fbpx

สัจธรรมและการเติบโตของยุ้ย-จีรนันท์ นักแสดงผู้ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เล่นละครอะไรก็ตีบทแตก

เราต่างรู้ว่ายุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม คือนักแสดงที่ฉกาจฉกรรจ์ในฝีมืออย่างหาตัวจบยาก ซึ่งไม่ว่าเธอจะหยิบจับงานอะไร หรือสวมบทบาทอะไรก็ทำให้ผู้ชมเชื่อ และสื่อสารสิ่งที่ตัวละครต้องการสื่ออกมากได้อย่างคมคายแบบน้อยแต่มาก

ในวันที่เธอย้ายเขตคามจากการเป็นนักแสดงสังกัดช่อง มาสู่การเป็นนักแสดงอิสระอย่างเต็มตัว เราจึงได้เห็นยุ้ยในบทบาทที่หลากหลายขึ้น แต่ในความท้าทายต่อการผจญภัยในโลกการแสดงใบใหม่ น่าแปลกที่ตลอดการสัมภาษณ์ นักแสดงสาวตรงหน้ายืนยันกับเราอย่างตรงไปตรงมา

ว่าเธอเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง และเคยทำงานหนักจนเสียน้ำตามาแล้ว

เราพบเธอตามคิวที่ช่อง 8 จัดสรรให้ เพราะร่านดอกงิ้ว ละครสุดร้อนแรงที่เธอทุ่มสุดตัวกำลังออกฉาย นักแสดงตรงหน้าบอกเราว่า ต่อให้ชื่อละครจะร้อนแรงจนได้ยินชื่อแล้วอาจตกใจ หรือตัวอย่างที่ใครหลายคนดูแล้วต้องเอามือทาบอก แต่ละครกำลังจะสอนว่าผู้หญิงร่านต่างมีความน่าสงสาร และเหตุผลที่เธอต้องเป็นแบบนั้น

บทสนทนานับจากย่อหน้าด้านล่างนี้ไปจึงว่าด้วย “หลังบ้าน” การเป็นนักแสดงในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งเธอผ่านเรื่องราวในทุกห้วงอารมณ์ ทั้งการตั้งคำถามกับตัวเอง ความเหนื่อยยาก ความสุข และโอกาสที่ได้รับจากผู้จ้าง ผู้จัด ผู้ชม รวมถึงบทเรียนที่เธอได้รับในอาชีพแม่ค้าที่เธอเติบโตมา

อีกทั้งการใช้ชีวิตในวงการบันเทิงที่ต้องรับมือกับดอกไม้ ก้อนหิน การเผชิญทุกความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้าใส่

และกำลังใจชั้นดีที่เธอได้รับตลอดอายุงานที่ผ่านมา

Scene 1
บ้านในจังหวัดสระบุรี / ภายนอก / กลางวัน

“บ้านเราเป็นบ้านฐานะกลางๆ มากกว่า ก็ไม่ได้ถึงกับลำบาก เพราะว่าจริงๆ แล้วพ่อแม่ของยุ้ยแยกทางกันตั้งแต่ยุ้ยยังเด็ก ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ ตั้งแต่จำความได้ ก็อยู่กับตายายแล้วแต่ก็ไม่ได้ลำบาก เพราะตาเองก็ทำงานโรงปูน ซึ่งก็ได้เงินเดือนเยอะในสมัยก่อน 

“เราก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ตากับยายก็เลี้ยงมาด้วยความสุขสบายนั่นละ เพียงแต่ว่ายุ้ยเองล่ะเป็นเด็กที่มีความคิดตั้งแต่เด็ก นี่ไม่ได้ชมตัวเองนะคะ (หัวเราะ) เรามีความรู้สึกว่าในเมื่อพ่อแม่เราเลิกกัน แล้วยุ้ยเป็นคนที่รักตากับยายมาก รักจนมันทำให้เราคิดดีไปหมดเลย ยิ่งพ่อแม่เราเลิกกัน คนจะต้องดูถูกครอบครัวเรา คนจะต้องมองว่าเราจะต้องเป็นเด็กมีปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นฉันจะต้องดีให้ได้ จะทำให้ใครมาว่าพ่อแม่ ตากับยายว่าเราเป็นเด็กไม่ดี เลี้ยงมาไม่ดีหรือมีปัญหา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กยุ้ยจะขยัน พยายามทำยังไงก็ได้ให้ตากับยายไม่เครียดกับเรา ไม่ต้องทุกข์ใจกับเรา ตั้งแต่เด็กช่วง ป.3-4 ขยันมาก รับจ้างทำทุกอย่าง เย็บชายกระโปรงตัวละ 3 บาท 5 บาท ขายของช่วงปิดเทอม แม้กระทั่งรับจ้างถูบ้าน คือเอาหมด ทำทุกอย่างที่ให้ได้เงิน

“พอเราโตขึ้น การกระทำหรืออะไรก็เปลี่ยน เรากลายเป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาดี ก็มีแมวมองมาพาไปประกวดนู่นนี่นั่น แล้วก็ได้รางวัลมาทุกเวทีเลย ประกวด 30 เวทีก็คือได้มา 30 เวทีเลย แล้วได้ที่ 1 ทุกเวที ได้ที่ 1 คู่กับขวัญใจช่างภาพ ขวัญใจสื่อมวลชน เริ่มมั่นใจมากขึ้น ก็อยากเป็นดารา คิดว่าเป็นดาราต้องได้เงินเยอะแน่เลย นั่นคือความคิดของเด็กสมัยก่อน ยุ้ยก็เป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่คิดว่าเป็นดาราต้องได้เงินเยอะแน่เลย ตากับยายฉันสบายแน่

Scene 2
เวทีประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล / ภายใน / กลางคืน

“เวลาไปประกวด ยุ้ยจะเป็นเหมือนนางงามเดินสายประกวด ก็จะมีพี่เลี้ยงที่เป็นกะเทย เขาก็จะมีคุยกันในกลุ่มว่า เวทีนี้ยุ้ยไปหรือเปล่า ถ้ายุ้ยไป เขาไม่เอาเด็กไปนะ คือมันไป มันก็กวาดทุกเวที ทั้งๆ ที่ยุ้ยบอกได้เลยว่ายุ้ยไม่เคยมีเส้นเลยนะ บางทีตั้งใจจะไปเอาเงินสปอนเซอร์ด้วยซ้ำ สปอนเซอร์ได้ 3 หมื่นนะ ที่เหลือเราก็ได้ค่าจ้าง แต่ไปก็ได้ไง เวทีสมัยก่อนได้ 5-6 หมื่นหรือแสน ถือว่าไม่น้อยนะ เยอะมาก แล้วยุ้ยก็ไปเวทีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงดัชชี่ฯ ที่ถือว่าใหญ่สุดในประเทศแล้ว

“ความคิดตอนนั้นคือถ้าเป็นดาราปุ๊บ จะเลี้ยงตากับยาย จะไม่ให้แม่ทำงานแล้ว แม่เรา ตากับยายเราจะต้องสบายที่สุดก็ไต่เต้า ทำทุกอย่าง เข้าประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ด้วยความพยายาม ด้วยดวง และด้วยความกตัญญู ยุ้ยเชื่อว่ามันทำให้ยุ้ยประสบความสำเร็จ ยุ้ยก็ได้ตำแหน่งฯ ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะได้ เราดูเป็นต่างจังหวัด เสร่อๆ กว่าใครเขาเลย

“คือเรารู้ตัวเลยนะว่าความสามารถก็สู้อะไรเขาไม่ได้ แต่ยุ้ยบอกได้เลยว่ายุ้ยมากับดวง มากับความเชื่อเรื่องพวกนี้ ด้วยความกตัญญู ด้วยจิตใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อแม่ เพื่อยาย เลยทำให้ยุ้ยโชคดีไปซะทุกอย่าง 

“พอประกวดเสร็จ ได้เป็นดาราแน่นอน ต่อให้ไม่ได้เป็นที่ 1 ยุ้ยติด 1 ใน 7 ของดัชชี่ทีม ก็ได้เป็นดาราแน่นอน ก็โชคดี ได้อันดับ 1 ได้ปุ๊บ ลงเวทีมาปุ๊บได้เซ็นสัญญากับช่อง 7 ภายใน 1-2 อาทิตย์หลังประกวดจบ แล้วก็ได้เปิดละครและเป็นนางเอกเรื่องแรกเลย คือชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตั้งตัวไม่ทัน”

Scene 3
กองถ่ายละครคมพยาบาท / ภายใน / กลางคืน

“ไปถ่ายละครคมพยาบาท (2544-รับบท น้อย) ซึ่งเป็นเรื่องแรก ก็เจอพี่อั้ม (พัชราภา ไชยเชื้อ) พี่วี (วีรภาพ สุภาพไพบูลย์) พี่หมวย (สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์) เจอนักแสดงชั้นนำหลายคนเลย เครียดมาก วันที่ถ่ายวันแรกกินยาไทลินอลไป 6 เม็ดน่ะ มื้อละ 2 เม็ด มันไม่ไหวไง ปวดหัว เครียด ร้องไห้ เล่นไม่ได้ เจออารุจน์ (รณภพ-สุรินทร์ เจริญปุระ) เป็นผู้กำกับ ก็ตื่นเต้น เครียดไปหมด ก็บอกกับตัวเองเสมอว่า เฮ้ย กว่าเราจะมาถึงจุดนี้ มันเป็นจุดที่เราฝันไม่ใช่เหรอ เราอยากอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ ในเมื่อวันนี้มันมาถึงแล้ว แล้วมามากกว่าที่เราฝันด้วยซ้ำ เราต้องทำมันให้ได้สิ และต้องทำให้ดีที่สุด นึกถึงหน้าแม่ หน้าตากับยาย มันก็เป็นพลังที่ทำให้เราทำได้หมด จากเด็กที่ไม่เคยเล่นละครมาก่อน เรียนการแสดงก็ไม่ได้เรียน มันก็ไปได้

“แต่ยุ้ยไม่กล้ากลับไปดูเลยค่ะ อาย (หัวเราะ) ทุกวันนี้มีคลิปใน TikTok เยอะมาก ตลกน่ะ แต่ก็น่ารักดี”

Scene 4
กองถ่ายละครนางทาส / ภายนอก / กลางวัน

“คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์-อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด) คือ 99 เปอร์เซ็นต์เลยที่ทำให้ยุ้ยมีวันนี้ ต้องบอกว่าคุณแดงทำให้มียุ้ย จีรนันท์ในวันนี้เลย ยุ้ยจะไม่มีวันนี้ได้ถ้าคุณแดงไม่เข้าไปเจอ วันนั้นไปกัน 14 คน คุณแดงชอบยุ้ยคนเดียว ยุ้ยน่าจะเป็นคนที่หน้าตรงใจคุณแดง คุณแดงจะชอบหน้าอย่างยุ้ย นุ่น (วรนุช ภิรมย์ภักดี) อั้ม หน้าเขาจะสไตล์แบบนี้ ไม่ต้องทำศัลยกรรม ธรรมชาติเลย ยุ้ยไปทำฟันยังโดนดุเลย ‘ฉันเคยสั่งให้เธอไปทำอะไรเหรอ’ ‘เธอมาเป็นนางเอกช่อง 7 ได้นี่ พี่เคยสั่งให้ยุ้ยทำอะไรเหรอ’ 

“การทำงานกับคุณแดงก็เชื่อฟัง ไม่ดื้อ คุณแดงบอกยังไงก็ตามนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มั่นใจ ไม่กล้า ในเมื่อคุณแดงมองเห็น ยุ้ยก็มั่นใจในตัวคุณแดงน่ะ ยุ้ยมีวันนี้ได้ก็เพราะคุณแดง เพราะฉะนั้นคุณแดงเป็นคนปั้นยุ้ยมา แสดงว่าสิ่งที่คุณแดงเห็น มันมีอยู่ในตัวยุ้ย แต่ยุ้ยอาจจะไม่รู้ก็ได้ 

“อย่างตอนที่ยุ้ยต้องมาเล่นนางทาส (2551-รับบท สาลี่) ไม่มีใครมั่นใจในตัวยุ้ยเลย ผู้ใหญ่หลายๆ คนมองไม่เห็นและไม่คิดว่ายุ้ยจะทำได้ ยุ้ยเล่นเป็นนางเอกมาเป็นสิบเรื่อง แล้วนางทาสเป็นเรื่องแรกที่ต้องพลิกเป็นร้ายไปเลย แล้วไม่ใช่ร้ายสวยๆ แต่เป็นร้ายตบตีถีบด่า ขึ้นกูมึง ทุกคนแม้กระทั่งอาดาว​ (ดวงดาว จารุจินดา) เอง ยังบอกยุ้ยว่ายุ้ยทำไม่ได้หรอก ตายุ้ยน่าสงสารจะตาย เสียงยุ้ยก็เนิบๆ ทุกคนพูดจนยุ้ยก็สงสัยตัวเองว่าคงจะเล่นไม่ได้ แม้กระทั่งผู้จัดเองก็ไม่กล้าจะโทรมาให้ยุ้ยไปเล่น คือถ้าให้เล่นเป็นนางเอก ยุ้ยไม่ต้องตัดสินใจอะไรเลย ยุ้ยดีใจด้วยซ้ำที่ได้เล่น แต่พอเล่นร้ายเรื่องนั้นเรื่องแรก แล้วเป็นการพลิกบทบาทสุดขั้วในตัวยุ้ย ถ่ายทำครั้งแรกคือเครียดมาก มันต้องร้ายจริงๆ พอยุ้ยแผ่วปุ๊บ ตายุ้ยก็จะเศร้าทันที เสียงยุ้ยก็จะน่าสงสารทันที เพราะฉะนั้นตาต้องจิก มีโฟกัสตลอดเวลา ไม่สามารถหลุดได้เลย

“ตอนคุณแดงยกหูโทรหายุ้ย เพราะเขารู้ว่ายุ้ยเครียดมาก ยุ้ยจะไม่เล่น แต่คุณแดงบอกว่า ‘พี่เชื่อว่ายุ้ยทำได้ พี่เห็นบางสิ่งบางอย่างในแววตายุ้ย’ ในเมื่อคุณแดงพูดแบบนี้ ยุ้ยจะทำให้ดีที่สุด แล้วยุ้ยก็พูดกับตัวเองว่ายุ้ยจะทำให้เต็มที่ ไปสุดเหมือนกัน แล้วมันก็ประสบความสำเร็จสุดๆ วันที่ยุ้ยได้รับรางวัล Asian Television Awards (รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ปี 2008) ที่สิงคโปร์ ยุ้ยลงเวทีมา คนแรกที่ยุ้ยโทรหาคือคุณแดง ยุ้ยบอกคุณแดงว่ายุ้ยมีวันนี้ได้เพราะคุณแดง คุณแดงบอกว่าไม่จริงหรอก มันคือฝีมือของยุ้ย ยุ้ยเป็นเด็กดี ตั้งใจ

“คุณแดงปั้นยุ้ยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละคร การเปลี่ยนบทบาท อะไรที่ยุ้ยไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่คิดว่ายุ้ยทำได้ คุณแดงมองเห็นทุกอย่างในตัวยุ้ยแล้วดึงออกมาใช้ได้จนหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่ายุ้ยจะเป็นนางเอก นางร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ มาจากการปั้นของคุณแดงโดยตรง”

Scene 5
กองถ่ายรายการคลับสุขภาพ / ภายใน / กลางวัน

“ที่ได้เป็นพิธีกรก็เพราะคุณแดงนั่นแหละ (หัวเราะ) คุณแดงเป็นคนเลือกให้ทุกอย่าง แต่ว่ายุ้ยก็ชอบนะ ดีใจด้วยซ้ำที่คุณแดงอยากให้ไปเป็นพิธีกร คือยุ้ยเป็นคนที่พูดเหน่อ ยุ้ยต้องไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ให้คุณแดงฟังวันละครั้ง อ่านจนหายพูดเหน่อ เมื่อก่อนพูด ร.เรือ ไม่ได้ ตอนนี้ก็พูดได้ พูดจาฉะฉาน

“แล้วคุณแดงก็เอายุ้ยไปสอบใบผู้ประกาศฯ ซึ่งมันยากมากเลยนะ เพราะจะมีคณะกรรมการหลายคน แล้วยุ้ยต้องอ่านข่าว แล้วต้องอ่านข่าวพระราชสำนัก อ่านทุกอย่างที่เขาเอามาให้  ตื่นเต้นมาก ใจจะระเบิด แล้วกรรมการ 11 คน ยุ้ยก็สงสัยว่าเขาสอบกันกี่รอบ ไปถามคนโน้นคนนี้ บางคนสอบหลายรอบมากกว่าจะผ่าน เราสอบรอบเดียวผ่านคือดีใจมาก ใบผู้ประกาศคือขึ้นหิ้งเลย (หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ทำอะไรเลยนะ อย่างน้อยมันคือประสบการณ์ของเราเอง เราพูดเก่ง อย่างวันนี้ต่อให้เราไป เป็นพิธีกรหรืออะไร มันเป็นความรู้ติดตัวเราไปจนตาย ซึ่งก็ยากมากสำหรับหลายๆ คน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแดงภาคภูมิใจในตัวยุ้ย แล้วยุ้ยก็ได้มาเป็นพิธีกร ซึ่งก็เป็นมาตั้ง 7-8 ปีสำหรับคลับสุขภาพ อยู่มายาวนานมาก ตั้งแต่ยุ้ยเด็กน่ะจนยุ้ยโต

“จริงๆ แล้ว รายการนี้เขาเลือกยุ้ย ยุ้ยก็ดีใจมาก รายการนี้เป็นรายการที่มีประโยชน์ แล้วก็เป็นรายการที่มีความสุขนะ ได้สัมภาษณ์ ได้คุยกับคุณหมอ เสร็จปุ๊บ ได้ทำอาหารที่มีประโยชน์ แล้วยุ้ยได้เอาอาหารพวกนี้ไปทำที่บ้าน อะไรที่ไม่เคยรู้เคล็ดลับมาก่อน ก็ได้เอาไปทำให้ยายทาน แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพเลย ตัวเองก็ได้มีความรู้เพิ่มขึ้นมากๆ ได้เจอผู้ป่วยที่เขามีวิธีการดูแลนู่นนี่นั่น แล้วตัวยุ้ยก็ได้เอาไปแนะนำให้คนที่เรารู้จักเยอะแยะมากมายไปหมด 8 ปีนั้นยุ้ยบอกได้เลยว่า ทำคลับสุขภาพ ยุ้ยมีประสบการณ์ที่ดีมาก ตอนที่รายการจะไป ใจหายมาก แบบร้องไห้เลย คือมันก็ใจหายนะ มันถือเป็นครึ่งของชีวิตการทำงานเราเหมือนกัน อยู่มา 8 ปีได้น่ะ”

Scene 6
หน้ากระจก / ภายใน / กลางคืน

“ทำไมถึงเลือกออกมาเป็นนักแสดงอิสระ? เพราะว่ายุ้ยโตขึ้น อีกอย่างยุ้ยคงจะเล่นบทนางเอกใสๆ แก่นแก้วแบบลูกสาวกำนันอีกไม่ได้แล้ว ยุ้ยผ่านบทบาทพวกนั้นมาหมดแล้ว เล่นละครมา 50 กว่าเรื่อง เพราะฉะนั้นยุ้ยผ่านมาหมดแล้ว ยุ้ยโตขึ้น ยุ้ยอยากได้อะไรที่แปลกใหม่ ได้ประสบการณ์ ได้เจอโลกที่มันใหม่ๆ ขึ้น เพราะฉะนั้นช่อง 7 เอง เขาก็มีหน้าที่ในการปั้นพระเอกนางเอกใหม่ งานเราที่เคยเป็นนางเอก ปีนึงมี 3-4 เรื่อง มันก็ต้องไม่มีละ เพราะยุ้ยเองด้วยบทบาทของอายุเราที่มันมากขึ้น เพราะฉะนั้นช่อง 7 เองเขาก็มีหน้าที่ในการปั้นพระเอกนางเอก เราเองเราก็มีหน้าที่ในการเดินต่อไป ฉะนั้นเราจะเดินต่อไปยังไงให้ชีวิตยังคงอยู่ได้ นี่ยุ้ยก็ออกมาเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ยุ้ยเชื่อว่าสถานที่ข้างนอกอาจจะให้บทบาทที่มันแตกต่างและบทบาทใหม่ๆ ที่มากขึ้น

“การเป็นนักแสดงอิสระ ยุ้ยรู้สึกว่าชีวิตมีสีสันมากขึ้น มีความสุขเลย มีความรู้สึกว่าออกมาปุ๊บ ยุ้ยได้เจอโลกกว้าง ได้เจอทีมงานใหม่ๆ ได้เจอรุ่นพี่ ได้เจอนักแสดงที่เรียกว่าทั่วประเทศที่มารวมตัว ไม่ว่าจะเป็นค่ายเช้นจ์ (Change2561) ช่องอมรินทร์ ช่อง 8 ใครที่ไม่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อน ไม่เคยแม้แต่จะทักทายกันทั้งๆ ที่อยู่ในวงการเดียวกัน ก็ได้มาร่วมงานกัน มันเป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น ทำให้เราเหมือนได้กลับมาเป็นเด็กใหม่อีกครั้งหนึ่ง มีความตื่นเต้น ได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ก็สนุกไปอีกแบบ

“พอมาเป็นอิสระ เราไม่ได้มีละครเรื่องไหนที่รู้สึกว่าเล่นยากที่สุดในชีวิตขนาดนั้น เพียงแต่เราอาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอก เราอยู่ช่อง 7 เหมือนอยู่บ้านเรามาเกือบ 20 ปีน่ะ ทีมงานก็จะเป็นคนคุ้นเคยเหมือนคนในบ้านเรา แต่นี่คือเราได้มาเจอทีมงานใหม่ๆ มากขึ้น เรื่องเวลาเราก็ต้องให้เป๊ะ เพราะเราเจอผู้ใหญ่ เจออาหนิง (นิรุตต์ ศิริจรรยา) เจอพี่วิลลี่ (แมคอินทอช) ทุกคนคือเป๊ะมาก การทำงานเราก็ต้องเป๊ะ มันก็ทำให้เรามีความแอ็กทีฟในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา ประสบการณ์ การกระตุ้นตัวเอง ให้กลับมาเป็นเด็กใหม่อีกครั้งอย่างที่บอกน่ะค่ะ”

Scene 7
RS Group Building / ภายใน / กลางวัน

มีคำกล่าวว่า นักแสดงต้องเล่นได้ทุกบทบาท ประโยคนี้จริงสำหรับคุณไหม

มันก็จริงนะ ก็อย่างที่บอกว่าถ้าเราขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดง ก็ต้องแสดงได้สิ ยุ้ยจะพูดเสมอว่ายุ้ยเป็นดารา ยุ้ยไม่ใช่นางเอก ให้ยุ้ยเป็นนางร้าย ยุ้ยก็เล่นได้ ให้ยุ้ยเป็นแม่ ยุ้ยก็เล่น ให้ยุ้ยเป็นลูก เป็นแก่นแก้ว เป็นแสนดี หรือเป็นบ้า ยุ้ยเล่นหมด เพราะยุ้ยคือนักแสดง ไม่ได้ก็ต้องได้ ถ้ายุ้ยรับเล่นแล้ว ก็จะเต็มที่กับทุกบทบาทเหมือนกัน

มีคำพูดที่ดูจะแรงในวงการบันเทิงว่า การที่นักแสดงไปเล่นเป็นบทแม่ บทคนรับใช้ เท่ากับเป็นนักแสดงหมดอายุ คุณคิดว่ายังไง

ยุ้ยว่าไม่จริงเลย ยุ้ยเล่นเป็นแม่มาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว อาญารัก (2556) ก็สิบกว่าปี ก็เป็นแม่ทับทิม แม่น้องนาว ซึ่งโตเป็นสาวกันหมดแล้ว ยุ้ยถึงได้บอกว่าอย่าเรียกยุ้ยว่านางเอก ยุ้ยไม่ใช่นางเอก และยุ้ยก็ไม่ใช่ดารา ยุ้ยเป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นบทไหนถ้ายุ้ยตัดสินใจเล่นแล้ว ยุ้ยจะเล่นให้ดีและเล่นให้ได้ เป็นแม่ยุ้ยก็เล่นได้ เล่นเป็นตัวรองใคร ยุ้ยก็เล่นได้หมด บู๊ แก่นแก้ว วันนี้เป็นนางเอก พรุ่งนี้เป็นนางร้าย ยุ้ยเล่นได้หมด 

สำหรับยุ้ย คำพูดนั้นมันไม่แรง ยุ้ยจะพูดกับตัวเองอยู่เสมอว่ายุ้ยเป็นนักแสดง วันนี้ยุ้ยมายืนอยู่ตรงนี้ได้ มันไกลแค่ไหนมากๆ แล้ว ยุ้ยจะพูดกับตัวเองเสมอ แต่ถ้าบทไหนที่ยุ้ยรู้สึกว่ามันไม่มีอะไร แล้วยุ้ยไม่อยากเล่น ยุ้ยจะเลือกตรงนั้นมากกว่า ยุ้ยจะเลือกบทที่ยุ้ยอยากเล่น อย่างเรื่องร่านดอกงิ้ว ยุ้ยก็เล่นเป็นแม่ ลูกสาวก็โตเป็นสาว เป็นนางเอก ยุ้ยก็เล่น ขอให้บทยุ้ยมีอะไรให้เล่นหน่อย

แสดงว่าการที่จะเลือกรับบทแสดงสักเรื่อง คุณไม่ได้ดูแค่ว่าเราเป็นอะไร แต่เราดูถึงข้างในว่าเราจะได้ทำอะไรบ้างใช่ไหม

ถูกต้อง อย่างอีกเรื่องคือ เล่ห์ลุนตยา ยุ้ยก็ไม่ใช่นางเอก ยุ้ยก็เป็นผี เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง แต่ถามว่ายุ้ยมีสีสันไหม ก็เป็นตัวละครที่เดินเรื่องตัวหนึ่งที่มีอะไรให้เล่น ยุ้ยก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่เป็นตัวเดินเรื่องที่ช่วยให้เรื่องนี้มีบทบาทและมีสีสันมากขึ้น นักแสดงเยอะแยะมากมายเลยที่ได้ร่วมงานกัน แต่เราก็คิดว่า เออ เราก็คือนักแสดงตัวหนึ่ง แค่นั้นเอง ไม่ต้องคิดว่าฉันจะต้องเป็นนางเอกนะ

ละครที่เล่นแล้วรู้สึกชอบบทบาทที่ตัวเองแสดงมากหรือภูมิใจที่สุด

ถ้าจะให้เลือกคงเป็นไปไม่ได้แน่เลย เพราะยุ้ยชอบหลายเรื่องนะ แล้วเรื่องที่ยุ้ยเล่น มันดีทุกเรื่องเลย เรียกว่าบทดีทุกเรื่อง เรตติ้งดีทุกเรื่อง กระแสดีทุกเรื่อง มันเลยกลายเป็นว่าเราชอบทุกเรื่องเลย แต่ยุ้ยชอบเปลี่ยนบทบาทมากกว่า ยุ้ยไม่อยากเล่นร้องไห้อย่างเดียว ยุ้ยอยากไปร้ายเรื่องนี้ เรื่องนั้นไปบู๊ ยุ้ยเลยประทับใจทุกเรื่องที่ได้เล่น ถ้าให้เลือกมาเป็นเรื่องๆ มันเลือกไม่ได้จริงๆ ชอบเยอะมาก ยุ้ยเล่นมา 50 กว่าเรื่อง ก็เป็น 50 เรื่องล่ะที่ยุ้ยชอบ เพราะบทมันก็จะแตกต่างกันออกไป เพราะเราเป็นคนเลือกแล้ว

รู้สึกอย่างไรที่คุณได้เป็นคนต้นแบบหรือไอดอลของใครหลายๆ คน

รู้สึกดีสิ และก็จะพยายามพูดกับทุกคนเสมอ ไม่ว่ายุ้ยจะออกรายการหรือพูดกับใคร ยุ้ยไม่เคยปิดบัง ยุ้ยพยายามจะพูดกับทุกคนเสมอว่า ยุ้ยมาจากครอบครัวที่แตกแยกด้วยซ้ำ แต่ชีวิตยุ้ยทุกวันนี้ประสบความสำเร็จได้ ก็อาจจะเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ หลายคนที่เขาคิดว่าตัวเขาไม่ได้มีเหมือนคนอื่น ไม่ได้มาจากครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่สามารถประสบผลสำเร็จในชีวิตได้ ไม่ใช่เลย ยุ้ยพยายามจะบอกกับทุกคนเสมอ และอยากจะเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานให้กับน้องๆ หลายคนที่เป็นแบบยุ้ยว่า ถ้าเราเลือกที่จะทำดีหรือเลือกที่จะเป็น เราสามารถเป็นได้ เราสามารถประสบความสำเร็จได้

มีช่วงเวลาที่หมดแพสชั่นหรือหมดไฟบ้างไหม

เคยเหนื่อยถึงขั้นว่ายืนแล้วน้ำตามันไหลออกมาเองตอนจะอาบน้ำ ตอนนั้นจำได้ว่าถ่ายละคร 3-4 เรื่อง มันเหนื่อยมากถึงขั้นไม่ได้นอน แล้วตอนแต่งหน้าไม่ได้นั่งแต่งนะ ต้องนอนให้ช่างแต่งหน้านอนแต่งกับพื้น มันเป็นถึงขนาดนั้นเลย ไปนั่งถ่ายละครแล้วก็นอนหลับข้างถนน พิงประตูหลับก็มี คือเป็นทุกอย่างมาแล้ว และมีความรู้สึกว่าที่เราทำ มันเหนื่อยเกินไปไหม แต่อย่างที่บอก ยุ้ยจะพูดอยู่เสมอว่ายุ้ยรักตากับยายมาก แล้วยุ้ยก็เป็นหัวหน้าของครอบครัว เพราะฉะนั้ยกำลังใจของยุ้ยล้วนๆ มาจากครอบครัว พอคิดถึงหน้าแม่ หน้ายาย หน้าตา ร้องไห้ ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะเลี้ยงตากับยายเราล่ะ เพราะมันเป็นยุ้ยคนเดียวที่ทำได้ ครอบครัวเรา มองไปทางนั้นทางนี้ ก็ไม่มีใครทำได้แบบเรา เพราะฉะนั้น นี่ล่ะมันก็เป็นแรงฮึดที่ทำให้เราสู้ คือจะทำอะไรทุกอย่าง ยุ้ยจะมองครอบครัวเป็นหลัก ถ้าไม่มีเราสักคน เขาจะอยู่ยังไง มันก็คือแพสชันเราละ มันคือสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ตาม

เคยมีช่วงจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้บ้างไหม

ไม่ใช่ช่วงจัดการตัวเองที่อินกับละคร แต่เป็นช่วงที่ตากับยายเสีย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทุกข์ที่สุดในชีวิต เป็นช่วงที่จัดการตัวเองไม่ได้ คุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังจนผู้กำกับต้องเดินมากอด คนต้องเดินมากอด ก็เป็นช่วงหนึ่งที่มันหนักจริงๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่ตอนนั้นยังไม่เข้มแข็งพอ ยุ้ยยอมรับว่ายุ้ยหนักมาก ผ่านมาได้ก็จากคนข้างๆ ล่ะ เพื่อน ทีมงาน จิตตก ต้องใช้ธรรมะในการดำเนินชีวิต

ครอบครัวสำคัญกับคุณอย่างไรบ้าง

อันดับหนึ่งค่ะ สำหรับยุ้ย ครอบครัวมาอันดับหนึ่ง เพราะชีวิตยุ้ยมีวันนี้ได้เพราะครอบครัว กำลังใจหรือสิ่งที่ทำให้ยุ้ยมีแรงหรือพลังในการทำงานหรือต่อสู้ทุกอย่างคือครอบครัว

รู้สึกอย่างไรกับคุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่

โห รักมาก ตากับยายนี่คือที่สุด ที่สุดถึงขั้นเคยคิดว่าวันหนึ่งถ้าไม่มีเขาอยู่ เราจะอยู่ได้ยังไง แต่พอโตขึ้น ชีวิตก็ดำเนินต่อไป มันก็ดูแลตัวมันเอง ยุ้ยรักตากับยายมาก เพราะพ่อแม่ยุ้ยเลิกกัน มันก็เลยทำให้ยุ้ยรักยายมาก ตอนเด็กๆ ก็เคยอยากเป็นนางพยาบาล เพื่อที่จะดูแลยายเอง ไม่ต้องมีใครมาดูแล

ความกตัญญูสำคัญยังไงกับการใช้ชีวิต และการเป็นนักแสดงของคุณบ้าง

ยุ้ยบอกได้เลยว่าความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ยุ้ยเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ว่ายุ้ยมีวันนี้ได้เพราะความกตัญญู และยุ้ยไม่ได้กตัญญูแค่กับพ่อแม่นะ แต่ยุ้ยกตัญญูกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว มันเลยทำให้ชีวิตยุ้ย ไม่ว่ายุ้ยจะทำอะไร ยุ้ยบอกได้เลยว่าทำไมยุ้ยถึงเป็นคนที่โชคดีจัง ยุ้ยจะพูดและคิดกับตัวเองเสมอว่าทำไมชีวิตยุ้ยถึงเจอแต่คนดี ทำไมชีวิตเราถึงโชคดี ทำไมยุ้ยไปไหนถึงมีแต่คนรักยุ้ย เมตตายุ้ย อันดับแรกเลยคือมาจากที่ยุ้ยกตัญญูแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ยุ้ยขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวแม้กระทั่งตัวเอง ยุ้ยรักและกตัญญูต่อพ่อแม่ ตายาย ผู้มีพระคุณของยุ้ยทุกๆ คน แม้กระทั่งคุณแดงเอง ยุ้ยก็ไม่เคยลืม ไม่ว่ายุ้ยจะทำบุญหรืออะไร ยุ้ยก็จะนึกถึงผู้มีพระคุณทุกคน ทุกวันนี้ที่ตื่นขึ้นมา อะไรที่มีพระคุณกับยุ้ย ยุ้ยขอบคุณหมด มันเลยทำให้ชีวิตยุ้ยทุกวันนี้มีทั้งความโชคดี มีแต่คนดีๆ มีแต่เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ยุ้ยเชื่อว่ามันมาจากความกตัญญู

จากการพูดคุย พบว่าคุณเป็นคนมี Self-Esteem (ความเคารพตัวเอง) ต่ำ ไม่ได้มีความมั่นใจ อยากทราบว่ามีวิธีการทลายกำแพงนั้นอย่างไร

ยุ้ย Self-Talk มั้ง ยุ้ยพูดกับตัวเอง แล้วอะไรที่ไม่มั่นใจหรือว่าไม่อยากทำ หรือฝืนความรู้สึกตัวเอง ยุ้ยก็จะนั่งบอกตัวเอง ทุกวันนี้ยุ้ยจะพูดเสมอว่า ไม่มีอะไรที่ยุ้ย จีรนันท์ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดกับตัวเองแบบนี้ เราจะทำได้ แต่ถ้าเราไม่มั่นใจ เราไม่ทำ เรากลัว มันก็จะไม่มีทางทำได้ ยุ้ยก็จะเปลี่ยนตัวเอง เมื่อก่อนยุ้ยเป็นเด็กขี้อายมาก ออกไปพูดหน้าห้องคือสั่นละ ก็เปลี่ยนหรืออะไรไม่รู้ ไปเรียนการตลาด ซึ่งต้องพรีเซนต์อาทิตย์ละ 3 วัน จากเด็กที่ไม่กล้า พูดไม่เป็น กลายเป็นเด็กที่พูดเก่ง พูดจาฉะฉาน บุคลิกดีขึ้น อันนี้เป็นการฝึกตัวเอง เพราะฉะนั้นยุ้ยก็จะพูดกับตัวเองเสมอว่ายุ้ยทำได้ แล้วยุ้ยก็จะทำได้ดีที่สุด และยุ้ยก็จะทำมันให้ดี ละครที่ยุ้ยเล่นทุกเรื่อง มันง่ายสำหรับยุ้ยไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะร้องไห้วันหนึ่ง 20-30 ซีน ก็ทำได้ บางคนทำไม่ได้แบบนี้ แต่ยุ้ยทำได้ เพราะยุ้ยบอกตัวเองเสมอว่ามันง่ายสำหรับยุ้ย ไม่มีอะไรที่ยุ้ยทำไม่ได้

คือเอาความไม่มั่นใจในตัวเองมาลงมือทำใช่ไหม

ใช่ อะไรที่ไม่มั่นใจ พยายามลืมมันทิ้งไป แล้วบอกกับตัวเองว่าฉันทำได้ และฉันก็ทำได้ดีด้วย ทำไมละครที่ยุ้ยเล่นทุกเรื่องถึงมีกระแส คนพูดถึงในตัวยุ้ยหรือในตัวละครที่ยุ้ยเล่นเสมอ เพราะยุ้ยก็จะบอกตัวเองตลอด และยุ้ยก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ยุ้ยทำว่ามันดี

กว่าจะมาเป็นยุ้ย จีรนันท์วันนี้ ได้เรียนรู้อะไรตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการบ้างไหม

ยุ้ยว่าวงการบันเทิงก็สอนยุ้ยทุกอย่างแทบจะ 90 เปอร์เซ็นต์ในชีวิต ยิ่งกว่าครึ่งชีวิต ครึ่งชีวิตก่อนจะมาถึงวันนี้เป็นช่วงวัยเด็ก เรียนอย่างเดียว แต่ครึ่งชีวิตจากวันนั้นถึงวันนี้ มันเป็นครึ่งชีวิตของการเติบโตและเรียนรู้ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น วงการสอนยุ้ยทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของการทำงานร่วมกับคนอื่น เรื่องของประสบการณ์ในการทำงาน เรื่องการพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นและอยู่ได้ยังไง มันสอนทุกๆ เรื่องค่ะ

ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง คิดว่ายุ้ย จีรนันท์จะไปทำอาชีพอะไร

แม่ค้าค่ะ เพราะตอนนี้ก็เป็นแม่ค้ากับอาชีพนักแสดงควบคู่กันไป คืออาชีพแม่ค้าเป็นจิตวิญญาณมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างที่บอกว่ายุ้ยขยันมาตั้งแต่ ป.2-3 ปิดเทอมก็ไม่เคยว่างเลย ขอเงินตายาย 10 บาท เอามาลงทุนขายขนมครก ขายไอศกรีม เอาน้ำหวานมาชงแล้วก็ไปแช่เป็นไอศกรีมตู้เย็นช่องฟรีซ ที่มันกัดตูดแล้วดูดก็ขายนะ ขายอันละบาทให้เพื่อนๆ คืออาชีพแม่ค้าเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงขนาดไปเรียนการตลาด ก็คิดอยู่เสมอว่าฉันจะไม่มานั่งทำงานอยู่หน้าคอม 8 โมงเช้า ออกจากออฟฟิศ 6 โมงเย็น จะไม่มีแบบนั้น ถ้าไม่ได้เป็นดารา ตอนนี้ก็คงไปเป็นแม่ค้าขายอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะเป็นอาชีพที่ยุ้ยรักอีกหนึ่งอาชีพ เพราะบ้านยุ้ยก็ค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ด้วยความที่ชีวิตพลิกผัน เลยไปเป็นนางเอก แต่ตอนนี้แม่ค้าก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำให้ยุ้ยประสบความสำเร็จเช่นกันและมีความสุขมาก

สัจธรรมที่ได้จากวงการบันเทิงคืออะไร

ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นการดำเนินชีวิต ยุ้ยว่าคือความอดทน ยุ้ยจะพูดกับทุกคนเสมอว่างานทุกอย่างมันมีปัญหา ไม่ว่าจะทำงานอะไร การมีอาชีพดารา ไม่ใช่สบายเลยนะ ลำบากมาก ลำบากมากกว่าคนอื่นหลายๆ เท่าด้วย อะไรที่ไม่อยากทำก็ต้องทำ อะไรที่ไม่อยากกินก็ต้องกิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยุ้ยอยู่ได้ในวันนี้คือความอดทน ความตั้งใจ ความพยายาม เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยุ้ยทำงานวงการบันเทิง ยุ้ยไม่ได้ทำงานคนเดียว ยุ้ยทำงานกับคน บางทีเป็นร้อยคน เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราอยากให้เขาปฏิบัติกับเราอย่างไร เราต้องปฏิบัติกับเขาอย่างนั้นก่อน นี่เป็นสิ่งที่ยุ้ยปฏิบัติและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมาตลอด

คิดว่าจะอยู่ในวงการอีกสักกี่ปี

บอกไม่ได้เลย จริงๆ งานวงการบันเทิงเป็นงานที่ยุ้ยรักมากที่สุดในชีวิต คือชีวิตของยุ้ยครึ่งชีวิต เพราะฉะนั้นยุ้ยรักวงการบันเทิงนี้มาก จะบอกว่าออกไปมีลูก จะหยุดเล่นละคร ก็คงทำไม่ได้นะ (หัวเราะ) ยุ้ยรักงานแสดงค่ะ ต่อให้วันหนึ่งยุ้ยมีลูก ยุ้ยเหงา ยุ้ยก็อาจจะกลับมาเล่นละคร เพราะมันก็คืองานที่ยุ้ยรักมากที่สุด ยุ้ยเคยพูดอยู่เสมอว่ายุ้ยอาจจะมาเล่นเหมือนอาดาว อาดาวเป็นไอดอล วันหนึ่งลุกจากเตียงไม่ไหว ก็อาจจะไม่ได้เล่นละคร มันก็คืองานที่ยุ้ยรัก อันนี้บอกไม่ได้จริงๆ ว่าจะเล่นไปถึงอายุเท่าไร ตราบใดที่ยังมีคนเมตตา มีคนจ้าง ก็ยังเล่นอยู่แล้วค่ะ

ได้ร่วมงานกับช่อง 8 เป็นเรื่องที่เท่าไรแล้ว และรู้สึกยังไงบ้าง

เรื่องที่สอง ยุ้ยจะบอกว่ายุ้ยขอบคุณช่อง 8 มาก เพราะช่อง 8 ให้การต้อนรับยุ้ยอบอุ่นและดีมากๆ คือให้เกียรติยุ้ย ไม่ว่าจะเรื่องบทหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนน่ารัก แม้กระทั่งพี่นกน้อยหรือทุกคนในช่องนี้ที่ให้เกียรติยุ้ย นี่ล่ะ ไม่ว่าจะมีอะไร ก็เสนอให้ยุ้ยเยอะมากๆ ยุ้ยก็อยากจะรับ อยากจะแยกร่าง อยากให้อาทิตย์หนึ่งมีสิบวัน เงินก็อยากได้นะ และบทที่เสนอมาก็ดีทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นยุ้ยรู้สึกขอบคุณช่อง 8 มากจริงๆ ที่ให้เกียรติขนาดนี้ แล้วบทแต่ละเรื่องที่ให้ก็คือดีจริงๆ

ทำไมถึงตัดสินใจรับบทในร่านดอกงิ้ว

คือปฏิเสธไม่ได้เลย บททั้งแรง ดี หนัก ถามว่าหนักมากไหม ตอนที่อ่านบท รู้เลยว่าเรื่องนี้จะต้องเหนื่อยมาก แต่ยุ้ยก็ทำใจ เพราะว่ามันคือเรื่องของเรา และมันเป็นการพิสูจน์ฝีมือเราอีกอย่าง เรื่องนี้เลิฟซีนก็หนัก ดราม่าก็หนัก เข้าฉากกันทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ยุ้ยไม่เสียน้ำตาถึงแม้ว่าจะเล่นร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่ คือบทมันค่อนข้างเครียด แต่มันก็เป็นบทของเราน่ะ คือยุ้ยชอบ ถ้าจ้างยุ้ยแล้วให้ยุ้ยเดินผ่านไปผ่านมาแค่นั้นก็ไม่เอานะ ถ้าจ้างยุ้ยแล้ว มันต้องได้แสดงศักยภาพอะไรออกมา

อยากฝากอะไรคนที่เห็นชื่อละครแล้วตกใจ

คนเล่นยังตกใจ คุยกับพี่บอย ยังถามเขาเลยว่า ละครเรื่องร่านเลยเหรอ (หัวเราะ) แต่มันต้องมันส์แน่นอน เพราะฉะนั้นอาจจะตกใจชื่อร่าน มันมีเหตุผลของความร่าน ดูแล้วจะเห็นว่าผู้หญิงที่ว่าร่านจะเป็นผู้หญิงที่ทำให้คุณเสียน้ำตามากที่สุด มันจะมีความสงสารอยู่ในความร่านนั้น

ร่านดอกงิ้วจะให้อะไรกับคนดูบ้าง

บอกได้เลยว่าบทคือสนุก เข้มข้น แซ่บแน่นอน ใครที่รอดูแล้วไม่เคยเห็นยุ้ยในบทบาทนี้ เรื่องนี้มันส์ สนุก และนอกจากความสนุกสนานบันเทิงที่ได้รับแน่ๆ ทุกตัวละครโดยเฉพาะตัวละครสร้อยสน จริงๆ ก็ทุกตัวนั่นละ ไม่ว่าจะเป็นพี่ออย (ธนา สุทธิกมล) น้องนนนี่ (ณัฐชา ชูมักเคอร์) เบนซ์ (ปุณยาพร พูลพิพัฒน์) พี่ธรรม์ (ธนากร) พี่แมทธิว (ดีน ฉันทวานิช) ทุกตัวละครแฝงคำสอนไว้หมด ดูแล้วก็เห็นเลยว่าคนนี้เลวอย่างนี้ คนนี้ดีอย่างนี้ คนนี้เลวแล้วจะเป็นยังไง คนนั้นแค้นจัดชีวิตจะพังยังไง เพราะฉะนั้นดูแล้วไม่เสียเวลา ไม่ผิดหวังแน่นอน ฝากด้วยค่ะ ยุ้ยก็ตั้งใจมากๆ เรื่องนี้

Content Creator

Photographer

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า