fbpx

ความสุขในการทำเพลงของ Silvy และวันที่เธอเป็น Queen ผู้รักตัวเองแบบสุดต๊าซ!

หญิงสาวตรงหน้าคือตัวแทนของศิลปินที่ “เป็นตัวของตัวเอง” อย่างถึงที่สุด ซึ่งมันสื่อสารได้ผ่านตัวตนที่เธอนำเสนอออกมาให้โลกรู้ว่า ทุกคนควรค่าแก่การเป็นตัวเองอย่างถึงที่สุดโดยไม่ต้องสนคำใครทั้งสิ้น

ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยกับซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ หรือไม่คุ้นเคยก็ตาม เราขอทบทวนเรื่องราวและเส้นทางการเป็นนักร้องของเธอในย่อหน้าขนาดสั้นดังต่อไปนี้

เธอคือหนึ่งในผู้เข้าประกวดรายการร้องเพลงที่ทุกคนต่างต้องเคยเห็นหน้าเธอสักครั้ง จนนำไปสู่การร้องเพลงประกอบละครบ้าง ออกซิงเกิลเองบ้าง ที่บางเพลงก็ฮิตในชั่วข้ามคืน

แต่ก็ถูกลืมเลือนไป

เธอกลับสู่วงการเพลงอีกครั้งด้วยการได้รับโอกาสจาก Warner Music Asia ให้เธอได้ทำซิงเกิลเพลงสากลในแบบของตัวเอง ซึ่ง XL คือซิงเกิลแรกที่เธอสะบัดภาพลักษณ์เดิมๆ ไปสู่ความมั่นใจอย่างถึงขีดสุดผ่านเนื้อเพลงที่บอกให้เราไม่ต้องแคร์ Beauty Standard และสาดความมั่นในไซซ์ XL ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นกลายเป็นเพลงที่ทำให้เราเห็นภาพใหม่ๆ ที่หลายคนต่างชื่นชอบในวิธีคิดและความแซ่บในลีลาการร้องและโชว์ของเธอ

นำมาสู่ Queen ซิงเกิลต่อมาที่แทบจะคงพลังงานแบบเดิม แก่นสารเดิม แต่ยังบอกให้เรามั่นใจในตัวเองอย่างถึงที่สุด

เพราะทุกคนต่างเป็น Queen ได้ในแบบของตัวเอง

เราทั้งหมดที่นั่งคุยกับซิลวี่ในวันนี้ต่างลงมติกันว่า บทสัมภาษณ์วันนี้มันคือการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างแหล่งข่าวและผู้สัมภาษณ์ เพราะทั้งเส้นทางกว่าซิลวี่จะประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการทำเพลง และการค้นพบตัวเองในวันที่เรา “ไม่ต้องแคร์” ทุกอย่างบนโลก 

ซิลวี่ก็ขอทรรศนะจากเรา และเรียนรู้จากพวกเราไปพร้อมๆ กันเช่นกัน

เราเพิ่งทราบว่าคุณกำลังจะออกซิงเกิลใหม่อีกแล้ว 

ใครบอก 

ฝ่ายพีอาร์

ใช่ๆ

พี่เขาบอกเห็นว่าออกเพลงใหม่ทุกเดือนเลย เหนื่อยไหม

รอมานานเลยนะ ก็เลยไม่เหนื่อยๆ

หนักขอให้บอกใช่มั้ย

ใช่ แต่สู้มาก

ซึ่งเราทราบว่าคุณสู้กับการเป็นนักร้องมาตลอดตั้งแต่เด็กเลย

เราจำได้ว่าเราอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เรียนร้องเพลงครั้งแรกเลย ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เรียนกับครูอ้วน (มณีนุช สเมรสุต) เรียนปุ๊บก็รู้สึกว่าชอบ รู้สึกว่าเก่ง รู้สึกมั่นใจที่จะทำ เราเป็นคนไม่เก่งวิชาการ คณิตฯ วิทย์ฯ เกี่ยวกับการเรียนเนี่ยเราห่วยมาก และก็เป็นคนเรียนไม่เก่งเลย เราเลยคิดฝังตัวเองไปแล้วว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง พอไปเจอเรียนร้องเพลงแล้วรู้สึกว่าเก่ง ด้านนี้แหละด้านของเราก็เลยถึงเจอ

รู้สึกว่าการร้องเพลงสนุกมั้ย

สนุก เฉพาะแค่ตอนร้องนะ แต่ถ้าพวกอ่านโน๊ตหริอทำเพลงหรือว่าแต่งเพลงจะรู้สึกว่าเริ่มยากละ เริ่ม Suffer กับดนตรีหนักๆ เมื่อตอนเข้าจุฬาฯ คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอก Voice เพราะต้องเรียนพวกทฤษฏีดนตรี จริงๆ ทฤษฏีนั้นไม่ได้ๆ แต่ Perform นั้นสู้อยู่

อะไรทำให้คุณตัดสินใจประกวดร้องเพลงในรายการโทรทัศน์

จริงๆ แล้วน่ะ ตอนนั้นมันมีอยู่สองรายการที่มาคู่กัน พอเราอายุถึง 15 ปุ๊บ เราจำได้เลยเพิ่งทำบัตรประชาชนวันที่ 3 ตุลาพอดีเป๊ะเลย ก็สมัครที่ภูเก็ตเลยตอนนั้น เราสมัครตอนนั้นเลย รอบภาคใต้ต้องเดินจากภูเก็ตไปยังหาดใหญ่ ไปกับแม่ตั้งแต่ตีสี่ตีห้า

ซึ่งจริงๆ คุณเป็นนักร้องสายประกวดมาตั้งแต่เด็กแล้ว

ใช่ ตอนนั้นยังประกวดแค่ระดับภาค พอผ่านระดับภาคได้ก็ขึ้นมาแข่งกับเด็กกรุงเทพฯ เลยชิลล์ๆกับการแข่งขัน

คาดหวังในการประกวดเวทีใหญ่ครั้งแรกมั้ยว่าเราจะได้เข้ารอบจนออกทีวี

คาดหวังค่ะ ประมาณหนึ่ง ตอนนั้นจำได้เลยว่าสิ่งที่พูดกับแม่ครั้งตอนคือ หนูติดแน่นอนถ้าเขาไม่ติดว่าหนูอ้วน ถ้าเขาไม่ติดเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกหนูติดแน่นอน เราค่อนข้างมั่นใจในเสียงมั่นใจในความสามารถว่าเรามีความสามารถ แต่ก็รู้ว่าลุคมีผลเหมือนกัน

ตอนนั้นคิดว่าการเป็นผู้หญิงไซซ์ XL จะมีผลต่อการประกวดหรือผลโหวตมั้ย

ตอนแรกๆ ที่เราแข่งยังไม่มี แต่พอเราได้เข้ามาอยู่ในบ้าน เราก็โดนให้เล่นฟิตเนสเยอะๆ มันเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ที่สิบโมงจะต้องมีเทรนเนอร์ เที่ยงก็ไปกินข้าว บ่ายสองก็อาจไปเรียนร้องเพลง หกโมงเรียนเต้น มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของเขาอยู่แล้ว ซึ่งจะมารู้ตอนนั้นว่า เรื่องน้ำหนักอาจจะมีผลเพราะว่าเราโดนเทรน โดนกดดันเยอะกว่าคนอื่นๆ แบบมันต้องทำอะ มันเหมือนโดนบังคับ

เมื่อกลไกของ Beauty Standard ในวงการบันเทิงทำงาน คุณรู้สึกเจ็บปวดกับมันมั้ย

เจ็บปวด ตอนแรกเรามีคำถามเกิดขึ้นในใจอยู่ตลอดเวลาว่า ตอนที่ออดิชั่นมาก็อ้วนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วก็เลยเหมือนว่าเธอต้องรับฉันเข้ามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่พอฉันเข้ามาแล้วมาเธอบอกให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ เหมือนมีแฟนที่เค้ารู้ว่าเราสูบบุหรี่ตั้งแต่แรก แต่พอคบกันละมาบอกให้เลิก แล้วก็มีพวกคอมเมนต์ที่บอกว่า ‘ผอมแล้วสวยแน่นอน’ สุดท้ายมันก็สู้ความคิดหลักในเรื่อง Beauty Standard ไม่ได้ เพราะว่าผู้ใหญ่ก็คิดแบบนั้นว่า ถ้าผอมลงจะได้งานมากขึ้นจะง่ายขึ้น และวันนั้นเราก็คิดแบบนั้นจริงๆ เพราะตอนที่เราเข้าไปในบ้าน เราจำได้เลยจ้ะ มีสปอนเซอร์เสื้อผ้าของรายการ ไม่มีไซส์เรา ก็คือเราต้องใส่เสื้อผ้าผู้ชาย

จริงเหรอ

ใช่ มันก็รู้ว่าเสื้อผ้าที่จะใส่มันยากกว่าคนอื่นละ และรู้ว่ามันเป็นกับคนอื่นเหมือนกันว่า กับคนอ้วนแล้วใส่เสื้อผ้ายาก ใช้ชีวิตยาก

แสดงว่าคุณคิดมาตลอดว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา

ใช่ เรามีความรู้สึกลึกๆ ตลอดเวลาว่าเราไม่ได้อยากทำอะไรแบบนี้ มันชัดตั้งแต่ตอนที่เราได้เป็นนักแสดงละครเวทีแล้วล่ะ เราเล่นละครเวทีโคตรเยอะเลย ใช้เวลาอยู่ประมาณ 5 ปี ก็รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก มันทำให้เราเป็นวันนี้ เราร้องเล่นเต้นได้เก่งขนาดนี้เพราะว่าเราไปตรงนั้นมา แต่ถามว่าเราแฮปปี้ ไหมอยากโตกว่านั้นไหม แน่นอนเราถึงออกมาแล้วไปแข่งอีกรายการหนึ่ง

ช่วงที่หมดสัญญาแล้วไปแข่งรายการเสียงจริง ตัวจริง รู้สึกเคว้งมั้ย

แรกๆ รู้สึกว่าเหมือนคนไม่มีบ้าน เพราะว่าเราอยู่กับเขามา 6 ปี แล้วก็เป็นศิลปินอิสระเลย เรามีอีกหนึ่งเสาหลักคือแม่เราขึ้นมาอยู่ด้วยแม่คอยมาอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจค่อยมาบอกเราว่า ‘ซิลวี่ดีแล้วนะ เก่งแล้วนะ’ 

แม่ก็คอยดึงเราไปในทางที่ถูก แล้วเขาก็เชื่อมั่นตลอดว่าซิลวี่เก่ง ไม่ว่ายังไงก็ตามต้องมีจุดยืน ก็เพราะเราไปแข่งอีกรายการหนึ่ง จากนั้นเราก็ไปเป็นครูสอนร้องเพลงสักพักหนึ่งเลย จนเราก็ไปรายการหน้ากากนักร้อง ช่วงนั้นคือช่วงที่เราเป็นอิสระ เเล้วก็เราก็รู้สึกดีใจมากเพราะเราได้เรียนรู้ในการที่จะปั้นตัวเอง คิดคอนเทนต์ทํายูทูบ ทำคลิป Cover เพลงลงเฟซบุ๊ก ตัดต่อวีดีโอทำเองหมด เราก็ได้ทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองอะไรแบบนี้ 

แล้วอะไรที่จับพลัดจับผลูให้คุณกลับเข้าสู่การเป็นศิลปินมีสังกัดอีกครั้ง

เรารู้จักวาเลนติน่า พลอย มาจากอีกรายการที่เราประกวด แล้วก็เป็นลูกครึ่งอิตาเลียนเหมือนกัน แล้วก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นมาแล้วก็ประมาณสองปีที่แล้วนี่แหละ ช่วงที่เริ่มรู้จักกับสตูดิโออัดเพลงเป็นแก๊งชาวอังกฤษที่เขามาเปิดสตูดิโอที่บางเสร่ เขาอยากจะปั้นศิลปิน ก็เลยบอกวาเลนติน่าแล้วเค้าก็เลยบอกว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่น่าจะเป็นศิลปินได้ เป็นอิสระด้วยยังไม่มีค่าย ชื่อซิลวี่ เอาให้ทางเขาดู ก็เลยลองนัดกินข้าวกันดู เราก็ขายตัวเองสุดฤทธิ์ ว่านี่นะนี่คือ YouTube ของฉันฉันทำ Cover เพลงก็บอกว่าเราทำอะไรบ้าง ID เราเดินหน้าเรื่อง Body Positivity อยู่นะผู้คนเห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ ปรากฏว่าเขาก็ดูชอบเรา ถัดมาก็เลยนัดไปแต่งเพลงกันที่สตูดิโอ

แต่งเพลงเลยหรอ

ใช่ แต่งเลย เจอกันครั้งแรกที่สตูดิโอก็แต่งเพลงเลย แล้วก็ได้ Demo วันเดียวเสร็จ แต่การมิกซ์อะไรยังไม่ใช่แค่วันเดียว แต่ที่มันเสร็จในวันเดียวได้แปลว่าเราชัดเจนเรารู้ว่าเราอยากได้อะไร เราไม่อยากได้อะไรเรารู้ว่าเราอยากสื่อสารอะไร เราอยากสื่อสารเรื่องอะไรที่มีอิมแพค สามารถพูดได้ ต้องเป็นเราเท่านั้นที่จะเป็นคนพูด มันต้องชัด แล้วมันประจวบเหมาะกับเราตรงที่ชัดเจนพอดี เราทำมาของเราสักพักนึง จาก YouTube ของตัวเองจาก Facebook ของตัวเอง ด้วยความที่พอเราลงมาทำเอง ถึงพึ่งรู้ว่าตัวตนของตัวเองสำคัญมากจริงๆ ในวงการอะไรแบบนี้ ว่าเราอยากนำเสนออยากพูดอะไรในฐานะศิลปิน มันก็เลยง่าย 

กระบวนการทำงานเพลงหลังบ้านเป็นยังไงบ้าง

สนุกนะ แต่มันยากตรงที่บางทีมันมีหลายแนวคิดเกิน มีหลายประโยคเกินที่มันอาจจะเวิร์คได้คล้ายๆ กัน แล้วเราต้องมาเลือกว่าอันไหนเวิร์คสุด แล้วก็เอาจริงๆ มันเหมือนการที่เราไป Hang Out กับเพื่อน มันเลยไม่ยาก

ซึ่งเพลงที่คุณแต่งมันบ่งบอกตัวตนและจุดยืนของคุณชัดมาก โดยเฉพาะการเสริมประเด็นสังคมเข้าไปในเพลง

เราเห็นด้วยว่าเพลงเนื้อหาแบบนี้ในไทยมันไม่มี แล้วเราเห็นด้วยจากคอมเมนต์ของคนไทยที่บอกว่า โห นี่มันแปลกใหม่มาก นี่มันกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก เราก็ดีใจมากที่เราได้ทำให้คนได้คิดแบบนี้ว่ามันกำลังจะเปลี่ยนไปจริงๆ รู้สึกว่าเราภูมิใจและเราก็เห็นแบบนั้นจริงๆ ว่า มันจริง และเราก็รู้เลยว่าถ้า Message มันชัด มันจะ Impact มากกว่า พอมันเป็นเพลงแค่ 3 นาที ภาพมันชัดทุกอย่างชัดเจนว่าเราต้องการอะไร มันยิ่งแมสได้ง่าย และมันก็แมสจริงๆ

เราเป็นคนหนึ่งที่ฟังเพลงของคุณแล้วมันทัชใจมาก

ดีจังเลย (เว้นวรรค) เราว่ามันอยู่ที่คนผลักดันด้วยเราโชคดีที่เราเจอทีมที่ให้เราทำ ลองคิดดูสิถ้าสมมติศิลปินไปเสนอทำเพลงเกี่ยวกับ Body Positivity กับค่ายเพลงบางค่าย ก็จะมีคนบอกว่าทำแล้วจะขายได้หรอ จะทำยังไง จะมีคำถามเต็มไปหมดจนทำให้เขาไม่ได้ทำ แต่อันนี้ทำอย่างไม่คิดอะไรแต่ก็ทำไปก่อนก็เลยทำให้สิ่งที่เราจะสื่อเกิดขึ้นได้

ดูแล้วคุณเป็นคนเข้มแข็งจัง จะบอกว่าตอนนี้ใจคุณเข้มแข็งพอจะรับมือกับทุกอย่างได้แล้วมั้ย

ไม่ทุกอย่างๆ บางคำพูดเราก็รับไม่ได้ขนาดนั้น หมายถึงว่าบางคำพูดมันก็ยัง Trigger อย่างอันล่าสุดใน TikTok ที่เราทำเกี่ยวกับ LGBTQ+ ดันไปโผล่ที่หน้าเพจมุสลิมเยอะ เราโดนด่ายับเลย โดนด่าในแง่ของศาสนา แล้วเราก็เลยได้ไปรู้ว่า อ๋อ ที่เราอยู่ได้อย่างสบายใจก็เพราะว่าเราอาจจะไม่ได้รับแนวคิดอะไรพวกนี้ และเอาจริงๆ เราก็ไม่เคยรู้มาก่อน วันหนึ่งเราไปในจุดที่เราไม่เคยรู้มาก่อน มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันมีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ แล้วมันก็มีอีกหลายอย่างจริงๆ ที่เราไม่รู้ เรามองว่าเราจะไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์กับสิ่งที่เราทำ เพราะว่ามันมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้แล้วเราก็ต้องลองผิดลองถูกไปอีกเรื่อยๆ แต่นั่นแหละคือความสนุกของการได้ใช้ชีวิต 

ย้อนกลับไปในครั้งที่คุณเคยโอนเอนไปกับสิ่งที่ผู้คนพูดถึงรูปร่างหรือการใช้ชีวิต คุณดึงตัวเองกลับมาได้ยังไงว่าควรเป็นตัวของตัวเอง

เราเคยคิดว่าเราผอมมันจะต้องเวิร์กกว่า เราคิดแบบนั้นมาตลอดตอนอยู่ค่ายเก่าเพราะเราเชื่อตามเขาเป็นเวลา 5-6 ปี เราเทคยาแล้วก็กลับมาอ้วนขึ้นจากการที่เราเลิกยา เราเลยรู้สึกว่าเรื่องของรูปร่างเราลองมาหมดแล้ว เราไปฟิตเนสมาเยอะมากๆ เราลองไปทรีทเม้นท์ ลองอดข้าว ทำ IF กินคีโต เราลองมาหมดแล้ว 

เรารู้สึกว่าเรื่องที่มัน Negative พวกนี้พอได้ลองแล้วมันรู้สึกว่าแย่กับตัวเองจังเลย สุดท้ายแล้วทำไปอะไรที่ Positive ไม่เห็นได้เลย แล้วตอนที่ผอมแล้วทำไมรู้สึกว่ายังอึดอัด ยังต้องกังวลเรื่องแคลอรี่กังวลเรื่องอะไรอื่นๆ อยู่ดี 

สู้ไปกินหมูกรอบหรืออะไรอร่อยๆ ยังสบายใจกว่า

พอในวันที่อ้วนขึ้นเลยมาคิดว่าจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนนั้นไหม จะเลือกวิธีไหนล่ะ จะทำอะไรจะลองกลับไปทำแบบนั้นไหม ได้คำตอบว่าไม่ แล้วก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้วเหนื่อย เราอยากกินข้าว แล้วก็อยาก Enjoy Eating เพราะฉะนั้นมองตัวเอง แล้วก็รัก แล้วก็ยอมรับ อ้วนขึ้นก็โอเคไม่เป็นไร ขาใหญ่ไม่เป็นไร มีพุงไม่เป็นไร มีรอยแตกไม่เป็นไร เหมือนเรา Explore กับตัวเองที่หน้ากระจกหรือรูปที่เราเห็นก็ตาม อย่างรูปนี้ถ่ายมาเห็นเซลลูไลท์ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ Build up กับตัวเองว่าไม่เป็นไร แล้วก็เลือกว่าจะรักตัวเองแบบ เรารักเธอนะซิลวี่ วันนั้นรู้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจริงๆ มันไม่มีใครแล้วมันเคว้งมากๆ เหลือแต่ตัวเราเอง ก็ต้องดึงตัวเองเท่านั้น เพราะว่ามันถึงจุดที่ไม่มีทางเลือกแล้วนอกจากตัวเอง 

จากเรื่องราวตรงนี้ทำให้ผู้คนเห็นและยอมรับในตัวคุณมากขึ้น และบอกว่านี่เป็นทิศทางใหม่ของคนในวงการบันเทิงเลยด้วยซ้ำ

เรารู้สึกดีนะ แล้วก็รู้สึกว่ามันควรจะมีตั้งนานแล้ว แล้วรู้สึกดีใจที่ได้เป็นคนบุกเบิก เอาจริงๆ ในชีวิตจริงทุกวันนี้มันไม่ได้มีแต่คนผอม เราไม่ได้มีแต่คนแบบเดียว คนรูปร่างเดียว เรามีคนหลากหลายประเภทมาก หลากหลายทรงผมหลากหลายแบบ ทำไมที่เราเห็นตามสื่อมันมีคนประเภทเดียวหมดเลย มันมีแต่ผอมมีแต่ขาว มีแต่ผมยาว ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็คือก็ดีใจเพราะว่ามันจะเปลี่ยนไปได้อีกเยอะมาก เราอยากเห็นละครที่ตัวละครแบบอื่นๆ ถึงเราจะไม่ได้ดูละครแล้วก็ตาม แต่รุ่นแก่กว่าเราเขายังดูโดยเฉพาะต่างจังหวัด 

เราเคยไปสัมภาษณ์ที่หนึ่ง คนให้สัมภาษณ์เขาบอกว่า ญาติต่างจังหวัดเขาจะชอบทักว่าอ้วนขึ้นหรือผอมลง เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย มันเป็นเพราะเขาคือคนรุ่นเก่า ซึ่งทั้งสื่อหรือละครมันเกี่ยวกันหมดเลย ซึ่งมันจะมีสเตอริโอไทป์ ยอะพอสมควร เราอยากให้มันหลากหลายขึ้น ซึ่งเราว่าเดี๋ยวมันจะมีมากขึ้น

มีคนที่ยังไม่มั่นใจในตัวเองอีกมาก มีอะไรอยากบอกคนเหล่านั้นบ้างมั้ย

อยากบอกว่า ถ้าเราไม่เห็น มันก็จะไม่มีใครเห็น ตัวเราเองสำคัญมากเลยนะ สิ่งที่เราคิดกับตัวเอง ลุกขึ้นมาคุยกับตัวเอง ลุกขึ้นมาให้เห็นตัวเอง อย่างน้อยอาจจะยังไม่เห็นค่าตัวเอง ก็ได้แต่เห็นตัวเองก่อน เห็นว่ามันคือหน้าที่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองรู้สึก มันเป็นหน้าที่เราไม่ใช่หน้าที่คนอื่น เห็นตัวเองให้มีค่าเห็นตัวเองว่าฉันสวยในแบบของฉัน ว่าฉันมีความสามารถอะไรดีๆ ในตัวเอง เอามันออกมาให้หมด เราเขียนนะบางทีวันไหนที่เราเจอเรื่องแย่ๆ เราเขียนขอบคุณอะไรบ้างมันคือ Self Love  พยายามทำทุกวันในบางวันที่เรารู้สึกไม่มีพลังเลย

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการ คุณเรียนรู้อะไรบ้าง

เรียนรู้ว่าทีมงานมีส่วนสำคัญมาก ถึงเราจะมีแนวคิดแนวทางที่ชัดเจนมีสิ่งที่เราต้องการที่ชัดเจน แต่ถ้าเราไม่มีคนหรือไม่มีโอกาส ก็ไม่มีคนเห็น ทำให้รู้ว่าคนเดียวทำไม่ได้ ทีมงานทีมเวิร์คของคนที่อาจจะมีพลังมากกว่าเรา มีโอกาสมากกว่าเราหรืออะไรอย่างนี้ กับสิ่งที่เขาให้เราเนี่ยมันยิ่งใหญ่ แล้วมันเป็นสิ่งที่ถ้าเราไปคนเดียวก็ไม่น่าจะได้ อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกต้องอาศัยทีมเวิร์คและแฟนเพลงด้วยเช่นกัน แฟนเพลงก็สำคัญมากที่จะช่วยให้คนเห็นเรามากขึ้น 

และในฐานะของศิลปินคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนวงการเพลงไทย ในอนาคตอยากให้วงการเพลงไทยเป็นแบบไหน

เอาจริงๆ เราไปเจอคอมเมนต์หนึ่งเขาบอกว่า เพลงเราเป็นเพลงเพื่อชีวิตยุค 2021 ก็เลยคิดตามว่า ก็จริงนะ ก็เพื่อชีวิตจริงๆ อะ บางคนอาจจะติดว่าเพลงเพื่อชีวิตต้องคาราบาวเท่านั้น นึกออกไหม แต่จริงๆ มันคือเพลงที่ทำให้คนรู้สึกอะไรบางอย่าง อยากให้มีเพลงอะไรแบบนี้อีกเยอะขึ้น ไม่ต้องเกี่ยวกับรักๆ เลิกๆ หลงๆ เยอะขนาดนั้น 

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า