็อินกับสิ่งที่เราเล่น ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จกับตัวละครนั้นดีกว่า บางคนก็มาคอมเมนต์ว่า เฮ้ย ทำไมกายไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ น่ารำคาญ ทำไมกายไม่เชื่อคนนั้นคนนี้ เพชรก็มองว่าคนดูเขาก็อินไปกับเราขนาดนี้ ก็ถือว่าเราก็ประสบความสำเร็จกับตัวละครนั้นๆ ที่ถ่ายทอดไปถึงคนดูได้

มีอุปสรรคอะไรบ้างที่เราได้รับบทพระเอก แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

อุปสรรคก็คือการที่เราจะเดินเรื่องคนเดียวได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นไปกับเราได้ แล้วไปด้วยกันได้พร้อมด้วยนะครับ ไม่ใช่เราเล่นไปคนเดียว ไม่สนอารมณ์นักแสดงคนอื่นก็ไม่ได้ แล้วเราก็ต้องสร้างสังคมในกองถ่าย เหมือนสังคมของตัวละครที่มีอยู่ในบท เราสนิทกับใคร เราเป็นเพื่อนกับใคร เราเป็นแก๊งคนไหน เราต้องไปทะเลาะอะไรกับเขาตรงไหนบ้าง ก็ต้องเรียนรู้และใช้พัฒนาการของตัวละคร พัฒนาการของเราและเพื่อนร่วมงานด้วยเหมือนกัน ต่างคนต่างคอยช่วยเหลือกันมากกว่า

ในการแสดงบทบาท ผู้กำกับหรือคุณครูมีส่วนช่วยผลักดันเราอย่างไรบ้างไหม

ผู้กำกับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยนะครับสำหรับตัวช่วยของนักแสดง เพราะว่าอย่างแรกถ้าเราสงสัยหรือไม่เข้าใจตรงไหน  แล้วเราหันไปถามคู่แสดงของเราที่อยู่ในฉากกับเรา และถ้าเขาสงสัยเหมือนกับเรา เราก็ไม่รู้จะไปถามใครนอกจากผู้กำกับ และผู้กำกับเขาจะให้คำตอบเราได้ดีที่สุด ถ้าแอ็กติ้งโค้ชไม่มี คนเขียนบทเราไม่สามารถที่จะถามได้ เราก็ต้องถามผู้กำกับว่าพี่มีความคิดเห็นอย่างไรกับซีนนี้ที่มันเกิดขึ้น แล้วเราก็โยนการบ้านไปคุยกับผู้กำกับว่าเราอ่านแล้วเรารู้สึกว่าตัวละครมันจะเป็นแบบนี้ นี้ นี้ วิธีคิดมันจะเป็นอย่างนี้ๆ นะครับ แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะครับ พี่คิดว่าตัวละครตัวนี้มันเป็นอย่างไรบ้างครับ หรือบางทีเราทำการบ้านของเรามาแล้วล่ะ แต่เรายังไม่ได้มีข้อสงสัย แล้วก็ห้า สี่ สาม สอง เล่นของเราไป พอจบเทคแรก ผู้กำกับก็อาจจะเดินมาบอกเราว่าพี่ว่าที่เพชรเล่นไปเมื่อกี้ ตัวละครมันอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้นหรือเปล่า ลองคิดอีกมุมหนึ่งไหมแล้วลองเล่นใหม่ดูซิว่ามันจะโฟลว์กว่าเมื่อกี้หรือเปล่า บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราเล่นไปในแบบไหน แต่เราคิดว่ามันใช่ แต่พี่ผู้กำกับเขามองว่ามันไม่ใช่ว่ะ ที่ผ่านมาเราไม่ได้เล่นมาทางนี้ เขาก็จะพยายามช่วยเราให้เป็นตัวละครตลอดเวลา เหมือนเขาเป็นคนดูที่เร็วที่สุดมากกว่าครับ เพราะว่าเราเล่นไป เราก็ไม่รู้หรอกครับว่าเราเล่นอะไรออกไป

แฟนคลับมีส่วนผลักดันเราเพิ่มเติมอย่างไรบ้างไหม

หลักๆ ก็กำลังใจล่ะครับ ผมว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนล่ะ ไม่ใช่แค่นักแสดง มันก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานบวกที่เราไปทำงานแล้วเรารู้สึกว่ามีคนคอยดูเราอยู่เนอะ มีคนคอยชื่นชมเรา มีคนคอยซัปพอร์ตเรา รู้สึกว่าเราดีใจและเราก็อยากทำมันให้ดีขึ้นเหมือนที่เขาเห็นเรา เพราะว่าแฟนคลับเราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าเขาก็อาจจะดูหรือชอบเราในมุมที่เราทำออกมาดี แต่คนดูทั่วไปเขาพยายามจะจับผิดเราว่าเราผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน เราก็เอาสองด้านนี้มารวมกันดีกว่า

การเป็นพระเอกเต็มตัวในห้องสุดท้ายหมายเลข 6 มันยากกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เราแสดงมากน้อยแค่ไหน

มันยากกว่ามาก เพราะว่ามันถือเป็นบทที่ค่อนข้างโตนะครับ แล้วก็มันเล่นกับความเป็นความตายของคน เล่นกับวิญญาณหรืออะไรที่เรามองไม่เห็น ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราพูด สิ่งที่สื่อสารกับเขา มันมีจริงหรือไม่มีจริง เราเล่นแต่กับคำบอกเล่าของคนว่าผีเป็นอย่างนี้ นี้ นี้นะ มันก็จะมีภาพจำเดิมๆ เกี่ยวกับผี บางครั้งพอบทมันเป็นอีกแบบหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่งของผีหรือว่าถ่ายทอดอีกแบบหนึ่ง เราก็อาจจะไม่เข้าใจและเราอาจจะมีข้อสงสัยว่าแบบนี้ผีมันทำได้หรือครับ มันถูกสำหรับผีเหรอ พี่เขาก็บอกว่าผีก็อาจจะทำได้ทุกอย่าง แต่เราไม่มีข้อเท็จจริงว่ามันจริงหรือเปล่า เราอาจจะเจอผีในอีกแบบหนึ่ง มันก็เป็นความยากในอีกมุมหนึ่งของหนังผีที่เราได้รับ และอีกมุมหนึ่งก็คือความดราม่าเรื่องห้องสุดท้ายหมายเลข 6 ที่เราเจอ คือมันดราม่าที่สุด เพราะแฟนเราตาย ซึ่งไม่เคยเจอว่าถ้าคนรักเราตาย จะเป็นอย่างไร แล้วเราดันอยู่กับผีอีก อันนี้คือความยากที่มันไกลตัวที่ผมบอกว่ามันไกลถึงขนาดอยู่กินกับผี ซึ่งผมก็ไปทำการบ้านตรงนี้ให้หนักมากๆ แน่นมากที่สุดแล้วในส่วนของการอยู่กินกับผี การรักกับผี

เล่าถึงการอยู่ภายใต้ชายคาช่องวันให้ฟังหน่อยตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาจนถึงวันนี้

วันแรกที่มีโอกาสได้เข้ามา ผมย้อนกลับไปวันที่ออดิชันเลยดีกว่า ออดิชันเข้ามาเป็นนักแสดงช่องวัน ก็รู้สึกตื่นเต้นกับเพื่อนๆ ที่มาออดิชันด้วยกัน เราก็พยายามสำรวจตัวเองและคนอื่นว่า คนนี้บุคลิกดีว่ะ คนนี้สวยว่ะ คนนี้เล่นเก่ง เล่นดีว่ะ เราก็มองตัวเองว่า เฮ้ย เราเล่นดีพอหรือยัง แล้วพอหลังจากนั้นเราได้เซ็นสัญญาเข้ามา เราก็ทำการบ้านของเราว่าละครช่องวันเป็นแบบไหน รูปแบบของสถานีโทรทัศน์ช่องนี้เป็นอย่างไร เราก็พยายามดูนะ เราก็เห็นมาตลอดว่าช่องวันหรือเมื่อก่อนเรียกว่าเอ็กแซ็กท์ บางคนตอนนี้ก็อาจจะเรียกแบบนั้นอยู่ พี่ๆ ดารานักแสดงรุ่นก่อนเขาก็มีคุณภาพกันหมดเลย เราก็รับแรงกดดันตรงนั้นว่าทุกคนเก่งจังเลยวะ แล้วเราจะเก่งพอสำหรับที่นี่หรือเปล่า เราตั้งคำถามสำหรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้ตัวเราเองไม่ท้อหรือไม่เหนื่อย แล้วเราก็จะพยายามพัฒนาตัวเองไปได้ตลอดเวลา

สำหรับผม ผมมองว่ามันเป็นที่ที่อบอุ่นนะ ต่อให้มันจะยากก็จริง ผมรู้สึกอบอุ่นในแง่ที่ว่าเขาพยายามจะผลักดันเราทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการแสดง เขาไม่ขาดตกบกพร่อง พยายามจะส่งเพชรเข้าไปในคลาสต่างๆ เพชรเข้าช่องวันมาประมาณ 2 ปี ย่าง 3 ปี เพชรผ่านครูแอ็กติ้งมาแล้วประมาณ 4-5 คน (หัวเราะ) ซึ่งเยอะมากครับ เยอะจนบางทีพอเราย้อนกลับไปมอง เราก็ตกใจเหมือนกันว่า เฮ้ย เราก็เรียนมาเยอะนี่หว่า ซึ่งก็แสดงถึงความใส่ใจของช่องที่มีให้แก่นักแสดงแต่ละคน และสุดท้ายเราก็จะรู้เองว่า การแสดงมันต้องเรียนรู้ไปไม่มีวันจบ ขึ้นอยู่กับเราจะเอาเทคนิคไหน มาใช้ตอนไหน ให้เหมาะสมที่สุด

การได้ร่วมงานกับนักแสดงมากฝีมือ ทำให้ได้รับอะไรบ้างจากการแสดงที่ผ่านมา

คือทุกคนดีใจอยู่แล้วที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่มีฝีมือ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือเราอาจจะได้วิธีการทำงานดีขึ้นหรือเทคนิคต่างๆ ที่เราทำการแสดงได้ดีขึ้น แน่นอนว่าผมมองว่านักแสดงรุ่นใหม่หลายๆ คนคาดหวังตรงนั้นจากพี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่ อย่างผมเองก็เป็น เวลาเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ เราพยายามดูหรือแอบสังเกตเวลาเขาทำงาน วิธีการทำงานเขาเป็นแบบไหน วิธีเขาอ่านบทหรืออะไรอย่างไรกับบท เขาพยายามมากน้อยขนาดไหน ซึ่งเราก็มองกลับมาที่ตัวเอง เราก็มองว่าบางทีเราอาจจะทำงานไม่หนักเท่ากับนักแสดงรุ่นใหญ่หลายๆ คนด้วยซ้ำ อย่างเพชรมีโอกาสได้ร่วมงานกับอาตู่ นพพล จากเรื่อง “รักไม่ลืม”  ซึ่งอาตู่เนี่ยไม่เคยมีปัญหากับบทเลยแม้แต่เทคเดียว เขาเล่นจนหลายๆ คนเพลินจนลืมเล่นกันไปเยอะแยะ เราก็พยายามมองตรงนั้นและเราก็เอามาดูว่า เฮ้ย ถ้าเราทำได้แบบนั้นบ้าง มันก็คงจะดีเนอะ แล้วเราก็อยากจะทำให้ได้แบบนั้นเหมือนกัน คือบางทีเราไม่รู้อะไร อยากรู้ตรงไหน เราก็ถามพี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่เขาว่าเราจะผ่านจุดจุดนี้ไปได้อย่างไร แล้วเวลาพี่ๆ ทำการบ้านกับบท เขาทำกันอย่างไร?

การร่วมงานในห้องสุดท้ายหมายเลข 6 ตัวเพชรเองรู้สึกอย่างไรบ้าง

แฮปปี้มากครับ ลำดับแรกต้องย้อนกลับไปที่ตัวเองว่าบทที่เราได้มันยากมากเลยนะสำหรับอะไรก็ไม่รู้ที่เกี่ยวกับละครเรื่องนี้ แต่เราโชคดีที่เราได้คู่แสดงที่ดีมากๆ พาร์ตเนอร์ที่ดีมากอย่างเพลงขวัญ กับ พี่เฟิร์น เพราะว่าสองคนนี้จะอยู่กับเราด้วยตลอดเวลา ทุกๆ เหตุการณ์ที่เราไปเจอในละคร แล้วเราก็นั่งคุยกันว่า เฮ้ย ของเราเป็นแบบนี้ๆ มันจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องผ่านมันไปด้วยกัน เราต้องทำงานกันเป็นทีม เวลาเราเล่น เราก็พยายามที่จะคุยกันหรือช่วยเหลือกัน หรือแม้กระทั่งในฉากหรือนอกฉากก็ตาม ผมดีใจที่ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี พาร์ตเนอร์ที่ดี แม้กระทั่งนักแสดงหรือทีมงานในกองทั้งหมด แฮปปี้มากครับ

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งในด้านการแสดงและชีวิตจริงที่ผ่านมาทั้งหมด มันสอนอะไรให้กับเราบ้าง

มันสอนให้เพชรเป็นคนที่แข็งแรงได้เหมือนทุกวันนี้ครับ เพราะว่าถ้าเรื่องของนอกวงการ ผมมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนอกวงการ มันทำให้ผมแข็งแรงในวงการได้ เพราะว่าเพชรเจออะไรมาเยอะ แล้วเพชรเริ่มทุกอย่างก่อนเพื่อนวัยเดียวกันที่อาจจะเพิ่งเรียนจบหรือรับปริญญา อาจจะเริ่มทำงานหรือยังไม่ได้ทำงานด้วยซ้ำ แต่เพชรทำงานมาแล้ว 6-8 ปี มันก็เป็นประสบการณ์ที่เราล้มลุกคุกคลาน เราผิดหวัง สมหวังนี่นั่นมาก่อนเพื่อนคนอื่น เพื่อนบางคนก็ยังมาคุยกับเราว่าฉันยังไม่ได้งานเลย แล้วฉันก็เครียดมาก เพชรก็พยายามบอกกับเพื่อนว่าอย่าหยุดพยายาม อย่าหยุดที่จะทิ้งความฝันตัวเอง เพราะว่าเอาจริงๆ การเป็นนักแสดงของเพชร มันไม่ใช่ความฝันของเพชร แต่ความฝันของเพชรคือประสบความสำเร็จ ซึ่งหมายถึงในด้านใดก็ได้ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหน ซึ่งเพื่อนของเพชรหลายๆ คนก็มองว่าเพชรประสบความสำเร็จแล้ว แต่ว่าตัวเพชรเองไม่ได้มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จของเพชรมันอยู่ไกลกว่านี้พอสมควรเลย และประสบการณ์ที่ผ่านมามันก็เลยทำให้เป็นแรงผลักดันและเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับเราครับ

ประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมาถูกนำมาปรับใช้ในการแสดงอย่างไรบ้าง

มันปรับมาใช้ได้ทั้งหมดเลยครับทั้งที่ใกล้ตัวหรือไกลตัว สมมติบทที่เราได้เล่น เล่นเป็นเด็กบ้านจน ไม่มีเงิน ทำงานหาเช้ากินค่ำ วันละ 100-200 เราก็เข้าใจในมุมนั้นของตัวละครที่เราเคยผ่านมาตั้งแต่เด็กที่เราไปล้มลุกคุกคลานกับงานที่เราทำ หรืออย่างบทที่เจอเป็นบทคนรวยมาก เป็นลูกคุณหนู อยู่ในบ้านใหญ่ๆ แล้วก็หันไปมองกับเพื่อนๆ ในวงการที่เขารวยกว่าเรา มาเป็นไกด์เรามากกว่า ซึ่งมันก็มีหลายมุมที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ และเราก็ไปหามาเพื่อตัวละครตัวนั้นก็มีครับ ประสบการณ์ชีวิตที่ได้เจอจะได้เอามาใช้ซะมากกว่าที่เราต้องไปรีเสิร์ชมาใหม่

ชีวิตในอนาคตของเพชรในวงการ วางแผนไหมว่าจะอยู่นานแค่ไหน หรืออยากรับบทบาทอะไรที่ท้าทายมากกว่านี้ไหม

ถ้าถามว่าอยากอยู่นานมากแค่ไหน ก็อยากจะอยู่ไปเรื่อยๆ ครับ อยากให้มันเป็นอาชีพหลักของเราไปตลอดชีวิต และถ้ามันมีโอกาส ก็อยากจะไปทำธุรกิจอย่างอื่นที่อยู่นอกวงการ แต่เราก็ไม่ทิ้งงานในวงการครับ ส่วนบทที่อยากได้รับ ก็เป็นบทแอ็กชัน เพราะเพชรชอบเล่นแอ็กชันมาก ฝึกมาเยอะ เรียนมาเยอะ เราก็อยากเอาความสามารถทางด้านแอ็กชันมาใช้ได้อย่างเต็มที่ อยากเล่นแอ็กชันหนักๆ เลยสักเรื่องหนึ่งแล้วพอละ พักด้านแอ็กชันไปเลย เพราะมันเหนื่อย อยากจะไปเจอโพรดักชันใหญ่ๆ แบบหนังแอ็กชันไปเลยครับ ยิงระเบิดนี่นั่น อยากเจอตรงนั้นไปเลย

อะไรที่ยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เรายังคงทำงานเป็นนักแสดงจนถึงวันนี้แล้วเราไม่ท้อไปเสียก่อนเหมือนคนอื่นที่ผ่านมา

ความสำเร็จมั้งครับ เราตั้งเป้าหมายและความสำเร็จอาจจะไม่เหมือนกัน อย่างตอนที่เราเป็นเด็กฝึก ก่อนที่จะได้เป็นนักแสดง เป้าหมายของเพชรก็คือเราเข้ามาในวงการบันเทิง นั่นคือเป้าหมาย ณ ตอนนั้น แต่พอได้เข้ามาถึงวงการบันเทิงแล้ว เราได้เป็นนักแสดงแล้ว เป้าหมายของเราก็เปลี่ยนไป นั่นก็คือรางวัลที่จะการันตีถึงผลงานด้านการแสดง  การเปลี่ยนเป้าหมายของตัวเองไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ความฝันของเราไกลขึ้น  ทำให้เรามีการพัฒนา ให้มาตรฐานต่างๆ ในชีวิตสูงขึ้น เราจะได้มีแรงผลักดันตัวเองตลอดเวลาครับ


MODERNIST THE FIVE

นักแสดง 5 คนในดวงใจที่ชื่นชอบและเป็นต้นแบบให้ “เพชร โบราณินทร์” เป็นนักแสดง

ชาคริต แย้มนาม
ทอม แฮงค์ส
เจสัน สเตแธม
ทอม ครูซ
ทอม ฮาร์ดี

ทำไมถึงชอบหนังต่างประเทศมากกว่า

ก็ต้องยอมรับว่าโพรดักชันหรืออะไรต่างๆ เขาก็ค่อนข้างดีมาก อย่างทอม แฮงค์ส เขาก็ได้ออสการ์แล้วก็ได้อีก บทแต่ละเรื่องที่เขาได้เล่นคือมันพีคทุกบทที่เขาได้รับ อย่างใน Captain Phillips หรือใน Forest Gump คือใครดูก็รักเขา เราก็อยากไปอยู่ในจุดนั้นที่เราเล่นอะไรไป คนก็ยังรักตัวละครเรา ดูแล้วก็อินไปกับเราได้ขนาดนั้น


พิสูจน์อักษร : กนก อำนวยพร / วรรณรัตน์ ทองแผ่น
ภาพประกอบเนื้อหาโดย ช่องวัน 31

Content Creator

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า