fbpx

พรู-ธันวา ศิลปินเดี่ยวจากค่าย LIT ที่จะทำให้คุณยิ้มไปกับเสียงเพลงของเขา

อยากจะส่งข้อความไปหาคนอื่นว่า “ขอบคุณนะ” แต่แทนที่จะกด ข กลายเป็นว่าไปกด ช จู่ๆ ก็เลยเป็น “ชอบคุณนะ” เฉยเลย ทำยังไงดีล่ะ ดันมือไวกดส่งข้อความไปแล้วด้วย งั้นรีบกด Unsend เลยละกันเดี๋ยวทางนั้นจะเข้าใจผิด

หลายๆ คนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ พรู-ธันวา เนตรไทย ก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้เช่นกัน

และใช่ เรากำลังพูดถึงเจ้าของเพลง “ชอบคุณนะ” หรือที่หลายคนอาจรู้จักในนาม PROO Thunwa ศิลปินเดี่ยวจากค่ายมากความสามารถอย่าง LIT Entertainment ในเครือ LOVEis Entertainment ที่ผลิตศิลปินที่อัดแน่นไปด้วยเสน่ห์และคุณภาพมาแล้วอย่าง PiXXie และ bamm

พรูถือเป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกจากค่าย LIT Entertainment และถึงแม้ว่าเขาจะเดบิวต์เพียงคนเดียว แต่ต้องบอกเลยว่าความสามารถของเด็กอายุ 18 ปีคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะเขานั้นคือ All-rounder ตัวจริง พรูเติบโตมากับเสียงเพลงตั้งแต่เด็ก ทำให้ชีวิตของรายล้อมไปด้วยความสามารถทางดนตรีไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เปียโน กลอง เบส หรือจนไปถึงการโปรดิวซ์เพลงเองเขาคนนี้ก็ล้วนทำมาหมดแล้ว อีกทั้งยังผ่านเวทีประกวดมากมายและรายการเฟ้นหาบอยแบนด์ชื่อดังอย่าง LAZiCon ไอคอนป๊อป ตัวท็อปเดบิวต์

ถึงแม้ว่าพรูจะมีอายุเพียง 18 ปี แต่ประสบการณ์ของเขาการันตีคุณภาพได้แน่นอน

วันนี้ Modernist จะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนที่แท้จริงของพรูให้มากขึ้น หนุ่มน้อยที่จะมาสร้างรอยยิ้มให้กับใครหลายๆ คนผ่านบทเพลงที่เขาตั้งใจทำขึ้นมา

และเราเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้ถึงแพสชันอันแรงกล้าที่มีต่อดนตรีของพรู-ธันวาอย่างแน่นอน

ด.ช. ธันวา เนตรไทย

จุดเริ่มต้นความสนใจในการร้องเพลงคืออะไร

ถ้าย้อนไปตอนเด็กก็น่าจะเป็นเด็กธรรมดาคนนึงครับ ที่มีความสดใส ร่าเริง แล้วก็เล่นตามประสาเด็กทั่วไป แต่ว่าเรื่องดนตรีเนี่ยคุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังว่าผมร้องเพลงตั้งแต่ประมาณ 2 ขวบครับ มีอยู่วันหนึ่งผมร้องเพลงออกมา แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่บอกให้เรียกชื่อแต่ผมไม่ยอมเรียก แต่ว่าร้องเพลงออกมาแทน ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่กลัวว่าผมจะเป็นใบ้ครับ เพราะว่าไม่ยอมพูดเลย สุดท้ายก็ไปปรึกษาหมอแต่หมอก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่มีวันหนึ่งจู่ๆ ก็ร้องเพลง “สักวาปากหวาน” ของพี่ดา เอ็นโดรฟิน แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าเอาจริงๆ เราก็พูดได้แค่ไม่ยอมพูดเฉยๆ สุดท้ายก็คือร้องเพลงก่อนพูด (หัวเราะ)

ก่อนที่จะเริ่มลงคลิปใน Youtube ก่อนหน้านั้นเรารู้จักการร้องเพลงมาก่อนหรือเปล่า

รู้จักก่อนหน้านั้นแล้วครับ คลิปที่เริ่มลง Youtube ก็จะเป็นช่วงเข้าสมัยประถมแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านั้นก็จะเป็นคุณแม่กับคุณน้าครับที่คอยอัดคลิปไว้แต่ว่าจะอยู่ใน Facebook เป็นส่วนใหญ่ ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มทำ Youtube เพราะไม่รู้จักว่ามันทำยังไง แล้วก็ก่อนหน้านั้นก็ร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อเป็นนักดนตรีเก่าแล้วเหมือนตอนแรกที่ยังไม่ได้เริ่มอัดคลิปคุณพ่อก็เล่นกีต้าร์ให้ฟังครับ ผมก็ร้องตาม คุณแม่เห็นว่ามันน่ารักดีก็เลยอัดคลิปลง Facebook มาเรื่อยๆ พอขึ้นประถมเริ่มโตขึ้นหน่อย คุณน้าก็บอกว่า ลองเปิดช่อง Youtube สิ ลงเก็บไว้ก็ได้ให้น้องพรูลงคลิปร้องเพลงไปเรื่อยๆ

เริ่มสนใจเกี่ยวกับการร้องเพลงจริงๆ จังๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้ารู้สึกว่าตัวเองสนใจน่าจะตั้งแต่ประมาณ 5 ขวบครับ ตั้งแต่เข้าอนุบาลก็ชอบฟังเพลงแล้วร้องตามคุณพ่อครับ คุณพ่อจะชอบฟังไทยป๊อปแบบ Bodyslam, Potato, พี่ดา เอ็นโดรฟิน

ครอบครัวมีส่วนสำคัญแค่ไหนในการปลูกฝังตรงนี้ให้กับคุณ

ผมรู้สึกว่าครอบครัวสำคัญมากๆ สำหรับผมครับ เพราะว่าถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้สนับสนุนผมมาตั้งแต่เด็กก็ไม่รู้เลยว่าโตขึ้นมาเรายังจะชอบสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า ถ้าเกิดว่าเรามีความชอบแต่ครอบครัวเราไม่ได้สนับสนุนในสิ่งที่เราชอบอาจจะทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จได้น้อยลง รู้สึกว่าครอบครัวเป็นตัวแปรสำคัญมากๆ เป็น Safe Zone สนับสนุนในสิ่งที่เราชอบ แล้วมันทำให้เราสบายใจที่จะทำความฝันต่อไป

มากเวที มากพัฒนาการ

เรียนรู้อะไรบ้างจากการประกวดตามเวทีต่างๆ

รู้สึกว่ารายการประกวดแต่ละรายการก็ให้ประสบการณ์ที่ต่างกันด้วยครับ ถ้ายกตัวอย่างเช่น The Voice Kids จะได้มิตรภาพเยอะมากครับ เพราะว่าเป็นเด็กรุ่นเดียวกันในตอนนั้น รู้สึกว่าประทับใจพี่ๆ ทีมงานที่เขาดูแลเราได้ดีมาก แล้วก็มี Voice Coach ที่ช่วยสอนเรา เราได้เริ่มรู้จักการวอร์มเสียง การร้องให้ถูกจังหวะ ก็รู้สึกว่าแต่ละรายการก็เป็นบทเรียนของผมหมดเลย ส่วน Thailand’s Got Talent ก็ได้เป็นอีกบทบาทหนึ่งก็คือเป็นวง ตอนนั้นวงก็คนเยอะเลยทำให้รู้จัก Teamwork ครับ ตอนนั้นมีนักร้อง 3 คน ก็ต้องแบ่งหน้าที่กันว่าคนไหนจะร้อง คนไหนประสาน

ส่วน Asia’s Got Talent ก็ได้ประสบการณ์เรื่องเพื่อนต่างประเทศครับ พอเราได้ไปอยู่สิงคโปร์ประมาณ 6 เดือน ได้ไปทำโชว์ ไปซ้อมที่นู่นก็รู้สึกว่าได้สัมผัสการทำงานที่เป็นระดับโลกจริงๆ ได้เจอ Sound Engineer รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากครับ

ในช่วงนั้นการร้องเพลงทำให้ชีวิตของคุณเป็นยังไงบ้าง

การร้องเพลงเป็นเหมือนทั้งชีวิตของผมในช่วงนั้นเลยครับ เพราะว่าจริงๆ ชีวิตตอนเด็กของผมจะไม่ค่อยได้ไปเที่ยว หรือออกไปเล่นกับเพื่อนๆ มากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะอยู่กับการซ้อมดนตรีครับ เพื่อนก็คือพี่ๆ ในวงครับ เรามีความฝันคือเราชอบร้องเพลงแล้วเราก็แค่อยากทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเก่งด้วยเลยซ้อมเยอะ ก็เลยรู้สึกว่านั่นคือทั้งชีวิตของผมเลยครับ

จากปกติที่ร้องเพลงคนเดียว การร้องเพลงเป็นวงยากไหม

ตอนนั้น 3 คนก็ยากครับ มันมีเวลาแค่แปปเดียวที่จะซ้อมในแต่ละโชว์ แล้วก็เวลาแข่งในรายการก็ต้องหาจุด Dynamic ในแต่ละโชว์ครับ คนไหนจะรับหน้าที่นั้นก็ต้องมาร้องกันให้ฟังครับว่าคนนี้เหมาะที่จะร้องท่อนนั้นหรือเปล่า พาร์ทที่ตัวเองไม่ได้เด่นต้อง Support เพื่อนยังไงบ้าง แบ่งกันว่าคนไหนจะคู่ 3 คู่ 5

LIT UP!

มาเป็นศิลปินฝึกหัดในค่าย LIT Entertainment ได้อย่างไร

พอเราเริ่มร้องเพลงมาเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกว่าอยากทำเพลงด้วยตัวเอง เราก็เริ่มศึกษาเรื่องการทำเพลง โปรดิวซ์เพลง ทีนี้คุณพ่อก็ส่งไปเรียนกีต้าร์ พอเรามีความรู้ด้านกีต้าร์แล้วก็ลองอัดกีต้าร์ลงในคอม เป็นโปรแกรมอัดเสียงธรรมดาเลยครับ พอมีเสียงกีต้าร์แล้วเราก็ร้องเพลงใส่เข้าไป แล้วก็เริ่มใส่กลอง ใส่เบส ใส่เปียโนเข้าไปให้มันเต็มวงแต่ว่าเราเล่นคนเดียว ก็เริ่มอัดลง Youtube ไปเรื่อยๆ ถึงประมาณม. 4 ตอนนั้นเริ่มเก็บตังค์ได้ก้อนหนึ่งก็เอาไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ครับ เพื่อเอาไปซื้อโปรแกรมที่มันเป็นโปรแกรมทำเพลงจริงๆ เป็นของโปรเลย พอซื้อมาแล้วก็ทำมาเรื่อยๆ จนช่วงโควิดแรกๆ พี่ Bowkylion (โบกี้-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ) ปล่อยเพลงใหม่มาชื่อว่าเพลงคงคา ครับ ผมฟังแล้วรู้สึกชอบมากก็เลย Cover ลง เล่นกีต้าร์ ร้อง แล้วใส่คีย์บอร์ดเข้าไป ตั้งกล้องถ่ายแล้วตัดต่อเอง พอลงไปปุ๊ปครูที่สอนร้องเพลงชื่อว่าครูพี เขาเอาคลิป Youtube ของผมไปให้พี่มุก (นิตา ชวลิต-ผู้บริหารค่าย LIT Entertainment) ดูพี่มุกก็สนใจแล้วด็เลยติดต่อผมมาให้มาออดิชันที่ค่าย ผมก็เลยมาออดิชันแล้วก็เป็นเด็กฝึกของค่าย LIT ครับ

ชีวิตของเด็กฝึกใน 1 สัปดาห์ต้องทำอะไรบ้าง

วันจันทร์จะเป็นการแจกโจทย์ Showcase ว่าในแต่ละสัปดาห์เราต้องร้องเพลงอะไร เขาจะส่งมาในไลน์ว่าพรูต้องร้องเพลง Make Up (Sam Kim) ถ้าเราไม่เคยฟังเราก็ต้องไปเปิดฟังเลย ผมจะทำงานโดยการที่วันจันทร์ต้องหา Backing Track ที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้เจอก่อน เอามาเตรียมไว้ก่อนแล้วเทียบคีย์เลยว่าตัวเองร้องคีย์ต้นฉบับถึงไหม ต่ำไปสูงไปก็ต้องปรับตามคีย์ของเราครับ วันอังคารต้องฟังเพลงทั้งวันเลยครับ อย่างน้อยให้เราจำทำนองให้ได้ สมมติว่าถ้าเป็นเพลงเกาหลีผมก็ต้องเอากระดาษมานั่งจดครับแล้วก็เขียนซับไทย เพราะว่าซับไทยที่เห็นตามเว็บบางทีมันอาจจะไม่ตรง เราก็ต้องมาฟังต้นฉบับว่าเขาออกเสียงว่ายังไง เพราะว่าเราจะได้แกะสำเนียงเขาด้วย ไม่ใช่ว่าเอาภาษามาอย่างเดียว วันพุธก็ต้องจำทำนองให้ได้แล้วก็ร้องตามเนื้อไปก่อน วันพฤหัสก็ทำเหมือนเดิม แต่ว่าต้องสลับรอบนึงเปิดเนื้อ อีกรอบนึงไม่เปิด แล้วก็มาเช็คว่ามันถูกไหม สุดท้ายวันศุกร์ก็คือทุกอย่างต้องทำให้ได้แล้ว ต้องไม่เปิดเนื้อแล้ว แล้วก็ต้องคิด Perform ด้วยว่าท่อนนี้เราจะร้องยังไง จะสื่อยังไง ตีความหมายของเพลงออกมา แล้วก็ตอนเย็นก็ต้องไปเรียนเต้นด้วยครับ สุดท้ายวันเสาร์ก็จะเป็นการ Showcase ครับ พอโชว์เสร็จ ฟัง Feedback เสร็จก็เรียนเต้นต่อถึงค่ำๆ เลยครับ วันอาทิตย์ตื่นเช้ามาก็เรียน Acting ถึงบ่ายๆ แล้ววันจันทร์ก็แจกโจทย์อย่างงี้ไปเรื่อยๆ วนไป 2 ปีครับ

พอต้องทำแบบนี้ตลอด 2 ปี รู้สึกยังไงกับมันบ้าง

ผมรู้สึกว่าผมทุ่มเทมากในทุกๆ โจทย์ โจทย์ไหนที่เราฟังตั้งแต่วันจันทร์แล้วมันยากมาก เราก็จะเครียดตั้งแต่วันจันทร์เลย บางครั้งศุกร์ตอนเย็นเนี่ยมันถึงจะได้สิ่งที่ควรจะได้ เพราะว่าบางครั้งเป็นโจทย์เพลงเกาหลี แล้วเราไม่ได้คุ้นกับภาษามาก แล้วมันก็ยากในแต่ละโจทย์ บางโจทย์ร้องยาก บางโจทย์ภาษายาก มันก็จะต่างกันไปเรื่อยๆ ครับ ผมรู้สึกว่าแต่ละโจทย์มันท้าทายมากและก็เป็นการกดดันเราในระดับนึงด้วยครับ

มีวิธีการคลายเครียดยังไงบ้าง

ช่วงที่คลายเครียดที่สุดน่าจะเป็นวันเสาร์ตอนเย็นครับ ก็คือตอนที่เรายังไม่มีโจทย์ใหม่มาแล้วเราก็ทำโจทย์เดิมเสร็จแล้ว แล้วเหมือนเราได้รู้ว่าโจทย์ที่เราทำไปมี Feedback กลับมายังไงบ้าง ต้องปรับตรงไหนบ้าง ก็รู้สึกว่าพอถึงวันเสาร์เย็นกับวันอาทิตย์มันก็จะคลายเครียดไปเอง แล้ววันจันทร์ก็กลับมาเครียดใหม่ (หัวเราะ)

ตลอด 2 ปีนั้นให้อะไรกับคุณบ้าง

พรูรู้สึกว่าได้เรื่องการ Perform ครับ เราได้รู้ตัวเองจริงๆ ว่าสุดท้ายเวลาเราร้องเพลงหรือ Perform ต่อหน้าคนมันเป็นยังไง แล้วมันมีตรงไหนที่ต้องปรับแก้บ้าง เพราะว่าก่อนหน้านี้เราก็ขึ้นโชว์มาหลายโชว์ตอนเด็กๆ แต่ว่ามันไม่มีใครมานั่งคอมเมนต์เราจริงๆ จังๆ ว่าการถือไมค์ การ Eye Contact หรือว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษา ใช้ Dynamic ก็รู้สึกว่ามันเป็นการ Perform ในอีกระดับนึงขึ้นมาจากตอนเด็ก

LAZiCON กับการก้าวออกจาก Comfort Zone

ทำไมถึงไปประกวดเวที LAZiCON

ตอนแรกทางค่ายมีประชุมครับ บอกผมว่ามีรายการหนึ่งติดต่อมาแล้วเขาสนใจอยากให้พรูไป เขาบอกว่าเป็นรายการหา Boyband ของทางช่องวัน 31 ตอนนั้นเราก็ยังลังเลครับ ค่ายก็ไม่ได้บังคับผม ก็กลับไปนั่งคิดแล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้สะดวกใจกับการเป็นบอยแบนด์เลย เพราะยังไม่เคยทำด้วย แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่งถ้าเราได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำก็น่าจะท้าทายดี แล้วถ้าเกิดเราทำได้ดีเราก็จะหาตัวตนเราอีกตัวตนเจอด้วย ก็เลยลองไปดูเผื่อได้ฝึก Skill ด้วย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมเต้นไม่ได้เลยทั้งๆ ที่เรียนเต้นมาแล้วด้วย แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้พัฒนาขนาดนั้น ก็เลยคิดว่ารายการนี้ที่เป็นบอยแบนด์น่าจะต้องเต้นเยอะ อย่างน้อยเราก็ไปเรียนเต้นในนั้นจะได้พัฒนาด้านนี้ขึ้นมา

อะไรคือโจทย์ที่ยากที่สุดของที่เจอในรายการ

โจทย์ที่ยากที่สุดของผมน่าจะเป็นเพลงสองใจ (ดา เอ็นโดรฟิน) ครับ ในวีคนั้นพอผมได้เป็น Upper (ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 15 อันดับแรก) แล้ว วีคแรกยังได้เป็น Lower (ผู้ที่ได้คะแนน 15 อันดับสุดท้าย) อยู่แล้วรู้สึกนอยด์มาก ก็กลับไปคิดทบทวนว่าเราทำอะไรผิดหรือเปล่า ทำโชว์ไม่ดีตรงไหน แล้วก็ได้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองก็เลยปรับมาเรื่อยๆ ครับ สุดท้ายพอเข้าโจทย์ DDU-DU DDU-DU (Blackpink) แล้วเราก็ทำได้สำเร็จ พอมาถึงโจทย์สองใจ เรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่กดดันตัวเองมากๆ ครับ หนึ่งเลยก็คือเราต้องเต้นสไตล์ Krumping ครับก็คือต้องใช้แรงเยอะๆ แล้วก็เป็นการเต้นที่ดุดันครับ เพราะว่าเราต้องสวมตัวละครเป็นขุนช้าง มีความเกรี้ยวกราด และเพลงนี้เขา Re-arrange ใหม่เป็น R&B หมดเลยครับ ผมชอบดนตรีและท่าเต้นในเพลงมาก จนกลับบ้านไปเต้นทุกวันเพราะเราอยากถ่ายทอดท่าเต้นออกมาให้ดีที่สุด ตอนนั้นกดดันมากเพราะว่าเป็นช่วงที่เราล้ามาจาก 2 เพลงแรก รู้สึกว่าเหนื่อยมาก ท้อมาก คุณครูที่สอนเต้นเขาก็ให้พวกผมเต้นใส่เต็มทุกรอบ ทำให้เป็นวีคที่ล้ามากครับ แต่สุดท้ายเราโชว์แล้วเราชนะจนได้เป็น Upper เป็นที่ 2 ของวีค มันก็รู้สึกโล่งมาก เป็นวีคที่ประทับใจที่สุดเลยครับ

ได้อะไรจากเวทีนี้บ้าง

จริงๆ ได้เยอะมากเลยครับ อย่างแรกเลยก็คือได้ประสบการณ์เยอะมากเกี่ยวกับมิตรภาพ และการ Perform กับเพื่อนๆ ได้ Teamwork ด้วย ได้การวางตัวในมุมกล้องของแต่ละโชว์ รู้สึกว่าได้เยอะมากๆ เลยครับ เหมือนเราได้เป็นศิลปินฝึกหัดที่ได้ฝึกทำโชว์จริงๆ ออกทีวีจริงๆ ได้ร้องจริง เต้นจริง เหมือนเราไปเพื่อโชว์ศักยภาพของเรา แล้วก็รู้สึกว่าได้มิตรภาพที่เขาจริงใจกับเรา เขาเก่งด้านไหนก็จะแบ่งปันด้านนั้น เหมือนเป็นการแชร์ประสบการณ์ของแต่ละคนที่ผ่านมา ถ้าผมถนัดเรื่องร้องก็ช่วยเขาสอนร้องเพลง โน๊ตนี้ทำยังไงให้ร้องง่ายๆ เขาก็จะช่วยสอนผมเรื่องเต้น เรื่องแรปด้วย วิธีจำท่าให้เร็วๆ หรือว่าแก้ไขไลน์เต้นของผมด้วย เพราะว่าผมก็เป็นคนที่เต้นย้วย ไม่ค่อยแข็งแรง ตอนอยู่ LAZiCON เขาให้ถือขวดน้ำลิตรแล้วให้ผมเต้น ตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทาย แต่พอมองกลับไปก็รู้สึกว่ามันสนุกมาก แล้วก็ที่ได้จริงๆ เลยก็คือ แฟนคลับ และคนที่ชอบเรากลับมาเยอะมาก เหมือนรายการ LAZiCON ทำให้คนได้เห็นผมมากขึ้น ก็ขอบคุณรายการมากๆ ครับ

จาก พรู ธันวา สู่ PROO Thunwa

ความรู้สึกของการเป็นศิลปินเต็มตัว

รู้สึกดีครับ เหมือนว่าถึงเวลาของเราสักที เพราะว่าก่อนหน้านี้เราก็เห็นรุ่นพี่ในค่ายอย่างพี่ PiXXie พี่ bamm ที่ฝึกด้วยกันมาแต่ว่าเขาได้เดบิวต์ไปแล้ว เราก็รู้สึกว่าวันหนึ่งเราก็อยากที่จะได้ปล่อยออกมาบ้าง สุดท้ายพอเราได้เดบิวต์สักทีเราก็รู้สึกดีใจมากครับที่วันนี้มันเป็นวันของเราแล้ว

พรูมีส่วนร่วมในการทำเพลงยังไงบ้าง

อย่างในเพลงแรกชอบคุณนะ ผมได้ร่วมประชุมตั้งแต่ตอนแรกเลยเกี่ยวกับการคิดคอนเซ็ปต์เพลงเดบิวต์ของผม มีหลายคอนเซ็ปต์ที่วางเอาไว้ครับ เหมือนเราก็ได้ออกความคิดว่าเราจะใช้กิมมิคคำว่า “Unsend” ครับ ก็เป็นการยกเลิกข้อความ เพราะว่ารู้สึกว่าการส่งข้อความเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนอยู่แล้ว การพิมพ์และกด Unsend ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทำบ่อย ก็เลยหยิบเรื่องมาเล่น เหมือนว่าเราชอบนะแต่พอเราส่งไปแล้วเราไม่อยากส่งดีกว่าก็กด Unsend ไป ในเรื่องของเนื้อร้องจะได้พี่ปู๋-ปิยวัฒน์ มีเครือ (ศิลปินวง HENS) มาช่วยแต่งครับ แล้วก็มีพี่ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ (HYE) มาช่วยเพิ่มทำนองแล้วก็ Produce ครับ แต่ในส่วนที่ผมได้มีส่วนร่วมก็คือพี่ๆ จะให้การบ้านมาว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้น เราจะมีอารมณ์บอกชอบคนๆ นึงหรือว่าอยากจะ Unsend เราจะใช้คำไหนที่มันเป็นตัวพรูมากที่สุด พรูได้ลองโยนคำไปให้พี่ๆ เขาหลายๆ คำ สุดท้ายก็ได้กรองออกมาเป็นเนื้อร้องอีกทีครับ

ก่อนที่จะมาแต่งเพลงนี้ เคยแต่งเพลงมาก่อนไหม

จริงๆ ทั้ง 2 เพลงที่ปล่อยออกมาพรูไม่ได้แต่งเองเต็ม 100 เปอร์เซนต์ขนาดนั้น จริงๆ ก็เป็นเครดิตของพี่ๆ เลยครับ เหมือนแต่ละเพลงพรูก็จะได้เพิ่มการมีส่วนร่วมไปเรื่อยๆ อย่างเพลงแรกเขาก็ให้พรูคิดคำครับ อย่างในท่อนแรปบางประโยค แต่ถ้าพูดถึงก่อนหน้านั้นพรูก็มีการแต่งเพลงเล่นๆ อยู่บ้านอยู่แล้ว แต่ก็ยังได้ปล่อยออกมาใครฟังครับ

หาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงจากไหน

แรงบันดาลใจหลักๆ น่าจะเป็นการฟังเพลงครับ ส่วนใหญ่ผมจะฟังใน Spotify ครับเราจะปล่อยให้เพลงสุ่มไปเรื่อยๆ ก็จะไม่ได้ฟังเพลงซ้ำบ่อยขนาดนั้น ยกเว้นเพลงที่เราชอบจริงๆ ฟังทุกแนวเลยครับ แต่ละแนวมันก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป เราอาจจะใช้เอกลักษณ์ของเขามาใส่ในเพลงของเราได้ หรือเอาเอกลักษณ์ของแต่ละแนวที่เราชอบ สมมติ Hiphop ที่มันต้องโยก หรือ R&B ที่จะมีความหวาน เราก็ลองหยิบยกแต่ละอย่างมารวมกันแล้วก็ทำเป็นเพลงที่มีความเป็นตัวเราที่สุดครับ

จากคลิปความลับที่ “พรู ธันวา” ไม่เคยบอก! ในชีวิตของคุณมี 3 คาแรคเตอร์แบบนั้นไหม

ผมคิดว่าทั้ง 3 คาแรคเตอร์นั้นเป็นตัวผมหมดเลยแค่อยู่ในแต่ละช่วงเวลาครับ ส่วนในเรื่องของพาร์ทแต่ละอันผมว่ามันเกี่ยวกับ Skill มากกว่า เหมือนในพาร์ทของการร้องผมก็พยายามที่จะพัฒนาอยู่ตลอดเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่กับผมตั้งแต่เด็ก แล้วผมก็รู้สึกว่ามันยังพัฒนาได้อีก ส่วนในเรื่องการแรป การเต้น การ Produce จริงๆ ก็เริ่มตามมาหลังการร้อง ก็ยังรู้สึกว่ายังพัฒนาได้อีกเหมือนกัน รู้สึกว่าเรายังไม่ได้เป็น Expert ขนาดนั้นแล้วเราก็อยากเชี่ยวชาญด้านนี้ด้วย เราก็เลยเรียนมหาวิทยาลัยต่อทางด้านนี้ด้วย ส่วนการเต้นเป็นสิ่งที่น่าจะไม่ได้คุ้นชินมาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเพิ่งเริ่มเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่เวลาเราทำแล้วเรามีความสุขทุกครั้ง แล้วเราก็อยากจะเต้นให้ดีมากขึ้นด้วย สุดท้ายแล้ว 3 Skillsนี้ก็เป็นสิ่งที่เราอยากพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ครับ

คิดว่าด้านไหนที่คุณทำได้ดีที่สุดในปัจจุบัน

Skill ที่พรูรู้สึกว่าทำได้ดีที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการร้องครับ อย่างที่บอกไปว่าเราเติบโตมากับการร้องเพลงตั้งแต่เด็กเลย แล้วรู้สึกว่าการร้องเพลงมันเป้นจุดเริ่มต้นของหลายๆ อย่าง ถ้าเราไม่ได้ร้องเพลงเป็น เราอาจจะไม่ได้เริ่ม Produce เพลงเอง หรือว่าเริ่มเต้นเหมือนทุกวันนี้ครับ ก็เลยคิดว่าการร้องน่าจะเป็นสิ่งที่พรูถนัดที่สุดครับ

อยาก Featuring กับใคร

เอาแบบว่าเพ้อไปเลยนะครับ (หัวเราะ) จริงๆ อยากฟีตฯ กับ Bang Yedam (ศิลปินวง Treasure) ครับ เยดัมเป็น Main Vocal ของวงครับ ก็รู้สึกว่าเขามีสไตล์อะไรที่คล้ายๆ กับเยอะมาก ชอบเพลงแนวเดียวกัน เพลที่เขาแต่งหรือว่า Produce ออกมาก็มีสไตล์ที่คล้ายๆ กับผมมาก ผมก็รู้สึกว่าถ้าเราได้ทำเพลงของตัวเองแล้วได้เยดัมมา Feat ก็น่าจะเพลงที่ตรงสไตล์เรามากๆ

รู้สึกยังไงบ้างที่มีคนมา Support มากขนาดนี้

ตอนแรกๆ รู้สึกไม่ชินเลยครับ พอเราไปไหนก็จะมีคนรู้จัก คนเข้ามาให้กำลังใจเรา ตอนแรกรู้สึกตกใจมากว่ามีคนรู้จักเราแล้วเหรอ แล้วก็ตามมาด้วยความดีใจครับ รู้สึกขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจในช่วงนั้นตลอดมาจนถึงตอนนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกว่าการที่มีพวกเขาทำให้เรามาถึงจุดนี้ เขาคือคนที่ Support ความฝันของเรา ถ้าไม่มีพวกเขาก็เราก็อาจจะไม่ได้มาเป็นศิลปินถึงทุกวันนี้ก็ได้ครับ

คิดว่าตอนนี้ T-POP ในไทยเป็นยังไงบ้าง

พรูรู้สึกว่าตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้น เหมือนเป็นช่วงทดลองครับ เรากำลังทดลองหาแนวเพลงใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตีตลาด ลองการทำ MV ทำ Production ต่างๆ มันเพิ่งเริ่มต้นและมันกำลังจะขยายตัวไปเรื่อยๆ ครับ รู้สึกว่า T-POP กำลังไปในทิศทางที่ดีมากๆ คนเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น

ค่ายของคุณช่วยดันวงการ T-POP ไปข้างหน้ายังไงบ้าง

เราเห็นได้จากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เดบิวต์แล้วด้วยว่าแต่ละคนเขามีศักยภาพจริงๆ เขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินที่จะสร้างความสุข สร้างผลงานให้ทุกคนฟังจริงๆ และสไตล์เพลงของค่ายเราก็ใช้คำที่ฟังง่ายด้วยครับ ผมรู้สึกว่าค่าย LIT จะสามารถผลักดันวงการ T-POP ต่อไปได้ น่าจะช่วยได้เยอะจริงๆ

ตอนนี้กำลังเรียนคณะดุริยางคศาสตร์ ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้

อย่างแรกเลยคือผมเป็นคนที่ชอบอะไรก็จะลงไปลึกสุดๆ เลย แล้วพอมาถึงเรื่องการทำเพลงก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มากๆ ถ้าเกิดวันนึงเราได้ Produce แบบมีคุณภาพจริงๆ และได้ทำให้กับศิลปินท่านอื่นๆ หรือตัวเอง แล้วทำให้มันเป็นเพลงที่มีคุณภาพออกมาสู่ตลาด รู้สึกว่ามันก็เป็นความสุขของเราครับ แล้วการ Produce เพลงผมว่ามันน่าหลงไหลมาก คือเราชอบเล่นดนตรีทุกเครื่องเลย ถ้าถามว่าชอบเล่นเครื่องไหนก็อาจจะตอบไม่ได้ เมื่อเราเล่นได้หมดเลยเราก็สามารถที่จะพัฒนาตรงนี้ให้ไปได้ไกลกว่านี้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าการที่เราเรียนระดับอุดมศึกษาต่อในด้านนี้เลยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

พูดถึงตัวเองในอนาคตที่เรียนจบจากคณะนี้

อยากให้ตัวเองกอบโกย 4 ปีนี้ให้เยอะที่สุดครับ รู้สึกว่าสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนโดยการศึกษาด้วยตัวเอง บางทีเราอาจจะหาคำตอบเจอที่นี่ก็ได้ ก็อยากให้ตัวเองตั้งใจเยอะๆ เหมือนกันครับ (หัวเราะ)

“โอกาสมันจะมาหาคนที่พร้อม”

มองอนาคตของตัวเองในฐานะศิลปินไว้ยังไงบ้าง

น่าจะอยากทำผลงานต่อไปเรื่อยๆ ครับ อยากสร้างผลงาน อยากสร้างเพลงที่คุณภาพออกมาให้ทุกคนฟังเรื่อยๆ ครับ ผลตอบรับหรืออะไรแบบนี้พรูรู้สึกว่ามันเป็นผลพลอยได้มากกว่า การที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วมีคนชอบสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งดีมากๆ แล้วในตอนนี้ครับ

ในอนาคตเราจะมีโอกาสได้เห็นผลงานเพลงที่คุณทำเองตั้งแต่ต้นจนจบบ้างไหม

มีโอกาสครับ มีโอกาสสูงมากๆ เลย ตอนนี้เราก็พัฒนา Skill เรื่องการแต่งเพลงอยู่ด้วย ถ้าเกิดว่ามีเพลงไหนที่เรามั่นใจแล้วก็อาจจะได้ฟังกันครับ

ฝากอะไรถึงแฟนคลับที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่

อย่างแรกเลยก็ต้องขอบคุณ Tempo (ชื่อแฟนคลับ) ขอบคุณที่สนับสนุนกันมาตลอดตั้งแต่ LAZiCON หรือว่าก่อนหน้านั้นก็ตาม ทุกวันนี้ก็ยังคอยเป็นกำลังใจให้กันตลอด เวลาไหนที่ผมท้อหรือเครียดกับงานแล้วอยากหากำลังใจ แค่เข้าไปใน IG หรือ Twitter เราก็จะเห็นชาว Tempo ให้กำลังใจอยู่เสมอ มันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เราทำผลงานดีๆ ออกมาเรื่อยๆ ครับ ขอบคุณมากจริงๆ

บทเรียนที่คุณได้รับจากการใช้ชีวิตมา 18 ปี

มันจะมีคำนึงที่ทำให้ผมคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาเลยครับ คุณแม่เคยบอกผมไว้ว่า “โอกาสมันจะมาหาคนที่พร้อม” พรูรู้สึกว่าคำนั้นมันเป็นคำที่จริงมากๆ ในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมาเลยครับ เพราะว่าตั้งแต่ร้องเพลงมา ถ้าเราไม่ได้ร้องมาตั้งแต่เด็ก อัดคลิปเล่นๆ กับคุณแม่ เราก็อาจจะไม่ได้พร้อมในการไปรายการต่างๆ ที่เขาเปิดรับสมัครประกวดร้องเพลง หรือว่า LAZiCON หรือแม้กระทั่ง LIT Entertainment ด้วยครับ ถ้าเกิดเราไม่ได้พร้อมทีจะรับโอกาสนั้น สุดท้ายพอโอกาสเข้ามาเราก็อาจจะพลาดได้ แต่ถ้าเราพร้อม วันไหนที่เรารอโอกาสแล้วมันมาถึงสุดท้ายมันจะมีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า