fbpx

“เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้ดีที่สุด” บทเรียน 30 ปีในฐานะนักแสดงของหยาดทิพย์ ราชปาล

หยาดทิพย์ ราชปาล ยึด “นักแสดง” เป็นอาชีพหลักมา 30 ปีแล้ว

อ่านไม่ผิด 30 ปีจริงๆ

เธอเข้าวงการแต่เล็กแต่น้อย วิ่งเล่นในกองถ่ายละครในฐานะดาราเด็กตั้งแต่ 5 ขวบ จนลากยาวมาถึงวัยรุ่น วัยทำงาน ถึงวันที่เธอเป็นคุณแม่ของน้องเมญ่า ลูกสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มที่เป็นดั่งลมหายใจของเธอ

เธอก็ยังยึดอาชีพนักแสดงเป็นหลักอยู่ดี

ไม่ต้องถามว่าอะไรที่ยึดโยงให้เธอยังทำงานนี้อยู่ได้อย่างแข็งขัน แข็งแรง และมั่นคง เราเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะมันคืองานที่เธอตั้งใจกับมันมากๆ ถึงขนาดที่เธออยากเล่นบทร้ายโดยสมัครใจเอง เพราะอยากพิสูจน์ว่าเธอจะทะยานไปได้จนถึงจุดไหน

และมันก็ได้ผล เพราะไม่ว่าจะบทแบบไหน เธอก็เอาอยู่หมด

เราเจอเธอในชุดสีแดงที่ตัดกับเฉดโทนของบริเวณ RS Group Building ไปหมด เธอโดดเด่นอย่างสง่างามในเดรสสีสดในวันที่เธอพบพี่ๆ สื่อเพื่อพีอาร์ละครศีรษะมาร ที่เป็นความบังเอิญราวจับวาง เพราะเธอเคยเล่นละครเรื่องนี้ทั้งสองเวอร์ชั่นในบทเดียวกันนั่นคือ “ปี๋”

แต่ต่างเพียงแค่ช่วงวัยเท่านั้น

ยิ่งบังเอิญอีกที่เรากำลังจะได้คุยกับเธอถึงประสบการณ์ 30 ปี และบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากอาชีพเดียวในชีวิตของเธอที่ไม่ว่าเธอจะตอบคำถามเกี่ยวกับการแสดงกี่ข้อต่อกี่ข้อ

เธอยังยืนยันหนักแน่นตามเคย หน้าที่ของนักแสดง ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้คุณเกือบได้เล่นเลือดกากีแล้ว แต่คุณต้องถอนตัวเพราะอาการป่วยหลังติดโควิด คุณเสียดายขนาดไหน

จริงๆ ก็เสียดายค่ะ เสียดายมากด้วยตัวบทที่ดีมาก และตอนนั้นก็คือเลือดกากีค่อนข้างต่างจากเรื่องศีรษะมารพอสมควร ชัดเจนเลยก็คือบทก็แตกต่างและน่าเล่น แต่ว่าปัญหาเรื่องสุขภาพจริงๆ ตอนนั้น คือเราก็รู้ว่าถ้าเราไปทำงานแล้วเราไม่เต็มที่ เราก็ไม่อยากที่จะทำให้คนอื่นเขาเสียเวลา พอช่วงนั้นเป็น Long Covid แล้วร่างกายจะชอบมีผื่นขึ้น เป็นผื่นแดงๆ เป็นๆ หายๆ ทุกวันเลย ตอนนั้นก็รักษามา 3-4 เดือนแล้วก่อนที่จะหายดีมาถึงตอนนี้ ก็พึ่งจะหายแล้วเขาจะปิดกล้องพอดี ก็โชคดีที่เราไม่ได้ทำให้คนอื่นเสียเวลา

ซึ่งถ้าพูดถึงศีรษะมารเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ (2536) คุณได้เป็นส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน

หยาดเล่นเรื่องนั้นด้วย หยาดเล่นเป็นปี๋ตอนเด็ก แต่ไม่ได้ดูตอนนั้นยังเด็กไปตอนนั้น 6 ขวบ ก็เลยไม่ได้ดู แต่พอมารับเล่นเรื่องนี้ก็เลยต้องย้อนกลับไปเปิดยูทูปดูบ้างประมาณ 2-3 ตอน แต่ไม่ได้ดูต่อยาว เพราะว่าศีรษะมารเวอร์ชันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงบทละครที่ให้มันทันสมัยกับเทคโนโลยีตอนนี้มากขึ้น 

คุณก็ไม่ได้คิดหรอกว่า ข้ามเวลามาเกือบ 30 ปีคุณก็จะได้มาเล่นละครเรื่องที่เคยเล่น แต่เป็นบทที่ต่างออกไป

ใช่ คือเล่นเป็นตัวเดิมด้วย แต่ตอนนั้นเป็นตอนเด็ก แต่ตอนนี้เป็นบทเดิมแต่เป็นตอนโต ก็คือไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกชอบในบทตรงนี้ แล้วก็จริงๆ รักตัวละครตัวนี้นะคะ ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด

อะไรทำให้คุณรักตัวละคร “ปี๋”

หยาดรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่น่าสงสาร ในเรื่องเขาน่าสงสารนะ มีภูมิหลังว่าทำไมชีวิตเขาถึงได้เป็นแบบนี้ เขาก็เป็นคนเข้มแข็ง แล้วก็ต่อสู้กับอะไรมาเยอะ แล้วก็เป็นคนที่โชคร้ายกับโชคชะตาชีวิต ชีวิตกำลังไปได้ดีทุกอย่างแต่อยู่ดีๆ คือ รถคว่ำเสียชีวิต มันค่อนข้างจะเป็นคนที่ผ่านวิกฤต หยาดก็เลยค่อนข้างจะรู้สึกอินกับตัวละครตัวนี้ว่า มันมีความสมจริงสมจังที่ทำไมเขาถึงกลายเป็นผีหัวขาดที่ไม่ยอมตาย 

ชอบอะไรที่สุดในการเล่นละครเรื่องนี้

ชอบที่ได้เล่นเป็นผีหัวขาด เพราะว่าไม่เคยเล่นบทแบบนี้มาก่อน พอไปเล่นแต่ละครั้งมันก็เหมือนจะสนุกทุกครั้งแบบ เฮ้ย มันจะถ่ายยังไงวะเนี่ย คือกล้องจะถ่ายยังไงให้เรามีแต่หัว เราก็ต้องมาจินตนาการว่าแล้วสมมติฉากนี้คือหัวมันไม่ได้ลอยได้เฉยๆ หัวมันไปอีกมิตินึง ในการแบบแสดงความรู้สึกอารมณ์ทุกอย่างจะทำยังไง หรือว่าฉากในการต่อหัวกับการเย็บหัวเขาจะถ่ายยังไง แล้วเขาจะมีวิธีถ่ายที่แบบ คิดได้ไง เพราะเขาจะมีทีม CG ทีมถ่ายทำของเขาซึ่งเก่งมาก เพราะมันต้องเป็นหัวหยาดลอยขึ้นมาจากพื้นบ้านไง แล้วคือหยาดต้องเล่นเอง แล้วหยาดจะเอาตัวหยาดไปไว้ตรงไหน คือเขาก็จะมีวิธีคือให้หยาดนอน แล้วก็ให้หยาดหัวตั้งขึ้นมาเหมือนเต่ ามันก็แปลกดีแล้วก็ตื่นเต้น สนุกทุกวันที่ไปถ่าย

ช่วยอธิบายความรู้สึกของนักแสดงที่กำลังรอดูละครตัวเองฉายเป็นวันแรกให้ฟังหน่อย

ตื่นเต้นมากจริงๆ แล้วก็เรื่องนี้กระแสหลังจากที่เขาปล่อยออกมาว่าเขาจะฉาย คนรอดูเยอะมากเลยนะ ด้วยแบบเพื่อนของหยาดหรือคนอื่นๆ ส่งข้อความมาเต็มไปหมดว่าอยากดู หรือบางคนก็แบบ ไม่กล้าดู หยาดก็เลยรู้สึกว่าคนรอดูเยอะ และก็รู้สึกว่าหยาดเล่นเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าเราเต็มที่กับมันมาก แบบระยะเวลาเป็นปีเลย เราก็รู้สึกว่าเราตื่นเต้น คือเราอยากเห็นตัวเองว่าตอนหัวขาดเราเป็นยังไง หน้าตาเราเป็นยังไง เราน่ากลัวขนาดไหน แล้วเราแสดงสีหน้าได้ดีขนาดไหน เพราะว่าหยาดไม่สามารถใช้ร่างกายในการเล่นละครได้ คือหยาดใช้ได้แค่หัวที่ต้องแสดงความรู้สึกออกมาทั้งหมด คือได้แค่นี้เลย ตอนที่เหลือแต่หัวมันก็เลยยากมากแค่จะขยับหน้าก็ไม่ได้เพราะหัวมันต้องถูกสต๊าฟไว้ หยาดก็ว่ามันท้าทาย มันก็เลยแบบตื่นเต้น วันนี้เลยอยากดู อยากดูมากเลย

อย่างตอนนี้คุณเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์แบบไม่มีสังกัด แตกต่างจากตอนเป็นนักแสดงมีสังกัดยังไงบ้าง

มันก็ต่างเช่นฟรีแลนซ์ก็จะมีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างได้ 100 เปอร์เซนต์ ด้วยตัวเราเอง ก็ได้หรือว่าเราจะในการเลือกรับบทบาท มันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราคนเดียว ก็น่าจะเป็นตรงนั้นที่แตกต่าง

ซึ่งมันเอื้อให้คุณได้ลองเล่นในบทที่ไม่เคยเล่น หรือได้เล่นในสิ่งที่มันท้าทายมากด้วยใช่มั้ย

จริงๆ มันก็ตอนที่เรายังไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์มันก็มีอะไรท้าทายให้เราเล่น เพียงแต่ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์แล้วเราก็แค่เลือกว่าอยากจะเล่นเรื่องนี้มั้ย หรือว่าเรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันยังมีความคล้ายเรื่องเดิมบ้าง งั้นเราขอผัดไปก่อน โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกว่าไม่ต้องมากังวลกับอะไร เพราะเราเป็นคนตัดสินใจคนเดียว หรือว่าเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันเป็นเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ ทีมงานใหม่ๆ ผู้กำกับใหม่ๆ ที่เราได้เรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ๆ ซึ่งมันก็ทำให้เราสนุกไปอีกแบบตรงนั้นด้วย

ถ้าให้คะแนนตัวเองเต็ม 10 คุณให้คะแนนตัวเองกับความเต็มที่ในการแสดงขนาดไหน

จริงๆ หยาดก็เต็ม 10 ทุกเรื่องเลยนะ แต่ว่ามันก็มีเรื่องที่เวลาเล่นแล้วมันแบบพีคมาก มันพีคไปแบบพุ่งทะลุอะไรแบบนี้ แต่ถ้าถามความตั้งใจให้เต็มที่ 10 ทุกเรื่องเลย 

มีเรื่องไหนที่คุณคิดว่ามันพีคมาก มันพุ่งมาก มันไปสุดมาก

มีหลายเรื่องเลยค่ะ แต่ถ้าถามว่าเวลาเล่นแล้วรู้สึกว่ามันอินมากจะมีเรื่องแรงเทียน (2562) เรื่องนั้นจะอินมากเพราะว่าเรื่องนั้นเล่นเป็นบทร้าย แต่ว่ามันจะเป็นบทร้ายที่ค่อนข้างเด่นหน่อย เป็นคนเอาแต่ใจ ส่วนใหญ่จะได้เล่นเป็นร้ายโต ช่วงหลังๆ พอมาเล่นเป็นร้ายเด็กแล้วมันต้องแสดงออกมาอีกแบบนึง อันนี้ก็จะพีคมาก แล้วก็จะมีเรื่องนางทาส (2559) ตอนนั้นเล่นเป็นสาลี่ เรื่องนี้บทก็พีคอยู่แล้วซึ่งในบทของสาลี่ก็คือมันทั้งรัก ทั้งโกรธ ทั้งชั่วเลย อะไรไม่รู้ผสมปนเปกัน อันนั้นก็พีค ถ้าเล่นเป็นบทคนดีก็มีบ่วงบาป (2556) ก็เล่นเป็นนางทาสที่โดนกดขี่และน่าสงสาร หนักหน่วงค่ะ

แล้วพอมาชั่งน้ำหนักบทที่คุณได้เล่นที่ผ่านๆ มา คุณได้เล่นบทดีหรือร้ายมากกว่ากัน

หยาดเริ่มเล่นบทร้ายจริงก็น่าจะซัก 28-29 แล้ว นอกนั้นก็บทดีเพราะหยาดเล่นเป็นนางเอกเรื่องแรกตอนอายุ 15 มาถึง 20 กว่าก็ 10 กว่าปี เล่นบทดีค่ะ แต่ก็มีบ้างเรื่องที่เป็นนางเอกนิสัยไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่คนเลวแบบที่ไม่มีสามัญสำนึก

จำวันแรกได้ที่ต้องพลิกมาเล่นบทร้ายได้มั้ย คุณรับมือกับมันยังไง

จริงๆ หยาดชอบมากเลย หยาดได้คุยกับผู้ใหญ่ตลอดว่า หยาดขอเล่นบทร้ายบ้างได้มั้ย ร้ายที่ไม่ใช่นางเอกร้าย คือเป็นนางร้าย ขอเล่นบ้างได้มั้ย เพราะว่าหยาดรู้สึกว่า เล่นนางเอกมาจนบางทีบทมันเริ่มซ้ำๆ บางเรื่องมันก็ต้องเล่นเด็กลงไปเพราะว่ามีพระเอกใหม่เข้ามาที่ต้องมาเล่นคู่กับเรา เราก็รู้สึกแบบไม่มีอะไรแปลกใหม่ท้าทาย ก็เลยพอได้เล่นบทที่ต้องเล่นร้ายจริงๆ ก็ชอบมาก รู้สึกว่ามันตื่นเต้นมันท้าทาย มันเหมือนเวลาไปทำงานมันมีอะไรให้เราแบบเจออะไรใหม่ๆ ให้เราสนุกขึ้น

สมมติว่าได้บทละครมาเป็นเล่มแล้ว ก่อนจะไปเข้าฉาก ทำการบ้านกับบทยังไง 

ถ้าวิธีการทำงานของหยาดคือ หยาดจะอ่านทั้งเรื่อง ทุกตัวอักษรทั้งหมดเลยค่ะ สมมติหยาดได้บทมาเล่มนึง อย่างบางเรื่องจะให้มาครึ่งเรื่องหรือเต็มเรื่อง หยาดจะอ่านทุกตัวอักษรในนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บทนักแสดงคนอื่น ฉากที่เราไม่ได้เล่น ต่อให้ตอนนั้นเราเล่นน้อยแค่ไหนก็จะอ่านให้หมด เพราะต้องการรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร และหลังจากนั้นเราก็จะมาตีความตัวละครของเราว่าตัวนี้ทำไมเขาถึงร้าย เพราะจริงๆ คนเรามันไม่มีใครที่แบบอยู่ๆ ดีแล้วมันร้ายทุกสิ่งทุกอย่าง คนเราเป็นมนุษย์มันก็ต้องมีแบบทำไมถึงร้าย ทำไมถึงสู้อะไรแบบนี้ ก็ตีความตรงนั้นไปพยายามให้เป็นตัวร้ายที่มันมีเหตุผล ไม่ใช่อยู่ดีออกมาแล้วกรี๊ดอย่างเดียว คือคนมันจะกรี๊ดมันต้องมีเหตุผล หยาดต้องการเล่นละครที่มันสมจริงแล้วก็อยากเป็นตัวร้ายที่คนก็ยังสงสาร เพราะว่ามันโดนพระเอกทิ้งไงมันถึงเป็นแบบนี้ อะไรแบบนี้อยากให้มันมีเหตุมีผล ก็จะตีความตัวละครเยอะหน่อย

ความรู้สึกเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมั้ย

จริงๆ ของหยาดมันเป็นเหมือนอัตโนมัติเลยเพราะเล่นมานาน มันเหมือนกับเราได้อ่านนิยายเรื่องใหม่ดีกว่าที่เราสนุก จริงๆ ก่อนจะรับเล่นเราต้องอ่านแล้ว แต่เราอาจจะอ่านเรื่องย่อ แต่พอเราได้อ่านเรื่องจริงๆ เหมือนเราได้อ่านนิยายเรื่องใหม่ มันก็สนุกนะ เพราะหยาดชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว แล้วก็ตีความไปด้วย แต่จะไม่เครียดกับมัน คือพยายามทำให้มันเป็นการที่เราไม่ได้ไปกดดันอะไรมาก

คิดว่าเด็กหญิงหยาดทิพย์ในวัย 5 ขวบเคยฝึกว่าจะยึดอาชีพนักแสดงมาตลอดชีวิตเลยมั้ย

ไม่เคย ไม่เคยคิดเลยตอนเด็ก 5 ขวบ ก็คือไปกองถ่าย ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยค่ะ ไปก็คือแม่อ่านบทให้ฟัง เราก็จำจากแม่อีกทอดนึง แล้วก็รู้สึกแค่ว่าไปกองถ่ายดีจัง ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ แล้วชอบเล่นละครเพราะได้แต่งตัวแปลกๆ ได้แต่งชุดไทย ได้แต่งหน้า แล้วก็ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ ตอนเด็ก ๆ 6-7 ขวบไม่ต้องไปโรงเรียน มันก็สนุกดีที่ได้ไปถ่ายละครก็เลยยาวมาถึงทุกวันนี้เลย 30 ปี

ถ้าดูจากการทำงานในสายงานนึง การยึนระยะได้ 30 ปีแปลว่าคุณต้องเจ๋ง หรือมีบางอย่างที่ทำให้คุณยืนหยัดได้มาถึงขนาดนี้

(หัวเราะ) ขอบคุณมากเลยค่ะ มันก็อาจจะเป็นเหมือนแบบ ไม่รู้เหมือนกันทุกวันนี้ถ้าถามว่าจะไปทำอาชีพอะไร ถ้าเลิกเป็นดาราก็คิดไม่ออกเหมือนกัน เพราะว่าเราก็ทำงานนี้มาครบ 30 ปีพอดีในปีนี้ แล้วก็มันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว แล้วหยาดก็ชอบการทำงานตรงนี้ที่สุด ไปกองถ่ายก็คืออัตโนมัติ มันอาจจะเป็นเพราะว่าทุกเรื่องที่เราถ่ายทำเราตั้งใจเต็มที่มั้งคะ มันก็เลยยังมาต่อได้เรื่อยๆ 

ถ้าวันนี้ให้บอกเสน่ห์ของอาชีพนักแสดงจากคนที่ทำอาชีพนักแสดงมา 30 ปี เสน่ห์ของมันคืออะไร

เสน่ห์ของมันสำหรับหยาดนะ หยาดรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นจากการเล่นละครของเรา อย่างเช่น เราจะไม่มีทางได้ไปเป็นคนที่ต้องแก่งแย่งชิงผู้ชายสักคนนึงกับใครในละครเรื่องนี้ แต่จนถึงขั้นไปทำเรื่องทำราวขนาดนี้เพื่ออะไร แต่พอเราไปเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ มันจะทำให้เราได้รู้นะว่าแบบคนที่เขาทำแบบนี้ เฮ้ยเขามีความรู้สึกนึกคิดยังไง แล้วพอเราเล่นละครมาเยอะๆ เราเล่นหลายบทมาก อย่างบทร้ายที่เล่นมาเยอะบางทีเราเจอคนที่แบบเขาหน้าอย่างหลังอย่างเราดูออกด้วย แววตา สีหน้าเพราะเราเคยเล่นแบบนี้มา ไม่รู้นะสำหรับหยาดเราดูออกนะ หยาดจะรู้สึกว่าตอนที่หยาดต้องทำแบบนี้เราก็เคยทำแบบนี้ การเล่นละครบางทีมันเป็นเหตุเป็นผลอะไรแบบนี้มันก็แปลกดี มันก็สนุกที่เราได้ทำอะไรที่เราไม่ได้ทำในชีวิตจริง

ท่ามกลางคำชม ชื่อเสียง เกียรติยศ รางวัล หรือกำลังใจ สิ่งที่มันเป็นคำชมที่มันเข้ามาในชีวิตของคุณ มันมีผลหรือมีความหมายกับคุณยังไงบ้าง

จริงๆ คำชมก็มีผลนะ มันก็เป็นกำลังใจให้เราทำงานว่า มีคนรอดูเราอยู่นะ อย่างมีบางคนบอกว่า เราดูเรื่องนี้เพราะหยาดเล่นนะ หรือมีคุณป้ามาบอกว่า รอดูนะ เพราะว่าติดตามมาตั้งแต่เด็ก ถ้าเธอเล่นแล้วมันสนุกมากเราก็จะดีใจ อย่างบางคนรอดูเรา เพราะฝีมือการแสดงของเราก็มีเหมือนกันนะ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า อยากทำงานทุกเรื่องให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ให้คนที่เขารอดูไม่ผิดหวัง

เคยคิดอยากเกษียณตัวเองจากงานในวงการบันเทิงมั้ย

เคยคิดเหมือนกันค่ะว่าจะเกษียณมั้ย หรือว่าจะไม่เกษียณก็เคยคิดเหมือนกัน เพราะว่าก็เล่นมานานเหมือนกัน ก็คิดเหมือนกันถ้าไม่เกษียณก็จะเล่นไปอีกนานเลย แต่ว่าไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้นเพราะว่ายังอยากทำงานอยู่ ยังอยากเล่นละครอยู่ตรงนี้ เพราะว่ามันก็เป็นความสุขของเราด้วย ก็เลยยังไม่ได้คิดตอนนี้ อาจจะคิดอีกทีตอนอายุ 40 อาจจะลองคิดอีกนึง แต่ตอนนี้ยังไม่อยากเกษียณ

ถ้าให้สรุปชีวิตในวงการบันเทิง 30 ปีของหยาดทิพย์ ราชปาล เป็นบทเรียนได้ 1 ข้อ การเป็นนักแสดงสอนให้รู้ว่า

เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้ดีที่สุด

จริงๆ การเป็นนักแสดงสอนให้หยาดรู้ว่านักแสดงไม่แตกต่างจากอาชีพอื่นเลย คือสอนสิ่งต่างๆ มากมายเหมือนอาชีพอื่น ๆ การเป็นนักแสดงสำหรับหยาด 30 ปีที่เราจะอยู่ได้มานานขนาดนี้คุณก็ต้องเหมือนอาชีพอื่น เช่น คุณต้องตรงต่อเวลา คุณต้องเต็มที่ต่องานทุกงานที่ได้ทำ คุณต้องมีวินัยมีความอดทน เหนื่อยก็ต้องเหนื่อย สู้ก็ต้องสู้ หรือว่าคุณต้องมีความรับผิดชอบต่องานให้เต็มที่ ใส่ใจกับทุกๆ บทบาท การเป็นนักแสดงสิ่งที่สำคัญที่สุดคุณต้องมีการแสดงนะ หมายถึงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการแสดงไม่ใช่รูปร่างหน้าตา หรือไม่ใช่การใช้โซเชียล แต่ที่สำคัญคือการแสดงของคุณ เพราะว่าอาชีพของเราคือนักแสดง หน้าที่หลักของเราก็คือการแสดงที่มันต้องแสดงให้ดีที่สุด หยาดก็เลยรู้สึกว่า พอเป็นนักแสดงแล้วเราต้องทุ่มเทกับตรงนี้กับการแสดงตรงนี้ เรื่องอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันแต่ให้มันรองลงมา เวลาอยู่ในกองถ่ายสำหรับหยาดคือการแสดงสำคัญที่สุด ก็สอนให้รู้ว่าเราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด มันก็จะทำให้เราอยู่มาได้นานหรือไปได้เรื่อยๆ

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า