fbpx

STECH – ผู้จำหน่ายคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่ของประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า STEC

เปิดตัว IPO น้องใหม่มาแรง ซึ่งเป็นหุ้นที่ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่าง บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหุ้นว่า STECH ซึ่งได้เปิดการซื้อขายวันแรก 23 กรกฎาคม 2564 อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ประเภทวัสดุก่อสร้าง โดยเริ่มเปิดตัวช่วงเช้ากันแล้วอยู่ที่ 3.54 บาท ราคาเหนือจอง 27.33% ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.76 บาท จากราคา IPO อยู่ที่ 2.78 บาท ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุน คงได้ทราบกันดีแล้วว่า STECH ได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับคอนกรีตรายใหญ่ของประเทศนั้น ก่อนก้าวสู่เป็นคอนกรีตรายใหญ่ของประเทศ มาเล่าถึงความเป็นมาและเป้าหมายที่สำคัญของ STECH ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จัก STECH

บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยผู้ก่อตั้งคุณวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เห็นโอกาสความต้องการในการใช้คอนกรีตอัดแรงจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินกิจการโรงงานแห่งแรกที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี มีกำลังการผลิตเริ่มแรก 87,000 ลูกบาศก์เมตร/ปี 

ต่อมาในปี 2545 – 2551 STECH ได้ขยายสาขาต่างๆไปยังภูมิภาคต่างจังหวัดทั่วประเทศเพื่อขยายกำลังการผลิต เพิ่มศักยภาพในการขนส่งผลิตภัณฑ์ ตลอดจนครอบคลุมพื้นที่การให้บริการลูกค้ามากขึ้น 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 35,000,000 บาท เป็น 521,000,000 บาท ในการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงชั้นนำของประเทศ เพิ่มขึดความสามารถในด้านต่างๆ เพื่อให้บริษัทให้มั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

ต่อมาในปี 2559 STECH ได้เพิ่มขยายเพิ่มอีก 1 สาขา จัดตั้งที่ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงงานผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงแห่งที่ 9 

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าก้าวสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน

STECH เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปโดยใช้เครื่องหมายการค้า STEC ได้แก่ เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เสาไฟฟ้าคอนกรีตอัดแรง และผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงต่างๆ ให้แก่ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ตลอดจนการให้บริการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการตอกเสาเข็ม อีกทั้ง บริษัทฯ ยังเป็นผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯประสบการณ์ ได้แก่ งานติดตั้งระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 kV และงานออกแบบจัดหาพร้อมติดตั้งเคเบิลใยแก้วนำแสง 

สำหรับเป้าหมายในการระดมทุนของ STECH คือจะนำไปใช้ขยายธุรกิจเสาคอนกรีตอัดแรง ประมาณ 308 ล้านบาท รวมทั้ง นำไปใช้โครงการต่างๆ ของบริษัท ในช่วงปี 2564 – 2566 ได้แก่ โครงการก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดชลบุรี สาขา 2 ประมาณ 58 ล้านบาท ภายในปี 2564 โครงการขยายกำลังการผลิตโรงงานดอนพุด 45 ล้านบาท ภายในปี 2565 โครงการก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดมุกดาหาร 80 ล้านบาท ภายในปี 2566 โครงการซื้อรถขนส่งผลิตภัณฑ์คอนกรีต 50 ล้านบาท ภายในปี 2564 และโครงการซื้อเครื่องกดกันสั่นสะเทือน 65 ล้านบาท ภายในปี 2564 และโครงการพัฒนาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 10 ล้านบาท ใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงิน 220 ล้านบาท ภายในปี 2564 และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ 22.32 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโต และต้นทุนทางการการเงินที่ลดลง

ผลประกอบการที่ผ่านมาของ STECH

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของบริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2561 – 2563 โดยมีรายได้รวมจากจากการขายและให้บริการ 1,616.40 ล้านบาท 1,652.69 ล้านบาท และ 1,442.59 ล้านบาท ตามลำดับ และในงวด 3 เดือนแรกของปี 2563 – 2564 จำนวน 375.13 ล้านบาท และ 393.78 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งสามารถจำแนกเป็น รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เสาไฟฟ้าคอนกรีตอัดแรงและ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประกอบเสาไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์คานสะพานและพื้นสะพานคอนกรีตอัดแรง เสาเข็มสปัน ผลิตภัณฑ์คอนกรีต อื่นๆ และการให้บริการเคลื่อนย้ายและตอกเสาเข็ม โดยในปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้จากจากการขายและให้บริการเพิ่มขึ้นจำนวน 36.39 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง สำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากจากการขายและ ให้บริการเพิ่มขึ้นจำนวน 18.65 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุ หลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับงาน โครงการใหม่หลายโครงการ เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณบ้านโพสะ หมู่ที่ 1 – หมู่ที่ 2 ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น 

รายได้จากงานก่อสร้างโครงการเป็นรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการรับเหมาก่อสร้าง โดยลักษณะของงานรับเหมาของบริษัทฯ ได้แก่ งานสะพาน งานเข็มเขื่อน และงานระบบสายส่งไฟฟ้า ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยในปี 2561 -2563 บริษัทฯ มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการเป็นจำนวน 163.52 ล้านบาท 35.76 ล้านบาท และ 90.34 ล้านบาท ตามลำดับ และในงวด 3 เดือนแรกของปี 2563 จำนวน 33.41 ล้านบาท และในงวด 3 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ ไม่มีรายได้จากธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้าง โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้รับแจ้งจากกฟภ.ว่าเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการสายส่งแรงสูง 115 kV โครงการหนึ่ง และอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อลงนามในสัญญาว่าจ้างต่อไป ทั้งนี้ งานโครงการสายส่งแรงสูง 115 kV ดังกล่าว มีแผนจะเริ่มงานภายในไตรมาส 3 ของปี 2564 โดยมีระยะเวลาการทำงาน 1 ปี

รายได้จากค่าใช้จ่ายในการขาย ในปี 2561 – 2563 จำนวน 19.79 ล้านบาท 22.37 ล้านบาท และ 20.42 ล้านบาท ตามลำดับ และในงวด 3 เดือนแรกของปี 2563 –2564 จำนวน 5.72 ล้านบาท และ 4.46 ล้านบาท ตามลำดับ โดยบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน
ค่านายหน้า ค่าใช้จ่ายการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น

รายได้จากค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในปี 2561 – 2563 จำนวน 156.50 ล้านบาท 187.26 ล้านบาท และ 129.17 ล้านบาท ตามลำดับ และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารในงวด 3  เดือนแรกของปี 2563 – 2564 จำนวน 33.89 ล้านบาท และ 27.26 ล้านบาท ตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารสามารถจำแนกออกเป็น ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงานเป็นค่าใช้จ่ายหลักของค่าใช้จ่ายในการบริหาร

STECH มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 725 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 521.5 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 203.5 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้น IPO ในราคาหุ้นละ 2.78 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 565.73 ล้านบาท และการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO อยู่ที่ 14.14 เท่า โดยมีบริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเชอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจำหน่าย

สำหรับราคาปิดตลาดของหุ้น STECH วันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดที่ราคา 3.28 บาท เพิ่มขึ้นจากราคา IPO 0.50 บาท หรือ 17.99% โดยทันทีที่เปิดซื้อขาย STECH ทำราคาเปิดตลาดในวันดังกล่าวขึ้นไปที่ 3.58 บาท และทำราคาสูงสุดไว้ที่ 3.72 บาท ก่อนที่จะลงและปิดตลาดไปที่ 3.28 บาท


ที่มา:

www.set.or.th
www.settrade.com
http://www.stec.co.th/
https://www.efinancethai.com/ipo/IpoCornerMain.aspx?release=y&name=IPO_STECH
https://thestandard.co/ipo-stech-introduce/
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/950557
https://www.matichon.co.th/economy/news_2788451
https://www.prachachat.net/finance/news-596011

Writer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า